หลังจากออกจากโบราณสถาน นักดาบแสงศักดิ์สิทธิ์ก็รีบติดต่อไปยังระดับจักรพรรดิของวิหารเทพสงครามเพื่อรายงานในสิ่งที่เกิดขึ้นและเรื่องนี้ก็ได้ดึงดูดความสนใจของเหล่าผู้อาวุโสของวิหารเทพสงครามทันที
หลังจากนั้นไม่นาน วิหารเทพสงครามก็เร่งจัดประชุม
ข้อสรุปของการประชุมแน่นอนว่าพวกเขาต้องการจับตัวเย่เทียนแต่หากส่งยอดฝีมือในประกาศการจัดอันดับจักรพรรดิออกมา ไม่แน่ว่ามันอาจจะเป็นการดึงดูดความสนใจของขุมกำลังอื่นๆก็ได้ หากถึงตอนนั้นยอดฝีมือของขุมกำลังอื่นๆ ปรากฏตัวขึ้น ไม่แน่ว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อแผนการของพวกเขาก็เป็นได้
ดังนั้นจักรพรรดิสงครามทองคำของวิหารเทพสงครามจึงกล่าวว่า“ฉันจะส่งลูกของฉันเดินทางไปด้วยตนเอง พร้อมผู้ติดตามระดับจักรพรรดิอีก 2 คน เพื่อไม่ให้ดึงดูดความสนใจของขุมกำลังอื่นๆ”
“ส่งคุณชายไป?มันจะไม่เสี่ยงไปหน่อยเหรอ? ผู้ฝึกยุทธ์ลึกลับคนนั้นไม่รู้ว่ามีต้นกำเนิดอย่างไรแต่แน่นอนว่าเขาจะต้องมีพรสวรรค์ด้านดาบระดับดาราหรืออาจจะเป็นระดับที่สูงกว่านั้นแน่บางทีความแข็งแกร่งของเขาอาจจะไม่ด้อยไปกว่าคุณชาย!” ระดับจักรพรรดิคนหนึ่งกล่าวขึ้น
จักรพรรดิสงครามทองคำหัวเราะและกล่าวว่า“เขาเป็นลูกชายของฉัน อีกทั้งในตอนนี้เขายังทำลายขีดจำกัดของร่างกายครั้งแรกสำเร็จแล้วนอกจากนี้ฉันยังจะมอบอาวุธระดับจันทราให้เขานำติดตัวไปด้วย ด้วยความแข็งแกร่งของเขามันไม่ใช่เรื่องยากที่จะจับผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ อีกอย่างใครจะกล้าลงมือกับลูกของฉัน?”
เมื่อได้ยินว่าคุณชายได้ก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดิแล้วจักรพรรดิคนอื่นๆ ก็ตกใจ
“คุณชายได้ก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดิแล้วเช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา!”
เหล่าผู้อาวุโสต่างก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของจักรพรรดิสงครามทองคำ
จากนั้นจักรพรรดิสงครามทองคำก็นำเรื่องนี้ไปบอกแก่ลูกของเขา!
ภายในวิหารเทพสงคราม อาคารแห่งหนึ่ง
ชายหนุ่มผมบลอนด์ที่ร่างกายปกคลุมไปด้วยแสงสีทองกำลังหลับตาอยู่แต่จู่ๆ เขาก็ลืมตาขึ้นและกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ในที่สุดพ่อก็อนุญาตให้ฉันออกไปข้างนอกได้แล้วฮ่าๆ ชื่อเสียงของฉันปิฮารุสผู้นี้ถึงเวลาที่จะโด่งดังไปทั่วโลกเซียนปฐพีแห่งนี้แล้ว”
ฟูมมม!!!!
กลิ่นอายของระดับจักรพรรดิอันทรงพลังแผ่กระจายออกมาทำให้พื้นที่โดยรอบสั่นสะเทือน
เมื่อเขาเดินออกจากที่พักระดับจักรพรรดิสองคนก็รอเขาอยู่นานแล้ว
“เฟร็ดคารวะคุณชาย!”
