ตอนที่ 18 -น้ำตานองไลน์ผลิต
บรรยากาศภายในห้องให้คำปรึกษาจิตวิทยาประจำโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์และคาโมมายล์ที่ฉันจงใจจุดไว้เพื่อสร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้กับผู้มาเยือน แสงไฟสีวอร์มไวท์ส่องสว่างนวลตาตัดกับเสียงเครื่องจักรที่ดังก้องมาจากไลน์ผลิตเบื้องนอก ทว่าความสงบเงียบภายในอาณาเขตของฉันกลับถูกทำลายลงอย่างกะทันหัน เมื่อบานประตูไม้สีอ่อนถูกผลักเข้ามาอย่างแรงพร้อมกับร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่ก้าวพรวดพราดเข้ามา
“คุณพราว... ฮึก... คุณพราวคะ...”
เสียงสะอื้นไห้ปริ่มจะขาดใจดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กที่ทรุดฮวบลงตรงหน้าฉัน อ้อย... พนักงานสาวดาวเด่นประจำไลน์ผลิต ผู้มีใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราและดวงตากลมโตที่เคยเต็มเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความหวัง บัดนี้สภาพของเธอช่างดูไม่จืด ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาถูกเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ดวงตาที่เคยสุกใสบวมเป่งและแดงก่ำราวกับผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วงตลอดทั้งคืน ริมฝีปากบางสั่นระริกขณะที่พยายามเค้นเสียงเรียกชื่อฉัน เสื้อพนักงานยับยู่ยี่ ผมเผ้าหลุดลุ่ยไม่เป็นทรง สภาพของเธอเหมือนตุ๊กตาที่ถูกทิ้งขว้างอย่างไร้เยื่อใย
ฉันวางปากกาในมือลงบนโต๊ะทำงานกระจกใส ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้บุนวมตัวโปรดด้วยท่วงท่าสง่างาม ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปหาอ้อยอย่างเชื่องช้า ฉันสวมบทบาทนักจิตวิทยาผู้แสนดีและเปี่ยมไปด้วยความเมตตา คุกเข่าลงตรงหน้าเธออย่างไม่ถือตัว มือบางของฉันเอื้อมไปหยิบกระดาษทิชชู่จากกล่องบนโต๊ะเตี้ยๆ ส่งให้เธอด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนที่ประดับอยู่บนใบหน้า
“ใจเย็นๆ นะคะอ้อย ค่อยๆ หายใจลึกๆ... เกิดอะไรขึ้นคะ ร้องไห้หนักขนาดนี้ ไม่สวยเลยนะ” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนหวาน มืออีกข้างหนึ่งเอื้อมไปโอบไหล่ที่กำลังสั่นสะท้านของเธอ ลูบเบาๆ อย่างปลอบประโลม
สัมผัสจากมือของฉันราวกับเป็นสวิตช์ที่ปลดปล่อยความอดกลั้นทั้งหมดของอ้อย เธอโผเข้ากอดเอวฉันแน่น ซบหน้าลงกับหน้าขาของฉันแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร น้ำตาของเธอซึมผ่านเนื้อผ้ากางเกงสแล็คเข้ารูปของฉันจนรู้สึกได้ถึงความเปียกชื้น ทว่าฉันกลับไม่รู้สึกรังเกียจ กลับกัน... ฉันกลับรู้สึกถึงความพึงพอใจลึกๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นในจิตใจ การได้เห็นผู้หญิงที่เคยทะเยอทะยานและหลงระเริงในความรักจอมปลอมต้องมาพังทลายลงตรงหน้า มันช่างเป็นภาพที่สวยงามและกระตุ้นความรู้สึกมีอำนาจเหนือกว่าในตัวฉันได้อย่างประหลาด
