โฉมงามอัปลักษณ์

    อัปลักษณ์หาใดเปรียบ 2


    หลังจากที่สาวใช้จากไป เยว่เหม่ยเสวี่ยก็รวบรวมสมาธิกำหนดลมหายใจ โคจรพลังปราณก่อนเป็นอันดับแรก นางในยามนี้อ่อนแอเกิดกว่าจะทำสิ่งใดได้อีก ร่างบางขยับกายเปลี่ยนมานั่งขัดตะหมาด มือทั้งสองข้างหงายวางไว้บนต้นขา กำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างเชื่องช้า เพ่งจิตไปที่จุดกลางท้องน้อย
    ผ่านไปหนึ่งชั่วยามจุดตันเถียนก็เปิดออก ชีพจรลมปราณไหลเวียนทั่วร่างกาย เยว่เหม่ยเสวี่ยพลันรู้สึกโปร่งสบาย ความทรมาณอึดอัดก่อนหน้าค่อยๆจางหายไป หลงเหลือไว้แค่เพียงความเจ็บปวดเล็กน้อย เยว่เหม่ยเสวี่ยใช้เวลาโคจรพลังลมปราณทั้งคืน จนนางมีพลังยุทธอยู่ในขั้นที่หนึ่งระดับกลาง ยามที่นางก้าวเข้าสู่พลังยุทธขั้นที่หนึ่งระดับกลาง นางก็ระลึกถึงความทรงจำเดิมเจ้าของร่างเดิมได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ภายในความทรงจำนั้น ได้ถ่ายถอดเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตให้นางได้รับรู้
    เดิมเยว่เหม่ยเสวี่ยคืออนุลำดับที่เจ็ดของหรงอ๋อง หรงจ้าวหยาง ชีวิตการเป็นอนุเจ็ดไม่ได้สุขสบาย  ตรงกันข้ามชีวิตเยว่เหม่ยเสวี่ยกลับลำบากอย่างยิ่งยวด  ทุกข์ทั้งกายและใจ ชีวิตหลังเเต่งงานมีเเต่ความทรมาณกาย ทรมานใจอยู่ทุกเชื่อวัน ถูกข่มเหงโดยสาวใช้ชั้นเลว สามีไม่เหลียวเเล ไม่ได้รับการเอาใจใส่อย่างที่ควรจะได้ เพียงเเต่งนางเข้ามาเพราะความสงสารเเละมนุษยธรรมเท่านั้น
    เยว่เหม่ยเสวี่ยถูกขับไล่ไสส่งออกออกจากตระกูลหยาง ไร้หนทางจะไป เเต่สวรรค์ยังมีตา หรงอ๋องที่ผ่านมาโดยบังเอิญ ได้ยืนมือช่วยเหลือนางจากตระกูลหยาง เเต่ถึงกระนั้นนางก็ต้องมารับกรรมต่อภายในวังอ๋อง คราเเรกที่นางเข้ามาอยู่หรงอ๋องก็ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี ทั้งประทานตำหนักใหม่ให้ เยว่เหม่ยเสวี่ยล้วนยินดีอย่างยิ่ง เนื่องจากนางมิได้รับการเอาใจใส่เช่นนี้จากครอบครัวมาก่อน
    เเต่พอหรงอ๋องออกไปสู้รบจับศึก ภาพฝันทั้งหลายกลับพังทลายลง อนุนางอื่นๆต่างเข้ามารังเเกเยว่เหม่ยเสวี่ย สาวใช้ผิงอันเองก็เป็นคนของพวกนาง บังคับนางย้ายเข้าตำหนักเก่าท้ายวังอ๋อง เยว่เหม่ยเสวี่ยตัวคนเดียว ไม่อาจสู้พวกนางที่มีกันหลายคนได้ จึงได้เเต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ปิดตำหนักเก็บตัวเงียบมาตลอดสองปี
    ตำหนักจ่งจื่อเก่าซอมซ่อคล้ายจะพังทลายได้ทุกครา หากนางกระทืบเท้าเเรงๆซักที คงพังลงด้วยน้ำมือนางเป็นเเน่ ใบหน้าอัปลักษณ์เต็มไปด้วยน้ำหนอง ที่ผุดขึ้นเต็มหน้าโดยไม่เหลือช่องว่างให้หายใจ ดูเกลียดน่ากลัวจนผู้คนต่างพากันหวาดผวา ไม่กล้าเเม้เเต่เฉียดใกล้ ร้ายเเรงกว่านั้นถึงขั้นไม่อยากหายใจร่วมกับนาง!!
