กำปั้นผ่ามิติ

    ตอนที่ 62 พม่าเคลื่อนทัพ

    เช้าวันต่อมา ณ ตลาดน้ำ เมืองธนบุรี

    แสงแดดยามเช้าส่องกระทบผิวน้ำเป็นประกาย เสียงพ่อค้าแม่ขายดังสลับกับเสียงเรือที่พายผ่านไปมา บรรยากาศในตลาดเต็มไปด้วยความคึกคัก 

    ภูผาเดินเคียงข้างพันกับทหารติดตามอีกสามนายไปตามทางเดินริมน้ำ ทั้งสองแวะซื้อของกินของใช้ที่จำเป็นไปเรื่อย ๆ

    พันดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

    ชายหนุ่มเดินดูของตามแผงต่าง ๆ ด้วยแววตาเป็นประกาย บางครั้งก็หยุดซื้อขนม บางครั้งก็หยิบของขึ้นมาดูแล้ววางลง ก่อนจะหันไปถามความเห็นของภูผา

    ภูผามองคนข้างกายด้วยรอยยิ้ม

    ตั้งแต่มาถึงสถานที่แห่งนี้...

    พันคือคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเขามาโดยตลอด

    ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไร พันไม่เคยทอดทิ้งเขา

    ภูผาเคยคิดอยู่หลายครั้งว่า เหตุใดตัวเขาจึงต้องมาเกิดใหม่ที่นี่

    แต่วันนี้...

    เขาเริ่มเข้าใจแล้ว

    บางทีเหตุผลของการเกิดใหม่ครั้งนี้ อาจไม่ได้มีไว้เพื่อให้เขาเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของผู้คนทั้งโลก

    แต่อาจมีไว้เพื่อให้เขาได้พบใครบางคน

    และปกป้องความสุขของคนผู้นั้น...

    คนที่เขารักที่สุด หรือแม้แต่คนที่เขาไม่รู้จัก ที่เขาต้องปกป้อง คือความถูกต้อง คือคุณธรรม 

    ทันใดนั้นพันก็หยุดเดิน

    ภูผามองตามสายตาของอีกฝ่าย ก่อนจะเห็นหญิงสาวสองคนมีบ่าวติดตามอยู่หลายคน กำลังเดินเลือกซื้อของอยู่ไม่ไกล

    วันวิสาและวันทะนา

    ทันทีที่พันสบตากับสองพี่น้อง ใบหน้าของเขาก็แดงขึ้นทันที

    "พะ...พี่ภูผา..."

    พันรีบขยับไปหลบอยู่ด้านหลังภูผาอย่างรวดเร็ว

    ภูผาหันกลับมามองแล้วอดยิ้มไม่ได้

    "เป็นอะไรของเจ้า?"

    "ข้า...ข้าไม่รู้..."

    พันตอบเสียงเบา พลางหลบหน้าอย่างเขินอาย

    วันวิสาเห็นดังนั้นก็ยิ้มออกมา ส่วนวันทะนาก็หัวเราะเบา ๆ

    "หมื่นพัน เหตุใดจึงต้องหลบหลังท่านภูพาด้วยเล่า?"

    พันยิ่งหน้าแดง

    "ข้าไม่ได้หลบ!"

    "ไม่ได้หลบ แล้วเหตุใดข้าจึงเห็นเพียงครึ่งหน้าเล่า?"

    คำพูดนั้นทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา

    ในที่สุดพันก็จำต้องเดินออกมาจากด้านหลังภูผา

    จากนั้นทั้งสองคณะจึงเดินเที่ยวตลาดน้ำด้วยกัน

    พวกเขาแวะซื้อของกิน พูดคุยหยอกล้อกัน และเลือกซื้อสิ่งของต่าง ๆ

    ความสนิทสนมระหว่างพันกับสองพี่น้องค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

    โดยเฉพาะพัน...

    จากชายหนุ่มที่เคยเอาแต่เขินอาย กลับเริ่มยิ้มและพูดคุยกับวันทะนามากขึ้น

    ภูผาเดินตามหลังอยู่เงียบ ๆ

    เขามองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม

    ไม่รู้เพราะเหตุใด...

    หัวใจของเขากลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด

    เมื่อได้เห็นพันมีความสุข

    เขาก็มีความสุขตามไปด้วย

    และในวินาทีนั้นเอง ภูผาก็เข้าใจความหมายของชีวิตใหม่ของตนอย่างแท้จริง

    หากความสุขของพันคือสิ่งที่เขาต้องปกป้อง...

    ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตของเขาเอง

    เขาก็จะทำ

    เมื่อซื้อของกันจนเกือบครบ ภูผาเดินเข้าไปหาพัน ก่อนจะตบไหล่ของอีกฝ่ายเบา ๆ

    "พัน"

    "ขอรับ?"

    "เจ้าไปเลือกซื้อของที่มีค่าให้นางสักอย่างสิ"

    พันทำหน้างุนงง

    "ของที่มีค่า?"

    "ใช่"

    "อะไรคือของมีค่าหรือขอรับ?"

    ภูผาถึงกับร้อง

    "เอ๊ะ!"

    เขามองพันอย่างเหนื่อยใจ ก่อนถอนหายใจออกมา

    "เจ้าก็รู้จักนางแล้วมิใช่หรือ?"

    พันพยักหน้า

    "ขอรับ"

    "เช่นนั้นนางชอบสิ่งใด เจ้าก็ซื้อสิ่งนั้นให้นางเสียสิ"

    พันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

    "อ๋อ..."

    แล้วก็เดินจากไปทันที

    ภูผามองตามอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก

    ผ่านไปครู่ใหญ่...

    พันก็กลับมา

    ในมือของเขาถือขนมห่อใหญ่จนแทบจะเต็มสองมือ

    ภูผามองขนม แล้วมองหน้าพัน

    "เท่านี้หรือ?"

    พันพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง

    "ขอรับ"

    "นี่คือของมีค่าที่เจ้าว่าหรือ?"

    "ขอรับ"

    "เหตุใด?"

    พันตอบอย่างภาคภูมิใจ

    "เพราะนี่แหละที่นางชอบ"

    ภูผาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจ

    "เอาเถิด...อย่างน้อยเจ้าก็เลือกของที่นางชอบ"

    ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น แม่นางวิสาขาก็เดินเข้ามา

    ในมือของนางถือดาบญี่ปุ่นเล่มหนึ่ง

    นางหยุดอยู่ตรงหน้าภูผา ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเบา ๆ

    ใบหน้าของนางแดงระเรื่อ

    "ท่านหลวงภูผา..."

    ภูาาหันไปมอง

    "มีอะไรหรือแม่นาง?"

    วันวิสาส่งดาบเล่มนั้นให้เขา

    "ดาบเล่มนี้...ข้ามอบให้ท่าน"

    ภูผาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรับดาบเอาไว้

    "ขอบคุณน้ำใจแม่นางมาก"

    เขามองดาบในมือ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ

    "ข้ารับน้ำใจนี้ไว้ด้วยใจแล้ว และพอจะเข้าใจความตั้งใจของแม่นาง"

    วันวิสานิ่งฟัง

    "ขอบคุณมาก"

    ภูผาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่ออย่างนุ่มนวล

    "แต่สำหรับความรู้สึกดี ๆ ที่แม่นางมีให้ข้า...ข้าต้องขอโทษด้วย"

    หญิงสาวเงยหน้าขึ้น

    "เพราะความรู้สึกดี ๆ แบบนั้น ข้ามีให้ภรรยาของข้าแต่เพียงผู้เดียว"

    คำพูดนั้นทำให้วันวิสานิ่งไป

    ภูผายิ้มบาง ๆ

    "ข้ารักเจ้าได้ในฐานะเพื่อน หรือในฐานะน้องสาวเท่านั้น"

    แม้จะรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่นางก็ยังอดเจ็บปวดไม่ได้

    ทว่านางกลับยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน

    "ข้าเข้าใจเจ้าค่ะ"

    นางก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

    "ข้าเพียงอยากมอบความรู้สึกดี ๆ ที่ข้ามีให้แก่ท่านเท่านั้น"

    ภูผาพยักหน้า

    วันวิสาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง

    "แต่หากในภายภาคหน้า หากพวกข้าทำสิ่งใดผิดพลาดไป..."