“โจนาธานคารวะคุณชาย!”
ระดับจักรพรรดิทั้งสองกล่าวทักทายด้วยความเคารพ
“ท่านจักรพรรดิทั้งสองสุภาพเกินไปแล้วครั้งนี้พ่อได้ให้พวกท่านติดตามฉันไปทำเรื่องใหญ่ พวกเรารีบไปเถอะ จะได้ไม่เสียเวลา!”จักรพรรดิปิฮารุสกล่าวด้วยความตื่นเต้น
“ครับ!”
จักรพรรดิทั้งสองพยักหน้าตอบ
จากนั้นพวกเขาก็ใช้อุปกรณ์เคลื่อนย้ายข้ามเมืองหลายเมืองและในที่สุดพวกเขาก็มาถึงเมืองนภาคราม
เมื่อมาถึงเมืองนภาคราม พวกเขาก็พักผ่อนอยู่ที่นี่ชั่วคราวและไม่ได้เร่งรีบไปยังโบราณสถานของนิกายนภาครามทันทีในขณะที่นักดาบแสงศักดิ์สิทธิ์ก็รับหน้าที่เฝ้ารออยู่นอกโบราณสถานและคอยรายงานสถานการณ์เป็นระยะๆ
โบราณสถานของนิกายดาบนภาครามภายในมิติศิลาดาบนภาคราม
เย่เทียนยังคงยกระดับขอบเขตเต๋าแห่งดาบต่อไป
ด้วยความช่วยเหลือของสมุนไพรวิญญาณจำนวนมากที่สามารถเพิ่มความเข้าใจของเขารวมไปถึงการเร่งความเร็วของเวลา 10 เท่า ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น 20 เท่า และพรสวรรค์ด้านดาบระดับจันทราด้วยข้อได้เปรียบทั้งหมดนี้ ความเข้าใจในเต๋าแห่งดาบของเย่เทียนจึงค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในวันที่ 16 ในที่สุดเต๋าแห่งดาบของเย่เทียนก็ยกระดับมาเป็น30%
ในเวลานี้เขามีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดในการฝึกฝนทักษะดาบระดับเทพแล้ว
“เหลือเวลาอีกแค่สามวันน่าจะเพียงพอที่จะฝึกฝนทักษะดาบทำลายล้างดวงดาวให้ถึงขั้นต้นได้”
เย่เทียนเองก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าเขาจะทำได้หรือไม่เขาได้แต่ต้องลองดูเท่านั้น
โชคดีที่ทักษะดาบระดับเทพนี้เกี่ยวข้องกับพลังมิติมิฉะนั้นมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะฝึกฝนทักษะดาบระดับเทพนี้ให้สำเร็จได้ในเวลาอันสั้นในเมื่อโอกาสอยู่ตรงหน้าแล้ว เขาก็จะพยายามอย่างถึงที่สุด
หากเขาทำสำเร็จ เขาก็จะได้รับรางวัลลึกลับ!
เรียนรู้!
เรียนรู้!
เรียนรู้!
ด้วยพรสวรรค์ด้านเวลาและพรสวรรค์ความเข้าใจเย่เทียนค่อยๆ ซึมซับแก่นแท้ของทักษะดาบระดับเทพ เขาทดลองทำตามกระบวนท่าครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อเข้าใจความลึกลับของทักษะดาบระดับเทพ
โชคดีที่พรสวรรค์ด้านมิติของเย่เทียนอยู่ในระดับลึกลับปลอมเขาจึงได้เข้าใจความลึกลับของพลังแห่งมิติอยู่บ้าง มิฉะนั้นเขาคงไม่สามารถเข้าใจทักษะดาบระดับเทพนี้ได้ในระยะเวลาอันสั้น
หากพรสวรรค์ด้านมิติของเขาอยู่ในระดับสูงสุดไม่มีทางที่เขาจะสามารถฝึกฝนทักษะดาบทำลายล้างดวงดาวนี้ได้ในเวลาแค่เพียง 3 วัน แต่ด้วยพรสวรรค์ด้านมิติระดับลึกลับปลอมนี้เขาจึงมีความหวังอยู่บ้างเล็กน้อย
หนึ่งวันผ่านไป!