“พี่พงษ์... ฮึก... ผู้จัดการพงษ์เขาทิ้งอ้อยแล้วค่ะคุณพราว... เขาโทรมาบอกเลิกอ้อยเมื่อคืน... ฮือออ”
อ้อยละล่ำละลักบอกเล่าเรื่องราวผ่านเสียงสะอื้น ฟังแทบไม่ได้ศัพท์ แต่ฉันก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้อย่างง่ายดาย ผู้จัดการพงษ์... ชายวัยกลางคนผู้มีตำแหน่งใหญ่โตในโรงงานแห่งนี้ ผู้ชายหน้าเนื้อใจเสือที่มักจะใช้ตำแหน่งหน้าที่การงานและเงินทองมาหลอกล่อพนักงานสาวๆ ให้ตกเป็นของเล่นชั่วคราว และอ้อยก็คือเหยื่อรายล่าสุดของเขา
ฉันประคองร่างของอ้อยให้ลุกขึ้นไปนั่งบนโซฟานุ่มบุกำมะหยี่สีครีม รินน้ำดื่มอุ่นๆ ส่งให้เธอเพื่อเรียกสติ อ้อยรับแก้วน้ำไปถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทา จิบน้ำลงคออย่างยากลำบากก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฉันฟังด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและเคียดแค้น
“เขาบอกว่าอ้อยน่ารำคาญ... บอกว่าอ้อยวุ่นวายกับชีวิตเขามากเกินไป... ฮึก... เขาขู่ว่าถ้าอ้อยยังไปวุ่นวายกับเขาอีก เขาจะไล่อ้อยออก... คุณพราวคะ อ้อยทำอะไรผิด อ้อยแค่รักเขา อ้อยหวังว่าเขาจะช่วยดูแลอ้อยกับครอบครัวตามที่เขาสัญญาไว้... แต่ตอนนี้... ทุกอย่างมันจบแล้ว... เงินที่อ้อยหวังว่าจะได้ส่งไปให้แม่ที่ต่างจังหวัดก็ไม่มีแล้ว... อ้อยจะทำยังไงดีคะคุณพราว... ฮือออ”
อ้อยพรั่งพรูความอัดอั้นตันใจออกมาไม่ขาดสาย น้ำตาเม็ดโตหยดแหมะลงบนตักของเธอราวกับทำนบแตก ความฝันที่จะมีชีวิตที่สุขสบาย ความหวังที่จะได้เงินทองมาจุนเจือครอบครัว ทุกอย่างพังทลายลงเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำของผู้ชายที่เธอมองว่าเป็นที่พึ่งพิง
ฉันนั่งฟังอย่างตั้งใจ สบตาเธอด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ ทว่าภายในใจของฉันกลับกำลังหัวเราะเยาะอย่างบ้าคลั่ง โอ... ช่างไร้เดียงสาเสียนี่กระไร เด็กสาวผู้โง่เขลา เธอกำลังคาดหวังความจริงใจจากผู้ชายที่มีลูกเมียแล้วอย่างนั้นหรือ? เธอกำลังคิดว่าเศษเงินและคำหวานหลอกลวงเหล่านั้นคือความรักที่แท้จริงอย่างนั้นหรือ? โลกใบนี้มันช่างโหดร้ายเกินกว่าที่สมองเล็กๆ ของเธอจะจินตนาการถึง ผู้หญิงที่ใช้เพียงเรือนร่างเพื่อแลกเศษเงินจากชายมักมาก ไม่เคยมีจุดจบที่สวยงามหรอก
ฉันแสร้งถอนหายใจยาว เอื้อมมือไปกุมมือที่เย็นเฉียบของอ้อยไว้แน่น “อ้อยคะ... ผู้ชายบางคนก็เหมือนกับพายุ พวกเขาพัดเข้ามาในชีวิตเรา สร้างความตื่นเต้นและมอบความหวัง แต่สุดท้ายเมื่อพายุสงบลง พวกเขาก็จากไป ทิ้งไว้เพียงความเสียหายและเศษซากของความรู้สึกที่เราต้องตามเก็บกวาดเอง”