    นางที่พอมีวิชาเเพทย์ติดตัวมาจากโลกเดิมอยู่บ้าง รับรู้ได้ไม่อยากว่าอาการที่เยว่เหม่ยเสวี่ยประสบคือ อาการแพ้น้ำมาตั้งแต่เยาว์วัย และไม่ได้รับการดูเเลอย่างถูกวิธีมาตั้งแต่ต้น จึงทำให้มีอาการเรื้อรังและอักเสบที่บริเวณผิวหน้ามาจนถึงปัจจุบัน
    เยว่เหม่ยเสวี่ยรู้สึกอ่อนใจเล็กน้อย เพราะโรคแพ้น้ำพบได้น้อยมาในปัจจุบัน และไม่มีวิธีที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เยว่เหม่ยเสวี่ยเองก็พอจะมีความรู้ ในเรื่องของการรักษาโรคนี้มาบางอย่างคร่าวๆ แต่ถึงอย่างไรนางรู้สึกโชคดีมากกว่าที่อาการแพ้เหล่านี้ ยังทำให้นางเป็นสาวบริสุทธิ์ ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับชายใดมากก่อน ให้มีพันธะวุ่นวายตามมา นับว่าเป็นเรื่องโชคดีสำหรับนาง ที่คิดจากออกไปจากที่นี่โดยเร็ว
    หลังถูกขับออกจากตระกูลหยาง เยว่เหม่ยเสวี่ยก็กลับมาใช่นามสกุลฝ่ายมารดา  ในความทรงจำอันเลือนลาง  เยว่เหม่ยเสวี่ยจำได้ว่ามารดาของนาง เป็นหญิงสาวที่งดงามมาก ฝีมือด้านวรยุทธไม่เป็นรองใคร ก่อนสิ้นใจนางยังทิ้งสร้อยจี้หยกสลักคำว่าเยว่ พร้อมกล่องไม้สลักธรรมดา ปิดผนึกด้วยพลังปราณแน่นหนาเอาไว้ เยว่เหม่ยเสวี่ยรักษาสิ่งของทั้งสองสิ่งไว้อย่างดี หญิงสาวใส่จี้หยกติดตัวเป็นประจำไม่เคยถอดออกห่างกาย
    เยว่เหม่ยเสวี่ยหยิบหน้ากากที่วางอยู่บนหัวเตียงขึ้นมาดูอย่างพินิจ หน้ากากขาวประดับตกเเต่ง อย่างหรูหราด้วยพลอยสีแดงใสเปล่งปลั่ง เป็นรูปดอกไม้ชนิดหนึ่งที่เยว่เหม่ยเสวี่ยไม่รู้จัก ทั้งยังมีเพชรพลอยชนิดอื่นๆประดับเสริมเข้าด้วยกัน หน้ากากที่อยู่ในมือของนางจึงมีราคาค่างวดสูงยิ่ง
    นางวางหน้ากากลงบนเตียง ก่อนจะลุกขึ้นสำรวจรอบห้อง เครื่องเรือนภายในตำหนักมีไม่มากนัก มีเพียงชั้นหนังสือ ตู้เสื้อผ้า เเละโต๊ะรับรองเล็กๆเพียงเท่านั้น
    ตอนนี้เป็นเวลายามเช้าแล้ว สังเกตได้จากแสงแดงรำไรที่ลอดสอดส่องเข้ามา เยว่เหม่ยเสวี่ยก้าวเท้าเดินออกจากห้องลงจากตำหนัก ทันทีที่เท้าเล็กแตะพื้นดินก็เหมือนว่านางได้รับการยืนยันแล้วว่า นางได้มาอยู่อีกโลกจริงๆ โลกที่คล้ายยุคสมัยจีนโบราณที่นางเคยศึกษา เสียงนกออกจากรังในยามเช้าเพื่อหาอาหาร เสียงสายลมที่พัดผ่านกายบาง แสงแดดสีส้มอ่อนที่ลาบไล้กายบางอย่างเชื่องช้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจหลีกหนีได้

