การเป็แม่ทัพหญิงนางจะหยุดฝึกฝนไม่ได้แม้แต่วันเดียวเพราะเมื่อไรที่นางอ่อนแอลงเหล่าผู้คนและแม่ทัพนายกองคนอื่น ๆก็พร้อมที่จะรุมทึ้งนางทันทีโดยไม่อ่อนข้อให้แม้ว่าตัวตนของนางจะเป็สตรีก็ตามเพราะฉะนั้นคืนวันที่นางเป็ เผิงเสี่ยวหรันทายาทหนึ่งเดียวขอแม่ทัพเผิงผู้ยิ่งใหญ่ นางต้องใช้ความพยายาม สองถึงสามเท่าในทุกๆ อย่างที่คนปกติทำกัน
เมื่อสาวใช้ยกสำรับอาหารและยาเข้ามา อู๋เสี่ยวหรันจึงเบือนหน้าออกมาจากกระจกทองแดงตรงหน้ามื้อเช้านี้เป็โจ๊กข้าวสีขาวผสมกับลูกเดือย ดูแล้วเป็สีขาวข้นไม่น่าจะมีอะไรมาก แต่เมื่อลองตักชิมคำแรกนางก็รู้ได้ทันทีว่าโจ๊กนี้มีน้ำแกงที่ทำมาจากฝูหลิง ไป๋จู๋ ต้าเจ่าและโสมขาวที่อายุไม่มากซึ่งสมุนไพรทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็ยาบำรุงกระเพาะและม้ามให้แข็งแรงทั้งสิ้น
“มื้อเช้าวันนี้ห้องเครื่องเป็ผู้ปรุงหรือ”
อู๋เสี่ยวหรันถามขึ้นหลังจากได้ชิมโจ๊กไปแล้วสองคำจนแน่ใจว่านี่คือการทำอาหารให้เป็ยาซึ่งโดยปกติแล้วหากมิใช่ผู้ที่มีความรู้เื่ยาสมุนไพรและมีฝีมือในการทำอาหารจะไม่สามารถปรุงแต่งออกมาให้ได้รสชาติกลมกล่อมเช่นนี้ได้
“ทูลพระชายาตอนนี้ท่านอ๋องทรงอนุญาตให้ตำหนักของพวกเราเปิดห้องครัวเล็กและปรุงอาหารเองได้แล้วเพคะแม่ครัวที่ปรุงอาหารมื้อนี้วันนี้นางมีชื่อว่าไป๋หลานเพคะ”
“พูดถึงเื่ชื่อข้ายังมิรู้จักชื่อของเ้าเลย”
“หม่อมฉันต้องขออภัยพระชายาเพคะที่จริงหม่อมฉันต้องเป็ผู้แนะนำตัวก่อนที่ท่านจะสอบถามหม่อมฉันมีนามว่าเหมยฮวาเพคะ”
นางแนะนำตนเองจบก็ย่อตัวลงไปแสดงการทำความเคารพแบบฉบับชาววังอย่างถูกต้องทุกกระเบียดนิ้ว
หลังจากอนุญาตให้นางทำตัวตามสบายแล้วอู๋เสี่ยวหรันก็ตักโจ๊กสมุนไพรตรงหน้าขึ้นมากินต่อจนหมดหลังจากกินโจ๊กหมดแล้วก็จะถึงเวลาของการดื่มยา
ซึ่งมันยังอยู่ในโถที่มีน้ำร้อนด้านในอีกชั้นเพื่อให้ยาในถ้วยยังคงอุ่นอยู่ตลอดซึ่งนี่ก็ทำให้อู๋เสี่ยวหรันได้เห็นถึงความใส่ใจดูแลในทุก ๆสิ่งของสาวใช้ประจำตัวของนาง
หลังจากที่จัดการกับมื้อเช้าและยาเสร็จแล้วอู๋เสี่ยวหรัน้าที่จะออกไปเดินรอบ ๆ ตำหนักเพื่อสูดอากาศข้างนอกบ้างเมื่อเห็นว่าเ้านายจะออกไปด้านนอกสาวใช้จึงแนะนำให้นางเปลี่ยนเป็ชุดที่อบอุ่นมากกว่านี้
แต่เมื่อมองดูเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ตอนนี้และหันไปมองที่เหลือในตู้นางก็ตัดสินใจที่จะไม่ผลัดเปลี่ยนชุดอีกเพราะตอนนี้นางได้เลือกใส่ชุดสีขาวที่ปักเลื่อมรูปดอกไม้ผีเสื้อซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างกับชุดอื่น ๆ ที่อยู่ในตู้เลย