    น้ำเสียงของนางแผ่วลง

    "ได้โปรด...ให้ความเห็นใจแก่ข้าบ้าง"

    ภูพามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเข้าใจ

    "ข้ารับปาก"

    เพียงเท่านั้น...

    วันวิสาก็ยิ้มให้เขา ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

    ภูผามองตามร่างของนางไปเงียบ ๆ

    ในมือยังคงถือดาบที่นางมอบให้

    ส่วนพันที่ยืนอยู่ไม่ไกล มองภาพนั้นด้วยสายตาครุ่นคิด

    เขาไม่ได้พูดอะไร

    แต่ในใจของเขากลับรู้สึกบางอย่างขึ้นมาอย่างประหลาด

    บางที...

    ความสัมพันธ์ของพวกเขาทุกคนอาจไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด

    และสิ่งที่กำลังรออยู่ข้างหน้า...

    อาจเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของหัวใจทุกคน

    ………


    ข่าวจากแนวชายแดนมาถึงอย่างรวดเร็ว

    กองทัพใหญ่จากกรุงอังวะ...

    เคลื่อนพลแล้ว

    คราวนี้มิใช่เพียงกองทัพเล็ก ๆ ที่เข้ามาหยั่งเชิง หากแต่เป็นการระดมกำลังครั้งใหญ่ที่มีเป้าหมายชัดเจน

    กองทัพถูกแบ่งออกเป็นสองสาย

    สายแรกตั้งทัพจากเมืองเชียงใหม่

    นำโดย เนเมียวสีหบดี

    มีกำลังทหารถึง สองหมื่นนาย

    ส่วนอีกสายหนึ่งตั้งทัพจากเมืองหงสาวดี

    นำโดย มังมหานรทา

    มีกำลังทหาร หนึ่งหมื่นห้าพันนาย

    รวมแล้วถึงสามหมื่นห้าพันนาย!

    ภูผานั่งนิ่งอยู่ภายในห้อง สีหน้าของเขาเคร่งขรึม

    เมื่อได้ฟังรายงานทั้งหมด เขาก็เข้าใจทันทีว่าแผนการของศัตรูคืออะไร

    "พวกมันจะไม่เร่งตีอโยธยาในทันที"

    พันที่อยู่ข้าง ๆ ถามขึ้น

    "แล้วพวกมันจะทำอย่างไรหรือขอรับ?"

    ภูพาหยิบแผนที่ขึ้นมากาง

    "ค่อย ๆ ตีลึกลงมา"

    นิ้วของเขาเลื่อนไปตามเส้นทางบนแผนที่

    "ตีชิงเมืองทีละเมือง"

    "ปล้นเสบียงจากเมืองที่ยึดได้"

    "กวาดต้อนผู้คนที่มีฝีมือเข้ามาเป็นกำลังพล"

    ภูผาหยุดนิ้วตรงเมืองหนึ่ง

    "เมืองใดยอมจำนน พวกมันจะละเว้น"

    "แต่เมืองใดต่อต้าน..."

    แววตาของภูผาเย็นลง

    "พวกมันจะล้อม ตีชิง และยึดเอา"

    พันกำหมัดแน่น

    ภูผากล่าวต่อ

    "จากนั้นกองทัพทั้งสองสายจะค่อย ๆ เคลื่อนเข้าหากัน"

    เขาขีดเส้นสองเส้นบนแผนที่

    ก่อนจะมาบรรจบกันที่จุดเดียว

    อโยธยา

    ห้องทั้งห้องเงียบสนิท

    ทุกคนเข้าใจทันทีว่า หากปล่อยให้ศัตรูเดินตามแผนนี้...

    เมื่อกองทัพสองสายมาถึงอโยธยา

    พวกมันจะมีกำลังพลมหาศาล พร้อมเสบียงและกำลังสนับสนุนจากเมืองต่าง ๆ ที่ยึดได้

    ภูผามองแผนที่อยู่ครู่หนึ่ง

    ก่อนจะกล่าวช้า ๆ

    "ถึงเวลาแล้ว"

    พันหันมองเขา

    "ถึงเวลาอะไรหรือขอรับ?"

