ฟาลมาส่งเด็กชายที่หน้าโรงแรมมอลเลอร์ซึ่งอยู่ห่างจากโรงพยาบาลพาแพนตันสาม่ถนน
เมื่อเขาเห็นเด็กชายเดินเข้าไปในโรงแรมแล้ว--ชายหนุ่มจึงขับรถจากไป
ส่วนพนักงานของโรงแรมมอลเลอร์ต่างคุ้นเคยกับเด็กชายเป็อย่างดีเพราะเขามักติดสอยห้อยตามซาราห์ เดสเซนต์ผู้เป็หนึ่งในหุ้นส่วนของโรงแรมมาประชุมที่นี่เสมอ และเด็กน้อยก็ยังมีฐานะเป็บุตรบุญธรรมของเอริเซีย เวโดร่า หุ้นส่วนของโรงแรมนี้อีกคนหนึ่งด้วย
อัลเลนมีห้องพักส่วนตัวในโรงแรมแห่งนี้คือห้องห้าศูนย์สาม ซึ่งพนักงานต้อนรับแทบจะหยิบกุญแจห้องและคีย์การ์ดส่งให้เด็กน้อยทันทีที่เจอหน้า
"ขอบคุณครับ" อัลเลนพูดขอบคุณพลางก้มศีรษะให้อีกฝ่ายเล็กน้อยอย่างมีมารยาทและให้เกียรติแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็พนักงานเล็ก ๆ คนหนึ่งก็ตาม
"ไม่เป็ไรค่ะ" พนักงานหญิงกล่าวก่อนจะคิดอะไรขึ้นมาได้แล้วยื่นแหวนสีน้ำเงินวงหนึ่งให้เขาพร้อมอธิบาย "นี่คือสมาร์ทริง--สามารถใช้แทนคีย์การ์ดและบัตรเงินสดได้ค่ะ"
"ขอบคุณครับ" อัลเลนรับมาพิจารณาก่อนจะสวมมันเข้ากับนิ้วของตน
แหวนวงนี้ออกจะหลวมไปสักหน่อยหลังจากสวมเข้าไปครั้งแรกแต่มันก็สามารถปรับขนาดตัวเองให้พอดีกับนิ้วของเขาได้อย่างรวดเร็วราวกับมีชีวิต
สำหรับคนธรรมดาอาจคิดว่าเป็แหวนผีสิงแต่สำหรับอัลเลนแล้ว--มันก็แค่แหวนเวทย์วงหนึ่งที่ถูกดัดแปลงให้มีความสามารถหลากหลายขึ้นเท่านั้น
หากเ้าของมีความรู้ความสามารถสักหน่อยก็สามารถสลักเวทไว้ในแหวนได้เพื่อใช้มันใน่เวลาคับขัน
แต่จุดประสงค์หลัก ๆ ของมันส่วนใหญ่ก็คือใช้เก็บสิ่งของต่าง ๆ โดยไม่ต้องถือกระเป๋าหรือกระเป๋าสะพายข้างซึ่งเสี่ยงกับการเผลอวางทิ้งไว้ได้
เมื่อไปถึงห้องพัก--อัลเลนก็เอาข้าวของเครื่องใช้ประเภทเสื้อผ้าและอุปกรณ์ต่าง ๆ ส่วนหนึ่งออกมาจากกำไลแล้วย้ายมันมาเก็บไว้ในแหวนเก็บของวงใหม่...
แล้วมือถือที่ถูกโยนไว้บนเตียงก็สั่นและส่งเสียงครืด ๆ และเมื่ออัลเลนหยิบมันขึ้นมาดูก็ต้องยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นชื่อของคนที่โทรเข้ามา
ไซลาส เดสเซนต์...
'ว่าไง--สมาร์ทริงที่ผมทำขึ้นเจ๋งไหมล่ะ? '
"ใช่--เจ๋งมากเลย! " อัลเลนพูดเออออไปตามเื่ตามราว
'ข้างล่างมีงานเลี้ยงจะมาร่วมไหม? ' ไซลาสพูดซึ่งน่าจะมีใครบางคนกระซิบอีกฝ่ายให้ถามเขา
"ไม่--วันนี้ฉันเหนื่อยมากเลย..."
'โอเค--แล้วก็สุขสันต์วันเกิดนะครับพี่รอง! '
"..."
'หรือว่าลืมวันเกิดตัวเองไปแล้ว...' ไซลาสพูดแล้วก็หัวเราะคิกคัก 'เดี๋ยวเราค่อยมาฉลองวันเกิดย้อนหลังแล้วกันนะครับ! '
"อืม...แค่นี้นะ..." แล้วเด็กชายก็วางสายไปพลางมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสายตาครุ่นคิด
วันนี้เป็วันครบรอบวันเกิดของเขาซึ่งเท่ากับว่ามันก็คือวันครบรอบวันเกิดของ เอ็ดเวิร์ด เกรย์ น้องชายฝาแฝดของเขาด้วยเช่นกัน...