เมื่อออกมาด้านนอกจึงพบว่าตำหนักของนางมีบริเวณกว้างใหญ่มีรั้วรอบขอบชิดตกแต่งด้วยูเาจำลองน้ำตกจำลองดอกไม้ใบหญ้าถูกจัดตกแต่งได้อย่างสวยงามและยังมีสระบัวอยู่ด้านหลังศาลารูปแบบเก๋งจีนก็ดูเข้ากันเป็อย่างดีทำให้เห็นได้ว่าเ้าของจวนทุ่มเทกับตำหนักแห่งนี้มากทีเดียว
แม้ทุกอย่างจะสวยงามแต่ก็เป็ความสวยงามแบบผู้ที่อยู่ในสรวง์มองไปทางไหนล้วนเป็สีเขียวสีขาวสีชมพูอ่อน ช่างไร้จิติญญาและความสดใสยิ่งนัก
และก็เป็เช่นเคยด้วยร่างกายที่อ่อนแอนี้นางไม่สามารถเดินด้วยตัวคนเดียวได้ยังคงเป็เหมยฮวาสาวใช้คนเดิมที่คอยประคองนางออกมาเดินช้า ๆเพราะรอบตัวนางไม่มีสาวใช้หรือนางกำนัลคนอื่นอีก ช่างผิดวิสัยของพระชายาเอกนักมีตำแหน่งสูงสงเพียงนี้อย่างน้อยในยามที่ออกจากเคหสถานต้องมีสาวใช้คนสนิทและเหล่ามามาอีกเป็กระพรวนติดตามอย่างใกล้ชิด
แต่ถึงอย่างไรตอนนี้นางยังไม่สามารถเข้าถึงความทรงจำของอู๋เสี่ยวหรันได้จึงไม่เข้าใจอยู่บ้างและยังไม่กล้าถามออกไปเกรงว่าจะทำให้คนอื่นสงสัยได้แต่เมื่อไม่มีใครทักท้วงอันใดเลยนางจึงปล่อยผ่านเื่นี้ไปก่อน
ในที่สุดพวกนางทั้งสองก็มายืนอยู่ด้านหน้าสวนดอกไม้ที่มีูเาจำลองพร้อมกับเสียงน้ำไหลจนได้
“เรียกคนสวนมาเปลี่ยนดอกไม้ในสวนทั้งหมดข้า้าดอกไม้สีแดงและสีเหลืองจะเป็ชนิดใดก็ได้ขอเพียงเปลี่ยนของเก่าสีขาวและชมพูอันจืดชืดนี้ออกไปทั้งหมดก็พอ”
อู๋เสี่ยวหรันหันไปบอกกับเหมยฮวา
“เพคะ…พระชายากลับไปที่ห้องก่อนดีหรือไม่เพคะ ที่ตรงนี้ลมเริ่มแรงขึ้นแล้ว”
“ได้สิ”
เหมยฮวารู้สึกแปลกใจกับท่าทีของพระชายาของนางเหลือเกินพระชายาที่ตอนนี้เดินหลังตั้งตรง แม้เส้นเสียงจะยังคงแหบแห้งอยู่บ้างแต่ลักษณะการพูดจาก็ฉะฉานมิได้พูดอยู่ในลำคอหรือเดินห่อตัวเหมือนพระชายาก่อนที่จะป่วยแต่เป็เช่นนี้ก็ดูสง่างามสมฐานะพระชายาเอกเช่นกัน
เมื่อทั้งสองพาร่างอันอ่อนแรงมาจนถึงเรือนนอนอู๋เสี่ยวหรันเลือกที่จะกลับไปพักอยู่ภายในห้องนอน
‘อ่อนแอเกินไปแล้วเดินเพียงไม่กี่ก้าวก็เหนื่อยหอบจนแทบหมดแรง’
อู๋เสี่ยวหรันบ่นอุบในใจแต่ครั้งนี้นางไม่ได้หลับเหมือนเมื่อวานเพียงนั่งนิ่งพิงเตียงและนำหนังสือขึ้นมาอ่านโดยมีเหมยฮวาคอยเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ
เหตุการณ์ยังคงดำเนินไปเช่นนี้จนเข้าสู่ราตรีที่เจ็ดหลังจากการฟื้นคืนจากความตายอีกครั้งของเผิงเสี่ยวหรันผู้ที่บัดนี้ได้กลายเป็อู๋เสี่ยวหรันแล้ว
ในทุก ๆ คืนที่ผ่านมานางจะใช้ความพยายามในการนั่งสมาธิเพื่อเข้าถึงความทรงจำของร่างนี้ให้ได้แต่ทุกครั้งเมื่อรู้สึกว่าคล้ายกับจะนึกอะไรออกนางก็หมดเรี่ยวแรงและสติดับวูบไปเสียก่อนแต่ยิ่งนานวันนางก็รู้สึกว่าตนเองสามารถนั่งสมาธิได้นานขึ้นเวลาที่นางสามารถประคองสติได้ก็นานยิ่งขึ้น และยังมองเห็นความทรงจำมันแจ่มชัดขึ้นน่าจะเป็เพราะอาหารบำรุงและยาที่นางได้รับมาอย่างสม่ำเสมอตลอดหลายวันที่ผ่านมา