ฉันเริ่มใช้หลักจิตวิทยาในการหว่านล้อมและปลอบประโลมเธอ น้ำเสียงของฉันราบเรียบแต่นุ่มลึก แฝงไปด้วยความน่าเชื่อถือ “อ้อยต้องเข้าใจธรรมชาติของผู้ชายแบบผู้จัดการพงษ์นะคะ เขาไม่ได้ต้องการสร้างครอบครัวหรือมีความรักที่จริงจังกับใคร เขาแค่ต้องการความตื่นเต้นชั่วครั้งชั่วคราว ต้องการคนที่คอยเอาอกเอาใจและเติมเต็มความปรารถนาที่ขาดหายไปในชีวิตคู่ของเขา เมื่อเขาได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว หรือเมื่อเขารู้สึกว่าความสัมพันธ์นี้เริ่มเป็นภาระ เขาก็พร้อมที่จะสลัดทิ้งอย่างไม่ไยดี”
อ้อยเงยหน้าขึ้นมองฉัน ดวงตาของเธอเบิกกว้างราวกับเพิ่งตระหนักถึงความจริงบางอย่าง “หมายความว่า... เขาไม่เคยรักอ้อยเลยใช่ไหมคะ? ที่ผ่านมา... มันคือการหลอกลวงทั้งหมด?”
“มันอาจจะเจ็บปวดที่ต้องยอมรับความจริงข้อนี้ค่ะอ้อย” ฉันบีบมือเธอเบาๆ “แต่มันคือบทเรียนที่สำคัญที่สุดในชีวิต อ้อยต้องเรียนรู้ว่าความสุขและความมั่นคงในชีวิต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ชายคนไหน แต่อยู่ที่ตัวเราเอง อ้อยยังมีอนาคต มีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ อย่าปล่อยให้ผู้ชายเห็นแก่ตัวเพียงคนเดียวมาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่อ้อยพยายามสร้างมานะคะ”
ขณะที่ฉันกำลังเอื้อนเอ่ยถ้อยคำแสนดีเหล่านั้น ภายในหัวของฉันกลับกำลังฉายภาพใบหน้าของผู้จัดการพงษ์... ชายวัยกลางคนที่คิดว่าตัวเองมีอำนาจล้นฟ้า สามารถเลือกผู้หญิงคนไหนมาปรนเปรอความใคร่ก็ได้ ช่างน่าขบขันสิ้นดี... เขาคิดว่าเขาเป็นผู้คุมเกม เป็นผู้กุมชะตาชีวิตของเด็กสาวอย่างอ้อย แต่แท้จริงแล้ว เขาก็เป็นเพียงแค่เบี้ยตัวหนึ่งบนกระดานหมากรุกของฉันเท่านั้น
พงษ์... ชายผู้มากด้วยตัณหาและหลงใหลในกามารมณ์ เขาคิดว่าเขาได้ทิ้งอ้อยเพราะเบื่อหน่าย แต่เขาหารู้ไม่ว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เขาสลัดอ้อยทิ้งอย่างไม่ไยดี เป็นเพราะเขากำลังหลงใหลและคลั่งไคล้ในตัวฉันต่างหาก... รอยยิ้มหยาดเยิ้มและแววตาที่ฉันทอดสะพานให้เขาระหว่างทางเดิน การจงใจเบียดเสียดเรือนร่างเข้าหาเขาในลิฟต์ การเปิดเผยร่องอกอวบอิ่มให้เขาเห็นโดยบังเอิญ ทุกอย่างถูกคำนวณมาอย่างดี เพื่อกระตุ้นสัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวเขา
ใช่แล้ว... ฉันคือเป้าหมายใหม่ของเขา คือของเล่นชิ้นใหม่ที่เย้ายวน หรูหรา และท้าทายกว่าเด็กสาวบ้านนอกอย่างอ้อยหลายเท่านัก ฉันจงใจทอดสะพานให้เขา ปล่อยเสน่ห์และมารยาหญิงที่ฉันถนัด เพื่อให้เขาติดกับดักอย่างง่ายดาย และเขาก็เป็นเหมือนสุนัขที่วิ่งตามกระดูกชิ้นโตอย่างหน้ามืดตามัว ยอมละทิ้งทุกอย่างเพียงเพื่อจะได้ครอบครองฉัน
ผู้ชายก็เป็นเสียอย่างนี้... หน้าซื่อใจคด ปากพร่ำบอกรักและให้สัญญามากมาย แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อสัญชาตญาณดิบเถื่อนและความต้องการทางเพศ ฉันเรียนรู้ความจริงข้อนี้มาตั้งแต่อายุยังน้อย ตั้งแต่ตอนที่ชีวิตของฉันต้องพังทลายลงเพราะหนี้สินก้อนโตของครอบครัว ฉันต้องเอาตัวรอดด้วยการขายเรือนร่างให้กับชายแก่คราวพ่อถึงสามคน...