เขาที่ถูกยกให้คนอื่นมาั้แ่แบเบาะด้วยเหตุผลบางอย่าง--ครอบครัวของเขา--พ่อแม่แท้ ๆ ของเขาจะยังจำได้หรือเปล่าว่ายังมีเขาอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ร่วมงานด้วย...
แต่พวกเขาคงไม่สนใจเหรอกพราะในวันเกิดครบรอบหกขวบนั้นเขาเคยขอให้ซาราห์พาไปดูที่บ้านเกรย์...
สิ่งที่เขาพบก็คือภาพครอบครัวสุขสันต์สามคนพ่อแม่ลูก เพื่อนบ้านและเพื่อนสนิทของเอ็ดเวิร์ดกำลังสังสรรค์พูดคุยกันอย่างมีความสุข
และวันนั้นเองที่ทำให้เขาเข้าใจและรู้ซึ้งถึงคำว่า 'ส่วนเกิน'
และรู้ดีแก่ใจว่าบ้านหลังนั้นไม่ใช่ 'บ้าน' และ 'ครอบครัว' ของเขา
เพราะไม่มีใครสักคนที่เฝ้ารอหรือคิดถึงห่วงใยเขาเลยแม้แต่คนเดียว!
หลังจากเอริเซียรู้เื่ทั้งหมด--เธอก็เลือกที่จะจัดงานวันเกิดเล็ก ๆ หลังจากวันนั้นเจ็ดวัน เพราะว่ามันเป็วันที่เธอพาเขามาจากครอบครัวเกรย์
และพูดว่า เขาไม่ใช่ 'อัลเลน เกรย์' ลูกชายคนโตของครอบครัวเกรย์ แต่เป็ 'อาเบล เวโดร่า' ลูกชายของเธอต่างหาก!
หลังจากนั้นเป็ต้นมา--งานครบรอบวันเกิดของเขาก็จะจัดขึ้นในวันนั้นของทุกปี...
และวันเกิดที่แท้จริงของเขาก็ค่อย ๆ หายไปจากความทรงจำ จนกระทั่งไซลาสพูดถึงมันอีกครั้งในวันนี้...
"ฉันไม่ใช่ 'อัลเลน เกรย์' ลูกชายคนโตของครอบครัวเกรย์ แต่ฉันคือ 'อาเบล เวโดร่า' ลูกชายของเอริเซีย เวโดร่า! " อัลเลนพูดพึมพำกับตนเองคล้าย้ายืนยันยันตัวตนของตนเอง
'อัลเลน เกรย์' เป็เพียงเปลือกนอกเท่านั้นและเขาจะใช้มันเป็เกราะป้องกันตัวตนที่แท้จริงของเขา
อาเบล เวโดร่า!
ทุกการกระทำของอัลเลนนับั้แ่เดินเข้ามาโรงแรมจนกระทั่งเดินเข้าไปในลิฟต์เพื่อไปห้องพักนั้นอยู่ในสายตาของชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ท่าทางเป็ผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว
"เด็กคนนั้นเป็ใครหรือครับ? " เขาถามพนักงานต้อนรับด้วยน้ำเสียงสุภาพและนุ่มนวล
"ลูกชายของแขกที่มางานเลี้ยงค่ะ! " อีกฝ่ายตอบและมองชายคนนั้นอย่างไม่ไว้วางใจ
"แล้วเขาจะร่วมงานเลี้ยงคืนนี้ด้วยหรือเปล่า? "
"ไม่ทราบค่ะ" หญิงสาวตัดบทอย่างสุภาพพร้อมยื่นกุญแจห้องพักให้ซึ่งเขาก็ไม่ได้ตำหนิเธอแต่อย่างใด
เนื่องจากเขาเป็คนต่างถิ่นที่มาร่วมงานเลี้ยงในคืนนี้ตามคำเชิญของนักธุรกิจที่เพิ่งร่วมลงทุนด้วยและเพิ่งมีข่าวพบศพนักศึกษาแพทย์ที่หายตัวไปเมื่อสามวันในสภาพถูกฆ่าชำแหละเอาอวัยวะภายในไป ซึ่งแน่นอนว่าคนต่างถิ่นที่เพิ่งมาถึงได้แค่สามวันอย่างเขาย่อมถูกเพ่งเล็งเป็ธรรมดา
แต่สาเหตุที่เขาสนใจเด็กชายคนนั้นก็เพราะ...
