ขณะนั้นเอง ที่ใต้พุ่มไม้ใบหนา ห่างจากที่ทิพยาดายืนอยู่ไม่ถึงสิบเมตรก็มีร่างของแรมนั่งซุกอยู่ในนั้นคู่กับลุงแกลบชายชราร่างเล็กซึ่งเป็คนสวนตัวจริง
“เอ็งจะแอบคุณหนูเธอทำไมวะไอ้แรม”
ชายชราเอ็ดเด็กหนุ่มอย่างแปลกใจขณะถูกบังคับให้เข้ามาซุ่มอยู่ในพุ่มไม้นั้นด้วย
“จุ๊ๆๆๆ”
แรมเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากปรามไม่ให้แกพูดอะไรออกมาในตอนนี้ชายชราจึงยิ่งทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมากขึ้นไปอีก
เมื่อเรียกอยู่หลายคำแล้วไม่พบทิพยาดาจึงได้เดินกลับเข้าไปในบ้านด้วยความผิดหวัง
“เป็อะไรไปลูกแก้วทำหน้ามุ่ยเหมือนถูกใครขัดใจมาทีเดียว”
คุณหญิงอมรทิพย์ผู้เป็มารดาเห็นเข้าก็เอ่ยทักขึ้นด้วยความแปลกใจ
“ไปตามหาพี่แรมค่ะ แต่ไม่พบ ไม่รู้ว่าหายไปไหน”
คำตอบของบุตรสาวทำเอารอยยิ้มหวานๆของคุณหญิงหายวับไปทันที
“ทำไมจะต้องไปตามหามัน เอ๊ย เขาด้วย”
แม้จะไม่พอใจ แต่คุณหญิงก็ยัง้ารักษาภาพพจน์ของตัวเองในสายตาของบุตรสาวเอาไว้อย่างเข้มงวด
“ลูกแก้วจะไปให้พี่แรมช่วยสอนการบ้านให้ค่ะ”
“แม่ไม่ชอบเลยนะลูกแก้ว ที่หนูชอบไปทำตัวสนิทสนมกับเด็กคนนั้น”
น้ำเสียงของคุณหญิงเริ่มเข้มขึ้นมาตามอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่พอใจ
“ทำไมคุณแม่ถึงไม่ชอบพี่แรมคะ เขาก็เป็คนดีมีความรับผิดชอบ ขยันขันแข็ง แถมยังเรียนเก่งเอามากๆอีกด้วย”
“แต่เขาเป็แค่คนใช้ในบ้านของเรา”
“เท่านั้นหรือคะ ที่คุณแม่เอามาตั้งเป็ข้อรังเกียจเขา ลูกแก้วว่ามันไม่ถูกต้องเลย ความรวย ความจนมันไม่ใช่สิ่งที่คนเราสามารถเลือกเป็ได้ั้แ่เกิด แต่คนเราก็สามารถสร้างมันขึ้นมาในภายหลังได้ แค่เขาเป็คนดี มันก็เพียงพอที่เราจะคบกับเขาแล้วนี่คะ”
“แต่แม่ไม่ชอบ มันไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องลดเกียรติ์ลดศักดิ์ศรีของเราลงไปคบกับคนที่จัดได้ว่าเป็คนชั้นต่ำพวกนั้น”
“คุณแม่...”
ทิพยาดาใเมื่อได้ฟังมารดาพูดอย่างนั้นเธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามารดามีความคิดเ้ายศเ้าอย่างและดูถูกคนที่ด้อยกว่าเอามากๆอย่างนี้ ก็ั้แ่เล็กจนโต เธอเคยเห็นแต่ภาพที่มารดาออกงานสังคมการกุศลต่างๆเพื่อช่วยเหลือคนยากคนจนมาโดยตลอดเวลาออกงานสังคมหากมีนักข่าวมาสัมภาษณ์ ท่านก็จะพูดถึงคนพวกนั้นด้วยถ้อยคำอ่อนหวานแสดงความเห็นอกเห็นใจเธอจึงมั่นใจมาโดยตลอดว่านั้นคือเนื้อแท้ตัวตนของผู้เป็มารดา
“อย่าดื้อกับแม่นะลูกแก้ว อย่าทำให้แม่กับคุณพ่อต้องขายหน้าเพราะมีลูกไม่รักดี”
คุณหญิงอมรทิพย์สำทับเสียงหนักก่อนจะเดินจากไปทิ้งให้บุตรสาวต้องมองตามไปอย่างไม่เข้าใจ ก็ก่อนหน้านี้มารดาไม่เคยมาพูดอะไรกับเธออย่างนี้เลยนี่นา...แล้วนี่ทำไม...