เสี่ยสมชาย... นักธุรกิจหน้าฉากแสนดีที่เช่าคอนโดหรูให้ฉัน แต่พอเมียหลวงจับได้ เขาก็ทิ้งฉันราวกับเศษขยะ
ส.ส.วิทูร... นักการเมืองผู้ทรงเกียรติที่ซ่อนรสนิยมวิปริตไว้เบื้องหลัง ทิ้งฉันทันทีที่คลิปหลุดขู่ทำลายอาชีพเขา
และหมออนันต์... ผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่อ้างว่าภรรยาเย็นชา คอยจ่ายทุนวิจัยแลกกับเรือนร่างฉันในห้องตรวจ แต่สุดท้ายก็คุกเข่าอ้อนวอนอย่างน่าสมเพชเมื่อฉันหันหลังให้
ชายพวกนี้สอนให้ฉันรู้ว่า ไม่มีผู้ชายคนไหนที่มีรักแท้ ทุกคนล้วนแต่ถูกขับเคลื่อนด้วยความใคร่และความเห็นแก่ตัว ประสบการณ์เหล่านั้นได้หล่อหลอมให้ฉันกลายเป็นพราวรินทร์ในวันนี้... หญิงสาวผู้เย็นชา ไร้หัวใจ และมองความรักเป็นเพียงแค่เกมแห่งการแย่งชิงอำนาจ ฉันเกลียดชังผู้ชายพวกนี้ เกลียดชังความจอมปลอมและความเห็นแก่ตัวของพวกเขา และนั่นคือเหตุผลที่ฉันเลือกที่จะมายืนอยู่จุดนี้... จุดที่ฉันสามารถเป็นผู้คุมเกม สามารถปั่นหัวและทำลายชีวิตของพวกเขาได้อย่างเลือดเย็น ฉันเปลี่ยนบาดแผลให้เป็นอาวุธ เปลี่ยนน้ำตาให้เป็นยาพิษที่เคลือบด้วยน้ำผึ้งแสนหวาน
“คุณพราว... ฮึก... อ้อยจะทำยังไงดีคะ อ้อยไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว อ้อยทนมองหน้าเขาไม่ได้... ฮือออ” เสียงสะอื้นของอ้อยดึงฉันกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง
ฉันยิ้มบางๆ ลูบผมเธออย่างอ่อนโยน “อ้อยต้องเข้มแข็งนะคะ ต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าอ้อยอยู่ได้โดยไม่มีเขา อย่าให้เขามองว่าเราเป็นแค่ของเล่นที่เขาจะทิ้งขว้างยังไงก็ได้ ตั้งใจทำงาน เก็บเงิน แล้วสร้างชีวิตใหม่ให้ดีกว่าเดิม ให้เขาต้องเสียดายที่ทิ้งอ้อยไป... คุณพราวเชื่อว่าอ้อยทำได้ค่ะ”
“แต่... อ้อยเจ็บ... อ้อยเจ็บตรงนี้ค่ะคุณพราว” เธอยกมือขึ้นทาบหน้าอกตัวเอง ร้องไห้โฮราวกับเด็กหลงทาง “อ้อยโง่เองที่ไปเชื่อคำหวานของเขา โง่เองที่ยอมเสียตัวให้เขาครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงเพราะคิดว่าเขาจะรักอ้อยจริงๆ”
“ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ค่ะอ้อย เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้ แต่เราสามารถเลือกที่จะไม่ทำผิดซ้ำอีกในอนาคตได้” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงปลอบประโลม แสร้งทำเป็นเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของเธอ ทั้งที่ในใจกำลังกู่ร้องด้วยความสะใจ “เก็บน้ำตาของอ้อยไว้เถอะค่ะ ร้องไห้ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา สู้เอาแรงมาร้องไห้ ไปตั้งใจทำงาน สร้างอนาคตให้ตัวเองดีกว่า”