ค่ำคืนนี้ก็เช่นกันมองดูพระจันทร์ด้านนอกเป็คืนพระจันทร์เต็มดวงแสงที่ส่องเข้ามาช่างสว่างไสวเป็สีทองราวกับบรรยากาศช่างเป็ใจเหลือเกิน นางนั่งสมาธิอยู่บนเตียงนอนอีกครั้งพร้อมกับเรียกชื่อของอู๋เสี่ยวหรันในใจไปด้วยไม่รู้ว่าการนั่งสมาธิครั้งนี้กินเวลาไปนานเท่าไรในที่สุดก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงขึ้นในห้วงภวังคจิตที่เคยมืดมิด
เหมือนร่างกายและิญญาของอู๋เสี่ยวหรันคงจะตอบรับคำขอของนางเพราะจู่ ๆ นางก็หลุดออกจากภวังค์แห่งสมาธิเข้าไปอยู่ยังห้องมืด ๆที่ไม่มีแม้แสงใด แม้แต่มือของตัวเองนางยังมองไม่เห็น
ไม่นานนักก็เกิดแสงสว่างเล็กๆ เพียงแค่เท่าแสงจากหิ่งห้อย แล้วขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆจนแสงเล็กจ้อยกลายเป็ลูกไฟที่ขยายออกอย่างไม่มีสิ้นสุดครอบคลุมห้องมืด ๆ ทั้งหมดกลายเป็ความสว่างไสว ที่สว่างจนนางต้องปิดตาลงเพื่อปรับให้มองเห็นในแสงนั้นได้
ตัวของนางยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ได้ก้าวไปไหนแต่ภาพต่าง ๆ กลับวิ่งผ่านตัวนางไป เริ่มจากเด็กหญิงตัวเล็ก ๆมัดผมจุกสองข้างมีกระดิ่งเล็ก ๆ ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งเบา ๆ ประดับอยู่บนเรือนผมเด็กคนนั้นดูน่ารักสวยงามสมวัยสดใสร่าเริงยิ่งนักนางกำลังวิ่งเล่นกับเด็กชายอีกคนที่ดูโตกว่าเล็กน้อยใบหน้าของเด็กชายคนดังกล่าวหากนางจำไม่ผิดนั่นคือเฉิงอ๋องในวัยเด็กนั่นเอง
เด็กหญิงวิ่งผ่านไปก็เปลี่ยนเป็ภาพของเด็กหญิงผู้นั้นค่อยๆ เติบโตและเติบโต จนกระทั่งภาพความโศกเศร้าที่มารดาและบิดาของนางตกตายพร้อม ๆกันหลังจากนั้นอำนาจที่เคยมีก็ถูกแย่งชิงไป เด็กหญิงตัวเล็ก ๆเพียงคนเดียวไม่มีความสามารถที่จะสู้อันใดได้
หลังจากนั้นเด็กหญิงก็กลายเป็เป็เด็กสาวนางถูกเลี้ยงดูมาโดยมารดาของเฉิงอ๋องผู้ที่เป็ป้าแท้ ๆ ของนางเองนางเติบโตขึ้นมาด้วยความรักและความทะนุถนอมแทบจะไม่แตกต่างจากการเลี้ยงดูของมารดาแท้ๆ และยังดูเหมือนว่าจะถูกตามอกตามใจมากกว่ามารดาเสียอีก
อาจจะเป็เพราะอู๋เสี่ยวหรันผ่านการสูญเสียครั้งใหญ่ทำให้ท่านป้าของนางพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้นางคลายเศร้า
จนกระทั่งเติบโตถึงวัยที่พร้อมจะออกเรือนแต่ถึงกระนั้นนางก็ยังได้รับการปกป้องจากมารดาของเฉิงอ๋องและตัวเฉิงอ๋องเองตลอดมาจนกระทั่งปรากฏภาพการแต่งงานเป็พระชายาเอกแห่งเฉิงอ๋อง