    เยว่เหม่ยเสวี่ยมองอาภรณ์ที่อยู่ในตู้ด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ในตู้เสื้อผ้าล้วนมีเเต่อาภรณ์สีขาวแทบทั้งสิ้น เยว่เหม่ยเสวี่ยคนก่อนต้องการบรรลุเป็นเทพเซียนหรืออย่างไรกัน หรือต้องการละทิ้งทางโลก บรรลุทางธรรมเดินตามสายกลางกันเเน่ เอาเถอะไม่ว่าจะทางเลือกไหน เยว่เหม่ยเสวี่ยคนเดิมก็ขึ้นสวรรค์ไปดีเเล้ว การกล่าวถึงคนตายไม่ใช่วิสัยของนาง นางจึงเลือกหยิบออกมาสักชุดให้จบๆไป นางเองก็เคยสวมใส่เสื้อผ้าเช่นนี้มาบ้าง ในโลกเก่าจึงไม่มีปัญหาใดๆ ในการสวมใส่
    นางเริ่มสำรวจร่างกายของตนอย่างละเอียดอีกครั้ง ก็พบว่าร่างกายนี้สามารถรองรับพลังเดิมของนางได้ทั้งหมด ช่างเป็นโชคดีอย่างมหาศาล นับจากนี้ไปนางจะต้องเริ่มฟื้นพลังให้กลับมาอยู่ในระดับเดิมให้จงได้ อีกทั้งร่างที่หลายคนที่ว่าอ่อนแอนี้กลับซุกซ่อนพลังแฝงเอาไว้มากมาย เกินกว่าที่หลายคนจะคาดคิด มิเช่นนั้นร่างกายที่ผ่ายผอมราวกระดูกคงสิ้นลมไปนานแล้ว ยามที่เยว่เหม่ยเสวี่ยโคจรพลังปราณ ก็พบว่าเส้นชีพจรลมปราณอีกเส้นของนางได้ถูกปิดผนึกเอาไว้
    ใช่ร่างกายนี้มีเส้นชีพจรลมปราณสองเส้นภายในร่างเดียวกัน...ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในโลกมนุษย์
    แต่มันก็เป็นไปเล้วนางมีเส้นชีพจรลมปราณสองเส้นในร่างกายจริงๆ เส้นชีพจรลมปราณเส้นแรก เป็นชีพจรลมปราณของนางเองในโลกก่อน ส่วนอีกเส้นเป็นของเจ้าของร่างเดิม เยว่เหม่ยเสวี่ยสามารถใช้เส้นชีพจรเดิมของนางได้ เส้นชีพจรลมปราณเดิมของนางคืออสุราพิภพ เป็นชีพจรลมปราณพิเศษที่ได้รับการสืบทอดมาทางสายเลือดเท่านั้น การเติบโตของเส้นลมปราณมากมายเกินหยั่งถึง
    ทำให้สามารถต่อสู้กับคนที่อยู่ขั้นสูงกว่าสองระดับได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นเยว่เหม่ยเสวี่ยอยู่ในขั้นที่หนึ่งระดับต้น จึงมีความสามารถเทียบเท่าขั้นที่สอง บวกกับความสามารถด้านวิชายุทธที่นางมี ก็สามารถเอาตัวรอดได้อย่างสบายแม้ระดับจะต่ำ ส่วนอีกเส้นชีพจรลมปราณอีกเส้นนางไม่ทราบ เพราะว่ามันถูกผนึกเอาไว้อย่างเเน่นหนา
    เป็นเวลายามสายแล้วที่เยว่เหม่ยเสวี่ยปิดตัวเงียบอยู่แต่ในตำหนัก ช่วงบ่ายนางจึงคิดจะไปเดินสำรวจรอบวังหรงอ๋อง ผิงอันสาวใช้ที่เคยอวดดี บัดนี้กำลังช่วยนางพยุงลุกขึ้นจากเตียงนอน ถึงแม้นางจะสามารถโคจรพลังปราณได้แล้ว แต่ก็ยังคงไร้เรี่ยวแรงอยู่หลายส่วน ไม่อาจเดินเหินได้สะดวกตามใจนึก จึงจำเป็นต้องมีคนช่วยพยุงกาย ใครคนนั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจากผิงอัน ร่างกายที่ผ่ายผอมติดกระดูกจำเป็นต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู เมื่อร่างบางลุกขึ้นยืนได้แล้วจึงโบกมือ ให้ผิงอันถอยออกไป