    ภูผาเงยหน้าขึ้น

    แววตาของเขาเปลี่ยนไป

    "ถึงเวลาที่ทุกอย่างจะต้องเปลี่ยน"

    เขาไม่ได้หมายถึงเพียงการเปลี่ยนแผนการรบ

    แต่หมายถึง...

    การเปลี่ยนรูปแบบของสงคราม

    ภูผาไม่คิดจะส่งทหารจำนวนมากเข้าสู้กับศัตรูแบบเดิม

    เขาต้องการสร้างกองกำลังที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

    กองกำลังจำนวนเพียง ห้าร้อยนาย

    แต่ทุกคนต้องผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวด

    ต้องเป็นทหารที่มีฝีมือสูงที่สุด

    ร่างกายแข็งแรง

    ว่องไว

    มีวินัย

    และสามารถทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว

    ที่สำคัญ...

    อาวุธของพวกเขาจะต้องเหนือกว่าศัตรู

    ชุดเกราะต้องแข็งแกร่ง แต่ไม่หนักจนทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง

    ปืนไฟต้องได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูง

    ธนูต้องยิงได้ไกลและแม่นยำ

    อาวุธระยะประชิดต้องเหมาะกับการรบจริง

    ภูผาวางมือบนแผนที่

    "ทหารหนึ่งร้อยนายของเรา..."

    เขาหยุดเล็กน้อย

    "ต้องสามารถรับมือกับข้าศึกที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่าได้"

    พันมองเขาด้วยสีหน้าตกตะลึง

    "ห้าร้อยนายจะสู้กับกองทัพเป็นหมื่นได้หรือขอรับ?"

    ภูผายิ้มบาง ๆ

    "หากเรายังรบแบบคนในยุคนี้ ก็คงไม่ได้"

    เขาหันกลับมามองพัน

    "แต่ถ้าเราเปลี่ยนวิธีรบ..."

    ดวงตาของเขาเปล่งประกาย

    "จำนวนก็ไม่ใช่ทุกสิ่ง"

    คำพูดนั้นทำให้พันเงียบไป

    เขารู้จักภูผามานานพอที่จะรู้ว่า...

    เมื่ออีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้

    แสดงว่าในหัวกำลังมีบางสิ่งที่น่ากลัวกว่าที่พวกเขาคิดเอาไว้แล้ว

    หลังจากจัดการเรื่องซื้อสิ่งของต่าง ๆ และรวบรวมเสบียงจนเรียบร้อย

    ภูผาก็ส่งคำสั่งออกไปทันที

    กองกำลังที่กระจายตัวอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ให้ถอนกำลัง

    ทุกหน่วยต้องเดินทางไปยังจุดนัดหมายเดียวกัน

    เมืองศรีเทพ

    คำสั่งถูกส่งออกไปทีละฉบับ

    ม้าเร็วถูกใช้เป็นพาหนะส่งข่าว

    เหล่าทหารที่ได้รับคำสั่งต่างเริ่มเคลื่อนพล

    ไม่มีใครรู้ว่าเหตุใดภูผาจึงเลือกเมืองศรีเทพเป็นสถานที่รวมกำลัง

    แต่ทุกคนรู้เพียงอย่างเดียว...

    สงครามครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

    และครั้งนี้...

    ภูผาจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์เดินไปตามเส้นทางเดิมอีกต่อไป

    เขาจะเป็นผู้เปลี่ยนมันด้วยมือของตนเอง

    พร้อมกับชายคนหนึ่งที่ไม่เคยทอดทิ้งเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว...

    ...พัน...


    คล้ายกับเรื่องกำปั้นผ่ามิติ ที่คุณอ่าน

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เทพมารลิขิตฟ้า

    เทพมารลิขิตฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    72K 42
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    คุณพ่อยอดพระกาฬ

    คุณพ่อยอดพระกาฬ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    848K 1761
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    699K 1189
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592