ชีวิตในแต่ละวันอู๋เสี่ยวหรันแทบจะไม่ออกไปไหนมาไหนนางจะอยู่เพียงในบริเวณตำหนักของตัวเอง แม้แต่จะทำหน้าที่ของพระชายาเอกนางก็ยังเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวอำนาจในจวนอ๋องแห่งนี้จึงตกไปอยู่กับพระชายารองแซ่โจวที่มาจากจวนโจวกั๋วกงที่ยิ่งใหญ่นั่นเอง
ในภาพความทรงจำเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อนอู๋เสี่ยวหรันเองก็สังเกตเห็นซูเม่ยสาวใช้คนสนิทที่ติดตามรับใช้นางมาั้แ่เด็กเริ่มเปลี่ยนไปซูเม่ยเริ่มแต่งเนื้อแต่งตัวมีเครื่องประดับมากมายขึ้นแต่เมื่อสอบถามซูเม่ยเพียงบอกว่านางกำลังมีคนรัก ดังนั้นจึงอยากแต่งเนื้อแต่งตัว อู๋เสี่ยวหรันเห็นดังนั้นนางจึงแค่ยิ้มรับพร้อมแสดงความยินดีและไม่สาวความต่อด้วยเพราะความไว้เนื้อเชื่อใจ
และ่เวลานั้นเองที่ร่างกายของอู๋เสี่ยวหรันเริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนรู้สึกได้แต่นางคิดว่าร่างกายของนางก็อ่อนแอมาตลอดอยู่แล้วจึงไม่ได้เอะใจอันใดเพียงให้ท่านหมอในจวนตรวจอาการและดื่มยาบำรุงเท่านั้น
่เวลานั้นน่าจะเป็่เวลาเดียวกันกับที่เผิงเสี่ยวหรันที่อยู่ต่างแคว้นกำลังตั้งครรภ์และถอนตัวออกจากการเป็กุนซือควบคุมชายแดนกลับไปยังเมืองหลวงเพื่อรับการแต่งตั้งขึ้นเป็ฮองเฮาแห่งต้าเลี่ยและนั่นเองที่โศกนาฏกรรมในชีวิตนางก็เกิดขึ้นจากคนรักและเพื่อนรักของนางเอง
ภาพในหัวเปลี่ยนไปอีกครั้งปรากฏเป็เหตุการณ์เมื่อสองเดือนก่อนตอนนั้นร่างกายของอู๋เสี่ยวหรันอ่อนแอจนกระทั่งลุกจากเตียงไม่ไหวแต่ยังมีสติรับรู้และสามารถพูดคุยได้
ขณะนั้นยังคงเป็ซูเม่ยสาวใช้คนสนิทที่ป้อนข้าวป้อนน้ำดูแลนางเป็อย่างดีนั่นเป็ความทรงจำสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบลงไปอู๋เสี่ยวหรันนอนเป็เ้าหญิงนิทรา จนิญญาล่องลอยออกไปทำให้เผิงเสี่ยวหรันมีโอกาสเข้ามาอยู่ในร่างนี้แทน
ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ที่วิ่งผ่านตัวนางอย่างเร็วและเร็วขึ้นไปอีกจนในที่สุดภาพทั้งหลายก็สิ้นสุดลงแสงที่เคยสว่างก็ดับวูบราวกับมีใครมาเป่าตะเกียงให้ดับไปรวมถึงสติรับรู้ของนางด้วยกายเนื้อของนางล้มตัวลงนอนอีกครั้งทั้งที่ยังอยู่ในท่านั่งสมาธิอยู่
เช้าวันรุ่งขึ้นอู๋เสี่ยวหรันที่ตื่นขึ้นมาจากการปลุกของสาวใช้ผู้เฝ้าหน้าประตู
“ขออภัยพระชายาเพคะท่านอ๋องทรงเรียกหาเพื่อให้ท่านร่วมกินอาหารเช้าพร้อมกันเพคะ”
“ได้สิ...มาช่วยข้าหน่อย” อู๋เสี่ยวหรันที่เพิ่งจะรับความทรงจำมานางค่อนข้างมึนงงสับสนอยู่บ้างแต่ด้วยความช่วยเหลือจากเหมยฮวา นางก็สามารถประคองตนเองมาถึงห้องโถงจนได้