    สายตาคมมองไปรอบๆ ซ้ายทีขวาทีบ้าง ร่างบางอดชื่นชมในใจไม่ได้ถึงความงามวังอ๋อง ที่กว้างขวางหรูหรา ภายในวังอ๋องทาสีด้วยสีของท้องฟ้าติดเทาอ่อนๆ ทำให้มองแล้วรู้สึกสงบ ชวนผ่อนคลายความเมื่อยล้าได้เป็นอย่างดี เยว่เหม่ยเสวี่ยเดินผ่านบรรดาคนใช้มากมาย บางก็กำลังทำงาน บางก็กำลังจับกลุ่มพูดคุย ต่างจากสถานที่ที่นางจากมายิ่งนัก ที่นั่นทุกคนล้วนเคร่งเครียดอยู่เสมอ ไม่มีการเล่นหรือพูดคุยกันในระหว่างการทำงาน ถ้าให้เปรียบเทียบวังอ๋องแห่งนี้มีชีวิตชีวาอย่างยิ่งยวด
    แต่ให้นางเลือกอยู่ นางย่อมเลือกนางย่อมเลือกสถานที่ที่นางจากมา อย่างน้อยที่นั่นก็ยังมีครอบครัว มีพ่อ มีพี่ชายทั้งสองที่รักยิ่งของนาง มีเหล่าคนสนิทที่พูดคุยกันได้ทุกเรื่อง ต่างจากที่นี่นางไม่มีใคร อยู่ตัวคนเดียวอย่างแท้จริง เยว่เหม่ยเสวี่ยถอนหายใจ นางรู้สึกอาวรณ์ถึงบ้านของนางยิ่ง อยากกลับบ้านแต่ไม่รู้ว่าจะกลับได้อย่างไร เหตุผลในการมาอยู่ที่นี่คืออะไรนางเองก็ไม่อาจทราบได้
    เยว่เหม่ยเสวี่ยตกอยู่ในภวังค์ โดยไม่ได้รับรู้ถึงการมาของสตรีอีกคน หลี่ถังจิง บุตรสาวใหญ่ของเสนาบดีหลี่หม่าถั๋ว เดินเยื้องกายออดแอ้นราวต้นอ้อลู่ลมเข้ามาหาเยว่เหม่ยเสวี่ย ใบหน้าที่ถูกแต่งแต่งด้วยสีสันฉูดฉาด มองมาที่นางด้วยแววตาเหยียดหยามอย่างไม่ปกปิด เยว่เหม่ยเสวี่ยเหลือบสายตามองไปด้านข้างเล็กน้อย ไม่สนใจการมาของอีกฝ่าย
    และไม่สนใจที่จะหันไปมองให้เสียสายตาแม้แต่อึดใจเดียว หลี่ถังจิงที่ถูกเมินเฉยก็ชักสีหน้าใส่อย่างไม่พอใจ ยื่นมือไปคว้าไหล่บาง หมายจะกระชากให้หันมามองมาที่ตน เยว่เหม่ยเสวี่ยพลิ้วกายหลบอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้หลี่ถังจิงที่พลาดเป้าถลาไปเบื้องหน้า หลี่ถังจิงที่ทรงตัวได้ก็ตวัดสายตามามองที่เยว่เหม่ยเสวี่ยอย่างรวดเร็ว
    “เจ้า”
    ก่อนจะอ้าปากค้างเมื่อเยว่เหม่ยเสวี่ยนอกจากจะไม่สนใจนางแล้ว ยังเดินหนีนางไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่กล่าวอันใดออกมาแม้แต่คำเดียว
    “เจ้ากล้าเดินหนีข้า” หลี่ถังจิงรู้สึกโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว รีบสาวเท้าขึ้นดักไปหน้าเยว่เหม่ยเสวี่ย