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“เป็อะไรไปยัยลูกแก้ว ทำไมถึงไม่ไปทานข้าวกลางวัน”
รพีพรถามเชิงต่อว่าขณะเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆเพื่อนสนิทซึ่งกำลังนั่งเหม่ออยู่ที่ม้าหินอ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่ภายในบริเวณของโรงเรียนใน่เวลาพักเที่ยง
“ยังไม่หิว”
ทิพยาดาตอบง่ายๆขณะสายตายังเหม่อมองเลื่อนลอยไปตามยอดไม้ใบไม้อย่างไร้จุดหมาย
“ไม่หิวตอนนี้ แล้วจะไปหิวเมื่อไหร่ตอนที่อาจารย์เข้าสอนแล้วงั้นเหรอ จะกินอะไรได้ไหมละตอนนั้นนะ”
รพีพรจ้องหน้าเพื่อนอย่างไม่เข้าใจ
“ก็ตอนนี้ฉันยังไม่รู้สึกหิวอะไรเลยจริงๆนี่นา”
ทิพยาดาปฏิเสธจริงจังขึ้นพร้อมกับหันมาสบตาเพื่อนอย่างยืนยัน
“ดูท่าทางเธอแปลกๆไปนะลูกแก้ว ไม่เห็นร่าเริงสดใสเหมือนเมื่อก่อนเลย มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า”
ถูกเพื่อนสนิทที่คบกันมาั้แ่ชั้นมัธยมต้นทักเข้าตรงจุดอย่างนั้นทิพยาดาก็ถึงกับถอนใจเฮือกออกมาทีเดียว
“ก็คงจะถูกของเธอนะ เธอรู้ไหมรพีว่าตอนนี้คุณแม่ของฉันเปลี่ยนไป”
“เปลี่ยนไปยังไงไม่ทราบ”
รพีพรถึงกับขมวดคิ้วมุ่นทีเดียว
“ท่านห้ามไม่ให้ฉันคบค้าสมาคมกับพวกคนที่จนกว่า ฉันไม่นึกมาก่อนเลยว่าจริงๆแล้วคุณแม่จะเป็คนที่ชอบแบ่งชั้นวรรณะอย่างนี้ทั้งๆที่ั้แ่เล็กจนโตฉันก็เห็นว่าคุณแม่ชอบทำงานการกุศลเพื่อคนกลุ่มนี้มาโดยตลอด”
“แล้วเธอไปคบใครให้ท่านเห็น จนท่านถึงกับมาออกปากห้าม”
“ก็...พี่แรม หลานของคนใช้ในบ้านที่ฉันเคยเล่าให้เธอฟังนั้นไง”
“อ๋อ ฉันจำได้ที่เธอบอกว่าเขาทำงานเป็คนสวนในบ้านของเธอด้วยใช่ไหม”
“ใช่”
ทิพยาดาพยักหน้ารับด้วย
“มันก็เป็ธรรมดาน่ะ ที่คุณแม่ของเธอจะไม่พอใจก็เธอเป็ลูกสาวคนเดียวของท่านนายพล คุณแม่ก็เป็ถึงคุณหญิงชื่อดังในสังคมแต่เธอกลับไปทำตัวสนิทสนมกับพวกคนใช้ในบ้าน”
“นี่เธอก็มีความคิดชอบแบ่งชั้นวรรณะด้วยเหมือนกันเหรอยัยรพี”
ทิพยาดาถามพร้อมกับจ้องหน้าเพื่อนอย่างประหลาดใจ
“เปล่า ฉันไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้น แต่ที่พูดไปนั้นเป็ในมุมมองของคุณแม่ของเธอต่างหาก ท่านคงคิดอย่างที่ฉันว่านั้นแหละถึงได้ห้ามเธออย่างนั้น”
รพีพรชี้แจง ทิพยาดาพยักหน้ารับอย่างจะเข้าใจ แต่ก็ไม่วายปรารภ
“แล้วอีกอย่างน่ะ หมู่นี้ฉันก็ไม่ค่อยได้เจอหน้าพี่แรมอีกด้วยดูเหมือนๆว่าเขากำลังพยายามหลบหน้าฉันอยู่ ไม่รู้ว่าคุณแม่ไปพูดอะไรกับเขาแล้วหรือเปล่า”
“ดูท่าทางเธอแคร์เขาจังเลยน่ะคิดอะไรกับเขาหรือเปล่าเนี้ย”
รพีพรทำเสียงล้อๆจนทิพยาดาอดเขินไม่ได้แต่กระนั้นก็ยังสู้ทำปากแข็งปฏิเสธ
“บ้าเหรอ ฉันจะไปคิดอะไรกับเขาล่ะ แค่เห็นว่าเป็คนที่อยู่บ้านเดียวกันก็เท่านั้น”