สองวันผ่านไป!
ในวันที่สาม
ตอนนี้ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์คนไหนที่อยู่หน้าแผ่นศิลาดาบนภาครามนี้แล้วพวกเขาพากันกลับออกไปโลกภายนอก ไม่ก็ออกค้นหาสมบัติในสถานที่อื่น
เย่เทียนยืนอยู่หน้าแผ่นศิลาดาบนภาครามเพียงลำพังราวกับรูปปั้นหินที่ไม่ขยับเขยื้อน
ใกล้ถึงเวลาที่โบราณสถานนิกายดาบนภาครามจะปิดลงแล้วแต่เย่เทียนก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในการฝึกฝนทักษะดาบระดับเทพ
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป เหลืออีก3 ชั่วโมงโบราณสถานแห่งนี้ก็จะปิดตัวลง!
แต่เย่เทียนไม่ได้รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยจิตใจของเขาจดจ่ออยู่แต่กับการฝึกฝนทักษะดาบระดับเทพ เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าเวลาของโลกภายนอกผ่านไปนานขนาดไหน?
สองชั่วโมง!
หนึ่งชั่วโมง!
อีกสิบห้านาทีต่อมา แสงหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในหัวของเย่เทียน
เขาทำสำเร็จ!
“ดาบทำลายล้างดวงดาว!”
เย่เทียนถือดาบในมือและฟาดฟันออกไปทันใดนั้นดาบของเขาก็ตกลงมาจากท้องฟ้าราวกับว่ามันกำลังจะฉีกท้องฟ้าออกเป็นเสี่ยงๆ
ตูม ตูม!
เมื่อดาบนี้ถูกฟันออกไป ทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดแม้แต่แสงของดวงดาวยังดับลง
รอยแยกมิติกระจายอยู่ทั่วทั้งท้องฟ้าทำให้มิติแห่งนี้ถูกทำลายกลายเป็นเศษซาก
นี่คือทักษะดาบระดับเทพที่สามารถทำลายมิติได้!
“เป็นทักษะดาบที่แข็งแกร่งมากเราไม่สามารถอธิบายมันได้ด้วยพลังโจมตีทางกายภาพ เพราะการทำลายมิตินั้นน่ากลัวเกินไปมันน่ากลัวเกินกว่าที่ทักษะดาบระดับตำนานจะเทียบได้!” เย่เทียนอุทานออกมา
แผ่นศิลาดาบนภาครามตรวจพบว่าเย่เทียนใช้ทักษะดาบทำลายล้างดวงดาวเสียงเครื่องจักรจึงดังขึ้นอีกครั้ง “ของแสดงความยินดี คุณสามารถผ่านด่านสุดท้ายได้สำเร็จและได้รับรางวัลลึกลับ!”
สิ้นเสียง กลุ่มก้อนแสงก็หลอมรวมเข้ากับจิตสำนึกของเย่เทียน
ก่อนที่เย่เทียนจะได้ตรวจสอบเนื้อหาของกลุ่มแสงอย่างละเอียดพลังลึกลับก็แผ่ซ่านออกมา
วินาทีถัดไป
เย่เทียนถูกส่งออกจากซากโบราณสถานของนิกายดาบนภาครามและปรากฏตัวอยู่ด้านนอกของภูเขา
“น่าเสียดาย!”