ถ้อยคำปลอบประโลมของฉันราวกับน้ำทิพย์ชโลมใจที่แห้งผากของอ้อย เธอหยุดสะอื้น ยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากใบหน้า ก่อนจะพยักหน้ารับช้าๆ “ค่ะคุณพราว... อ้อยจะพยายาม... อ้อยจะไม่ยอมแพ้ผู้ชายเลวๆ แบบนั้นอีกแล้ว... ขอบคุณคุณพราวมากนะคะ ขอบคุณจริงๆ ที่เตือนสติอ้อย ถ้าไม่ได้คุณพราว อ้อยก็ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้ว... คุณพราวคือเทวดามาโปรดอ้อยจริงๆ ค่ะ”
อ้อยทรุดตัวลงกราบที่ตักของฉันด้วยความซาบซึ้งใจ ฉันยิ้มรับและลูบแผ่นหลังของเธอเบาๆ ปล่อยให้เธอแสดงความเคารพและการยอมจำนนต่อฉันอย่างเต็มที่ ฉันชอบความรู้สึกนี้... ความรู้สึกของการเป็นผู้ชี้ชะตา เป็นที่พึ่งพิง เป็นดั่งพระแม่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่ใครๆ ก็ต้องก้มหัวให้ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ฉันนี่แหละคือนางมารร้ายที่แท้จริง
หลังจากที่อ้อยสงบสติอารมณ์และเดินออกจากห้องไปแล้ว ความเงียบก็กลับมาปกคลุมห้องให้คำปรึกษาจิตวิทยาอีกครั้ง ฉันค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นทัศนียภาพอันวุ่นวายของไลน์ผลิตเบื้องล่าง เครื่องจักรยังคงทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เช่นเดียวกับวงจรชีวิตของมนุษย์ที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
ริมฝีปากของฉันแสยะยิ้มเย็นชา ดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างเจ้าเล่ห์ ความรู้สึกภาคภูมิใจและสมเพชปะปนกันไปในหัวใจ ฉันคือผู้กุมชะตาชีวิตของพวกเขาทั้งหมด... ฉันคือผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์อันเน่าเฟะเหล่านี้... ผู้ชายก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือที่ฉันใช้เพื่อสนองความต้องการและปมด้อยในใจของฉัน ส่วนผู้หญิงอย่างอ้อย... ก็เป็นเพียงแค่ผลพลอยได้ เป็นเพียงเครื่องพิสูจน์ถึงอำนาจและเสน่ห์อันร้ายกาจของฉันเท่านั้น
ความตื่นเต้นเร้าใจก่อตัวขึ้นในช่องท้องของฉัน เมื่อนึกถึงแผนการขั้นต่อไป ผู้จัดการพงษ์... คุณจะได้รู้ว่าการเล่นกับไฟอย่างฉัน มันจะเผาผลาญชีวิตของคุณให้ย่อยยับได้อย่างไร...