เมื่อเขามาถึงห้องพักแล้ว--ชายหนุ่มก็เปิดกระเป๋าเดินทางหยิบสมุดบันทึกปกหนังสีดำขนาดเท่าหนังสือนวนิยายเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดอย่างเบามือที่สุด
หน้ากระดาษสีเหลืองที่ดูเก่าตามกาลเวลา--ชายหนุ่มพลิกเปิดหน้าสมุดบันทึกที่ถูกคั่นด้วยกระดาษแผ่นหนึ่งและซองจดหมายที่มีจดหมายบอกเล่าเื่ราวสั้น ๆ ฉบับหนึ่ง ซึ่งจดหมายฉบับนั้นถูกส่งให้เซอร์โจนาธาน เจคเคิลบรรพบุรุษของเขาเมื่อสี่ร้อยปีก่อน
ชายหนุ่มหยิบกระดาษสีเหลืองซีดนั้นขึ้นมาดู--มันเป็ภาพสเก็ตซ์ของเด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกคนหนึ่ง ซึ่งเค้าโครงใบหน้าของเด็กหนุ่มคนนี้เหมือนกับเด็กชายที่เขาพบข้างล่างราวกับพิมพ์เดียวกัน!
ใต้รูปแผ่นนั้นเขียนข้อความสั้น ๆ ไว้ว่า
'อาเบล เกรกอรี่'
เฮนรี่รู้จักเด็กหนุ่มในภาพสเก็ตช์เป็อย่างดี--เขาเป็เด็กหนุ่มผู้น่าสงสารที่เสียชีวิตเพราะถูกเผาทั้งเป็เนื่องจากถูกใส่ความว่าเป็บุตรแห่งซาตาน!
เขาตายไปโดยไม่รู้เลยว่าตนเองเป็บุตรชายผู้เพียงคนเดียวของเอิร์ลโจชัว เกรกอรี่ ด้วยฝีมือของแมทธิวส์ เกรกอรี่ผู้ได้ชื่อว่าเป็อาและน้องชายร่วมสายเืของบิดาของเขา!
หลังจากเซอร์โจนาธานได้ล้างมลทินให้เด็กหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายจากข้อกล่าวหาที่ไม่เป็ธรรมแล้ว
เคาน์เตสโซเฟีย เกรกอรี่ก็เดินทางออกจากอังกฤษมายังอเมริกากับเพื่อนร่วมทางสองคนที่รู้จักกันยามตกยากที่ต้องหนีเอาชีวิตรอดอย่างหัวซุกหัวซุนยามที่แมทธิวส์ เกรกอรี่ตามไล่ล่าเธอและลูกในท้องเพื่อปกปิดความผิดที่เขาวางยาพี่ชายเพื่อหวังมรดกแล้วโยนความผิดนั้นให้กับเธอ
ภายในจดหมายเขียนไว้เพียงแค่ว่าเธอมาถึงอเมริกาอย่างปลอดภัยและกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเปิดคลับแห่งหนึ่งในย่านชุมชนของเมือง
เวโดร่า คลับ คือชื่อของคลับแห่งนั้น
และนี่ก็คือจดหมายแรกและจดหมายฉบับสุดท้ายของเธอ
เซอร์โจนาธานรับหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของตระกูลเกรกอรี่ระหว่างที่เธอไม่อยู่ เขาจัดการมันตามที่เห็นสมควร
เขาพยายามส่งคนตามหาเธอแต่ก็ไม่พบ
เมื่อสี่ร้อยปีก่อนนั้น--วิทยาการไม่ได้ก้าวหน้าเช่นในทุกวันนี้...
หากจะเดินทางไปมาข้ามทวีปก็จำเป็ต้องโดยสารด้วยเรือเท่านั้นและใช้ระยะเวลาเดินทางที่ยาวนานและอาจต้องเผชิญหน้ากับลมมรสุมและพายุที่เอาแน่เอานอนไม่ได้
การติดต่อสื่อสารก็ทำได้เพียงการติดต่อสื่อสารผ่านทางจดหมายและโทรเลขเท่านั้น
สี่ร้อยปีกับเบาะแสเพียงแค่จดหมายสั้น ๆ เพียงฉบับเดียวแต่มันก็เป็ความปรารถนาจากรุ่นต่อรุ่นที่ถูกส่งต่อมาจนถึงเขาในตอนนี้
เฮนรี่ไม่คิดหวังว่าเคาน์เตสโซเฟียจะมีชีวิตอยู่เขาเพียงคาดหวังว่าเขาจะได้พบทายาทของเธอเพื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ดูแลให้กับทายาทโดยชอบธรรมของเธอไม่ว่าจะเป็ทางพฤตินัยหรือนิตินัยก็ตาม...