เย่เทียนถอนหายใจ
เขาเสียดายที่เขาไม่มีเวลาพอที่จะตรวจสอบวิหารนภาครามเนื่องจากเขาใช้เวลาทั้งหมดอยู่ในมิติของศิลาดาบนภาครามไปแล้ว ทำให้เขาไม่มีเวลาพอที่จะเข้าไปในวิหารนภาคราม
อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดถึงทักษะดาบระดับเทพและรางวัลลึกลับเขาก็เลิกสนใจไป
วิหารนภาครามคงไม่ได้มีสมบัติอะไรมากนักสมบัติแห่งนั้นไม่มีทางที่จะเทียบได้กับทักษะดาบระดับเทพและสมบัติลึกลับที่เขาได้รับมา
“ถึงเวลาที่ต้องกลับแล้ว!”
เย่เทียนออกจากภูเขาและเตรียมที่จะกลับไปที่เมืองนภาคราม
แต่ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงเจตนาร้ายอย่างชัดเจน
“นักดาบแสงศักดิ์สิทธิ์!”
เย่เทียนมองไปยังผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ไม่ไกลนักคนผู้นี้ก็คือนักดาบแสงศักดิ์สิทธิ์
เย่เทียนสัมผัสได้ถึงเจตนาร้ายจากร่างของนักดาบแสงศักดิ์สิทธิ์
พรสวรรค์การตรวจจับความดีและความชั่วระดับสูงสุดนั้นย่อมไม่มีทางทำงานผิดพลาดนักดาบแสงศักดิ์สิทธิ์มีเจตนาร้ายต่อเขา มันรุนแรงยิ่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์5 คนที่ต้องการจะปล้นเขาก่อนหน้านี้เสียอีก
“นักดาบแสงศักดิ์สิทธิ์มีความแค้นอะไรกับเรา?”
เย่เทียนครุ่นคิด
เขาไม่เคยติดต่อกับนักดาบแสงศักดิ์สิทธิ์มาก่อนและตอนนี้เขาก็ยังอยู่ในร่างที่เขาปลอมตัวมา ด้วยรูปลักษณ์นี้ ไม่มีทางที่นักดาบแสงศักดิ์สิทธิ์จะรู้จักเขาทั้งเขาและนักดาบศักดิ์สิทธิ์ย่อมไม่เคยมีความแค้นต่อกัน
เช่นนั้นก็คงจะมีความเป็นไปได้เดียว!
“การกระทำของเราคงจะดึงดูดความสนใจของนักดาบแสนศักดิ์สิทธิ์เข้า!”
เย่เทียนคิดกับตัวเอง
เขาผ่านด่านสุดท้ายของแผ่นศิลาดาบนภาครามได้เรื่องนี้คงไม่มีใครรู้ แต่ตอนที่เขาผ่านด่านที่ 4 และด่านที่ 5 มันจะต้องมีคนรู้อย่างแน่นอนถึงอย่างไรเมื่อเขาผ่านด่านที่ 4 และด่านที่ 5 ศิลาดาบนภาครามจะปลดปล่อยแสงออกมาปกคลุมร่างกายของเขา
หากมีใครที่เห็นฉากนี้ พวกเขาย่อมคาดเดาได้ไม่ยาก
นักดาบแสงศักดิ์สิทธิ์สามารถผ่านด่านทดสอบที่3 ได้ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องแน่นอนว่าเขาจะต้องรู้ว่าศิลาดาบนภาครามมีด่านทดสอบที่ 4และการทดสอบที่ 5
“บางทีเขาอาจจะเดาว่าเราได้เห็นทักษะดาบระดับเทพมา เขาจึงคิดที่จะทำร้ายเราเพื่อแย่งชิงมันไป!”
เย่เทียนครุ่นคิด
แต่นักดาบแสงศักดิ์สิทธิ์คนเดียวคงไม่กล้าที่จะลงมือกับเขาไม่แน่ว่าอาจจะมีระดับจักรพรรดิที่อยู่เบื้องหลังนักดาบแสงศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นได้
ทันใดนั้น
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิ3 คนก็บินมาจากระยะไกล
เย่เทียนมองออกไปและสัมผัสได้ถึงเจตนาร้ายจากระดับจักรพรรดิทั้ง3