นางร้ายสื่อรัก 3P

    หมูย่างกับน้ำจิ้ม

            “ข้าทำใจยอมรับมันมิได้..ฮืออข้ารู้ว่าข้าผิด..แต่ใจข้ามันมิยอมสงบคิดถึงเรื่องราวพวกนั้นคราใดข้าก็ได้แต่เจ็บใจทุกครั้ง ยามนี้เนื้อตัวข้ามีแต่รอยมลทินจะไปอยู่แห่งหนใดก็มิอาจจะใสบริสุทธิ์เช่นเดิมได้..เจ้าจะให้ข้าทำเช่นไร” สีหน้าหม่นลงเพียงครู่ก็คิ้วขมวดขึ้นมาอีก “พวกเขาจะจับข้าไปเพื่อสังหารใช่หรือไม่?” หันหน้าไปทางบ่าวรับใช้

            “มิมีผู้ใดรู้นะเจ้าคะว่าคุณหนูมาทำสิ่งใดที่ชนเผ่าแห่งนี้ ผู้คนคงคิดเพียงว่าคุณหนูถูกขับไล่ออกจากแคว้นและมาเพื่อหาที่พึ่งนะเจ้าคะ” บ่าวรับใช้บอกพร้อมปลอบโยน

            “เช่นนั้นรึ?”

            “เจ้าค่ะ..หากเราออกจากที่นี่เราเดินทางไปบ้านเดิมของบ่าวนะเจ้าคะถึงจะไม่มีสิ่งใดเหมือนในรั้วในวังแต่อย่างน้อยเราก็มิต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ นะเจ้าคะ” ชางหวงหลานนิ่งคิด

            “เจ้าออกไปก่อน” อาจือมองคุณหนูอย่างอ้อนวอนแล้วล่าถอยออกไป เมื่ออยู่ตัวคนเดียว ชางหวงหลานก็ร้องไห้ออกมาอย่างหนักรับรู้ด้วยตนเองว่านางก้าวพลาดไปหลายก้าวจนมาถึงยังยามนี้จะแก้ไขสิ่งใดได้อีก

            ฮืออ ‘ท่านพ่อเจ้าขา’

    -------๑---------------

    ยามซื่อ (09.00)

            สองวันให้หลังขบวนเดินทางเข้าสู่ที่ทำการนอกเมืองเฉพาะกิจของสององค์ชาย มีจวนของผู้ว่าการคนเก่าอยู่ด้านหลังไม่ห่างจากที่ทำการมากนักจูเหม่ยเซียนหันมองไปรอบๆ อย่างนึกชอบใจ พื้นที่แถบนี้ส่วนใหญ่เป็นนาข้าวด้านหลังติดกับจวนห่างออกไปไม่ไกลเป็นภูเขา และเขตกำแพงของแคว้นเจ้ากั้นยาวไปจนสุดลูกหูลูกตาจะพูดอีกอย่างว่าหัวเมืองก็ย่อมได้เพราะมีป้อมด้านบนกำแพงสูงมีทหารรักษาการอยู่เป็นจุดหากไม่นับพวกที่ลักลอบเข้าเมืองตามตะเข็บชายแดน ตรงจุดนี้ก็คล้ายๆ จะเป็นสถานที่ตรวจคนเข้าเมืองหากผู้ใดมีใบแสดงการค้าหรือใบผ่านทางจากแคว้นอื่นและมีตราประทับจากผู้ว่าการแคว้นนั้นๆ ก็สามารถผ่านเข้าออกได้โดยชอบธรรม

            “ถวายบังคมองค์ชายรอง /องค์ชายสาม /พระชายาพะยะค่ะ/เพคะ” ผู้คนในที่ทำการนอกเมืองต่างพากันเข้ามาถวายพระพรกันเซ็งแซ่ไปหมด

            “อย่าได้มากพิธี” เจ้าหย่งเจี้ยนกล่าวบอกผู้คนทั้งหมด

            “ข้ากับพี่รองเพิ่งเดินทางมาถึงพวกเจ้าก็ทำงานกันตามสบายเถิดวันนี้ข้ายังมิมีอะไรจะกล่าวเอาไว้ค่อยหารือกันในยามซื่อวันพรุ่งนี้” หย่งเซิงตัดบท

            “พะยะค่ะ/เพคะ” ทุกคนในที่นี้ตอบรับ

            “จวนที่ข้าต้องพักอยู่ด้านหลังใช่หรือไม่? …พวกเจ้าตามสบายข้าจะเดินไปเองมิต้องส่ง” หย่งเจี้ยนกล่าวจบก็ออกเดินโดยจูงมือเหม่ยเซียนไปด้วย

            “พวกเจ้าเอาของเข้าไปเก็บในจวนแล้วพักผ่อนกันตามสบาย” หย่งเซิงสั่งทุกคนในขบวนและเดินตามพี่รองกับชายารักไป ‘ยามนี้คงเพียงแค่รอเวลาตามที่จางเหวินเป่าพูด'


            ภายในห้องนอนใหญ่ของจวน สององค์ชายและชายารักนอนหลับพักผ่อนกันอย่างเหนื่อยล้าจากการเดินทางจวบจนผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เจ้าหย่งเจี้ยนที่นอนพลิกกายกลับมาโอบกอดจูเหม่ยเซียนก็เริ่มตื่น ก้มลงจูบกระหม่อมชายารักไปเพียงครู่ก็ลุกขึ้นจากเตียงไปอย่างแผ่วเบา