    “มีอะไร” เยว่เหม่ยเสวี่ยชะงักเท้า ก่อนถามเสียงห้วนไร้อารมณ์ สายตามองผ่านหญิงงามที่ยื่นหน้าบึ้งอยู่เบื้องหน้า
    “ไม่มี” ใบหน้าหลี่ถังจิงเชิดสูงใส่อย่างถือตัว เยว่เหม่ยเสวี่ยเลิกคิ้วน้อยๆ ก่อนจะเดินจากไม่อีกครา โดยไม่สนใจอีกต่อไป หลี่ถังจิงอ้าปากค้างอย่าลืมตัว เปลี่ยนปฏิกิริยาแทบไม่ทัน ในวันนี้นางถูกหญิงอัปลักษณ์เมินถึงสองครั้งสองครา พูดถึงไหนอายถึงนั้น

    หลังจากที่เดินจากมาเยว่เหม่ยเสวี่ยก็เดินตรงไปทางห้องครัว คนครัวที่กำลังทำอาหารอยู่หันมามองหน้าคนเข้ามาใหม่ ด้วยแววตาประหลาดใจเพราะตั้งแต่เข้ามาอยู่ในวังอ๋อง เยว่เหม่ยเสวี่ยไม่เคยมาที่ห้องครัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว
    “ต้องการสิ่งใดหรือเจ้าค่ะ” หัวหน้าแม่ครัวใหญ่วางมือจากงานที่ทำ เดินออกมา สอบถามความต้องการของหญิงสาว อย่างไม่รังเกียจใบหน้าอัปลักษณ์ของสตรีตรงหน้า กลับกันนางสงสารหญิงสาวมากกว่า ที่สวรรค์เบื้องบนใจร้ายกับผู้หญิงตัวเล็กๆได้ลงคอ เยว่เหม่ยเสวี่ยรับรู้ความจริงใจที่ส่งออกมา จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
    “ข้าต้องการน้ำผึ้ง เกลือ น้ำร้อนต้มไม่เดือด น้ำที่ใช้ต้องเป็นน้ำแร่บริสุทธิ์หรือไม่ก็น้ำดื่มที่สะอาด ถ้วยขนาดกลาง ช้อนคนช่วยเตรียมสิ่งเหล่านี้ให้ข้าได้หรือไม่” เยว่เหม่ยเสวี่ยเอ่ยถึงสิ่งที่ต้องการ หัวหน้าแม่ครัวใหญ่พยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้
    “ท่านจะนำไปทำสิ่งใดหรือเจ้าคะ” เยว่เหม่ยเสวี่ยส่งยิ้มบางๆให้ ก่อนเอ่ยตอบไปอีกเรื่อง
    “นำมันมาให้ข้าตอนเย็น” เอ่ยจบก็เดินจากไป หัวหน้าแม่ครัวใหญ่มองตามหญิงสาวไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ ใครๆต่างก็เล่าลือกันว่าสตรีที่กำลังเดินจากไปนั้น อ่อนแอ อีกทั้งยังน่ารังเกียจ แต่ทำไมนางจึงมองว่าหญิงสาวนั้นแข็งแกร่ง สง่างาม ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่าการเดินที่ดูพลิ้วไหวราวสายลม ให้ความรู้สึกล่องลอยคล้ายจับต้องไม่ได้ น้ำเสียงนุ่มนวลมีเสน่ห์ชวนฟังอย่างไม่รู้เบื่อ ถึงแม้นางจะมองไม่เห็นใบหน้าที่อยู่ภายใต้หน้ากากสีขาว แต่ดวงตาที่ทอประกายความเย็นชาออกมานั้น ทำเอาแม่ครัวใหญ่วัยห้าสิบสามปีใจเต้นลุ่มๆดอนๆ อย่างไม่ทราบสาเหตุอีกด้วย ไม่ใช่เพราะตกหลุมรัก หรือหวาดกลัว
    แต่เป็นความน่าเกรงขามปริศนาที่แผ่ออกมาต่างหากเล่า