            “ยามใดแล้วพี่รอง” หย่งเซิงถามแผ่วเบาราวกระซิบอย่างกลัวว่าชายารักจะตื่นช่วงนี้นางนอนหลับนานมากขึ้นกว่าเดิม อาจจะเป็นเพราะพวกเขาสองพี่น้องกวนนางบ่อยด้วยกระมังพอถึงที่นอนนุ่มๆ จึงหลับสนิท

            “ต้นยามอู่ (11.00) อีกครู่ก็ถึงเวลาสำรับกลางวัน เจ้าจะออกไปพร้อมพี่หรือไม่?” หย่งเจี้ยนถามหลังจากใช้ผ้าสะอาดจุ่มน้ำอุ่นเช็ดใบหน้า

            “พี่รองออกไปก่อนเถอะ ข้าขอนอนอีกสักครึ่งชั่วยาม” หย่งเซิงนอนซุกซบด้านหลังชายาตัวน้อยแล้วหลับตาลงอีกครั้ง

            หย่งเจี้ยนละสายตาแล้วเดินออกไปนอกห้อง พระองค์พยักหน้าแล้วเดินนำสององครักษ์ที่ยืนรออยู่แล้วก้าวออกไป สาวใช้อี้หง ลี่หงและเสี่ยวถงที่ยืนไม่ไกลก็รู้หน้าที่รีบเดินมาเฝ้าหน้าหองบรรทมต่อ

            “ใกล้ถึงรึยัง” หย่งเจี้ยนถามสององครักษ์เมื่อเข้ามานั่งในห้องทรงงาน

            “ยังพะยะค่ะ” ฝูจินตอบ

            “ท่านแม่ทัพจางนำกำลังคนไปซุ่มดูอยู่รอบๆ หนึ่งลี้ (500เมตร) เผื่อต้าฟ่งจีกลับคำ" กงลี่เอ่ยเพิ่ม

            “คนของเรามีเท่าใด” หย่งเจี้ยนอยากประมาณการณ์ไว้เผื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด

            “ทหารองครักษ์ทั้งหมดรวมทั้งเงาเกือบๆ หนึ่งพันคนพะยะค่ะ..นี่ยังมิรวมคนของฝ่าบาทที่ลอบติดตามมามิห่างอีก..มิทราบจำนวนพะยะค่ะ” กงลี่รายงาน

            “อืม..” นั่งจิบชาสงบนิ่ง “เช่นนั้นก็หายห่วง” พลางสูดดมชาที่มีกลิ่นหอมของโม่ลี่ฮวา (มะลิ) จางๆ ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกับผิวกายของชายารัก นับวันเขาก็ยิ่งชื่นชอบ “สำรับอาหารของพระชายามีสิ่งใดบ้าง ช่วงนี้นางอยากกินอะไรแปลกๆ รึไม่?” หลายวันก่อนนางเห็นทหารที่นั่งพักริมทางย่างเนื้อกระต่ายนางก็ขอแบ่งมาทานอย่างเอร็ดอร่อยทั้งๆ ที่นางเป็นคนกล่าวไว้ว่ากระต่ายเป็นสัตว์เลี้ยงน่ารักหาใช่สัตว์ที่มีไว้ทานไม่

            “เอ่อ…พระชายาสั่งแม่ครัวเตรียมของสำหรับทำน้ำจิ้มและย่างหมูไว้หนึ่งตัวพะยะค่ะ กระหม่อมมิทราบว่าพระชายาจะทำสิ่งใด?” กงลี่ยังคงเป็นผู้ตอบ

            “หืม…น้ำจิ้มคือสิ่งใด?” หย่งเจี้ยนยังคงแปลกใจ

            “มิทราบพะยะค่ะ” ฝูจินตอบ

            “อืม..ตามใจนางก็แล้วกันอยู่เฉยๆ มิได้ทำสิ่งใดนางคงเบื่อ” หย่งเจี้ยนยังคงพูดคุยกับสององครักษ์ในห้องทรงงานอีกเกือบหนึ่งชั่วยาม อี้หงจึงเข้ามาเรียนให้ทราบว่าองค์ชายสามและพระชายาทรงเข้าไปในครัวแล้ว เจ้าหย่งเจี้ยนจึงเดินตามไป

    ๑-----------------------๑

            ในห้องครัวด้านหลังของจวน ภาพที่องค์ชายรองทรงเห็นช่างดูแล้วน่าตลกยิ่งนัก หย่งเซิงยืนย่างหมูตัวขนาดกลางอยู่หน้าเตาไฟ เหม่ยเซียนกำลังจับสิ่งของใส่ในครกหินใบใหญ่และสั่งนางกำนัลตำให้ละเอียด แม่ครัวที่ติดตามมาอีกสองคนช่วยกันล้างผัก ลี่หงกับเสียวถงยืนอยู่หน้าหม้อใบใหญ่ที่กำลังเคี่ยวอะไรบางอย่าง

            เหม่ยเซียนหันไปมองหน้าประตูเห็นหย่งเจี้ยนก็ยิ้มหวานแล้วกวักมือเรียกหยอยๆ มือบางกำลังหยิบอะไรสักอย่างใส่ปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยจนหมดมาดพระชายา ‘นางช่างน่ารักน่าใคร่ยิ่งนัก’

            “พระสวามีมาหาเหม่ยเอ๋อร์เร็วเจ้าค่ะ”

            “มีสิ่งใดรึ?” หย่งเจี้ยนเดินเข้ามาหาก็ถูกนางสวมกอดออดอ้อน

            “ช่วยเหม่ยเอ๋อร์หั่นหมูสิเจ้าคะ” ทั้งสาวใช้ทั้งองครักษ์หันหน้าหนีพลางกลั้นยิ้ม