เหยียนชิงกำลังเดินอยู่บนถนนสายเล็กๆที่ทอดยาวไปยังหมู่บ้านทะเลไผ่ สองข้างทางของถนนเต็มไปด้วยป่ารกชัฏ ชายหนุ่มสะพายย่ามที่เถ้าแก่เนี้ยมอบให้ก่อนหน้าเอาไว้บนบ่าตนเอง สายตาของเขากำลังมองตรงไปข้างหน้าแต่กลับดูว้าวุ่นใจ คล้ายกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่งบางอย่างอยู่ สุดท้ายชายหนุ่มก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ ก้มหน้าลงไม่พูดอะไรออกมาแม้เพียงนิด
เหยียนชิงยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง รอบกายของเขามีสายลมกำลังพัดผ่านไปทั่วบริเวณ ใบไม้ใบหญ้าพลิ้วไปมารับเข้ากับแรงลม ชุดคลุมสีขาวที่เพิ่งเปลี่ยนปลิวสะบัดไปตามทางลม เส้นผมที่บดบังใบหน้าค่อยๆไหวไปมา ขับบรรยากาศที่ดูงดงามออกมาจากตัวของชายหนุ่ม จนในที่สุดเขาก็นึกขึ้นได้ถึงเื่สำคัญขึ้นได้ ทันใดนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า
“ผู้าุโกล่าวว่าความรู้จะตกทอดเมื่อทะลวงผ่านทุกๆสามขั้นของปราณเก้าสังขาร ยามนี้ข้าอยู่ในขั้นสามของปราณ ย่อมจะต้องพอมีวิชาที่ข้าเรียนรู้ได้บ้างอยู่เป็แน่!” ชายหนุ่มเหลียวมองซ้ายทีขวาที เมื่อแน่ใจว่าไม่มีคน เขาจึงวิ่งหายเข้าไปในป่าข้างทางจนในที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่ใจกลางป่าลึก
“ตรงนี้ก็น่าจะลึกพอแล้ว ยามนี้ข้าอยู่ห่างจากเมืองหยาดตะวันมากนัก พวกมันไม่มีทางตามตัวข้าเจอได้เร็วๆนี้แน่” เหยียนชิงพูดขึ้นก่อนจะสาวเท้าสาวเท้าเดินต่อเรื่อยๆจนกระทั่งไม่สามารถเห็นทางออกสู่ถนนอีกต่อไป ชายหนุ่มเดินมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งก่อนค่อยๆนั่งลงใต้ต้นไม้พลางขัดสมาธิเข้าฌานทันที
ในยามนี้เหยียนชิงกำลังเข้าไปอยู่ในห้วงภวังค์ของจิตตนเอง แต่ที่น่าแปลกใจคือภายในจิตของเขานั้นแทนที่จะมืดสนิทกลับมีแสงสว่างดวงเล็กๆหลายร้อยดวงกำลังล้อมรอบตัวเขาอยู่ บ้างก็เป็สีขาว บ้างก็เป็สีฟ้า ยังมีอีกนับหลายสิบสีที่เปล่งแสงออกมา มีเสียงแปลกๆดังก้องออกมาจากแสงเ่าั้ คล้ายกับว่ามันเป็เสียงเชิญชวนให้เขาได้ััมัน ในตอนนั้นเหยียนชิงก็เข้าใจทันทีว่าดวงไฟเหล่านี้คือเคล็ดวิชาของผู้ฝึกตนที่เขาสามารถเรียนรู้ได้
ไหนดูซิว่ามีวิชาอะไรน่าเรียนบ้าง!
“อืมม...ห้าดัชนีสยบฟ้า โอ้ น่าสนใจ แต่ข้าไม่ใคร่จะเอานิ้วตัวเองไปจิ้มใส่ใครมั่วซั่ว”
“เพลงทวนจักรพรรดิถัง อา.... ข้าไม่ถนัดใช้ทวนซักเท่าไรแฮะ”
เหยียนชิงไล่อ่านข้อมูลภายในดวงไฟนั้นทีละดวง ดวงแล้วดวงเล่าเขาก็ยังไม่เจอกับวิชาที่ถูกใจซักที จนกระทั่งเขาแทบจะถอดใจ จนกระทั่งพบกับดวงไฟสีแดงดวงหนึ่ง
“หือ? อาภรณ์.....โอ้ อาภรณ์สุริยัน? ชื่อช่างฟังดูดียิ่งนัก ไหนดูซิว่าเป็วิชาเช่นไร” เหยียนชิงคว้าจับดวงไฟสีแดงเข้มตรงหน้าเขา มันดูเปล่งประกายสุกสว่างแตกต่างจากดวงอื่นๆ บางครั้งก็เป็สีแดงเพลิง บางครั้งก็มีสะเก็ดไฟสีเงินเล็กๆพุ่งออกมาในบางครา
ทันทีที่มือของชายหนุ่มัักับดวงไฟสีแดงนั้นมันก็พุ่งเข้ามาหาเขาด้วยความเร็วสูง เหยียนชิงที่กำลังใจนไม่ทันตั้งตัวก็ถูกชนเข้าที่หน้าอกอย่างจัง ดวงไฟสีแดงเพลิงค่อยๆมุดเข้าไปในหน้าอกของเขา คล้ายกับว่ามันจะไม่ให้โอกาสชายหนุ่มได้ปฏิเสธตัวมันแม้พียงน้อย จนในที่สุดมันก็เริ่มที่จะหลอมรวมเข้ากับจุดตันเถียนของชายหนุ่ม เหยียนชิงรู้สึกถึงความร้อนรุนแรงกำลังแผ่ขยายไปทั่วชุดชีพจรในร่างกายทั้งหมด ร่างกายร้อนดังอยู่แกนกลางของดวงอาทิตย์ ชายหนุ่มทำได้แต่เพียงกัดฟันแน่นปล่อยให้มันผ่านเลยไปเท่านั้น
เวลาล่วงเลยไปครึ่งชั่วยาม ในที่สุดความร้อนที่เกิดขึ้นก็ค่อยๆจางลง อาจเป็เพราะว่าชายหนุ่มเริ่มคุ้นชินกับพลังไฟนี้ จึงทำให้เขาไม่รู้สึกร้อนอีกต่อไป เหยียนชิงค่อยๆทำความเข้าใจเกี่ยวกับเคล็ดวิชาทีละน้อย จนกระทั่งเขาพบว่าวิชานี้เป็เคล็ดวิชาด้านการป้องกันที่แข็งแกร่งเป็อย่างยิ่ง ด้วยความร้อนจะถูกขับออกมาจากจุดตันเถียนจนกระทั่งกลายเป็อาภรณ์ให้เขาห่มคลุมป้องกันภัยจากภายนอก ยิ่งสีของอาภรณ์แปรเปลี่ยนไปนั่นยิ่งแสดงว่ามันมีความร้อนมากขึ้นเท่านั้น ทันใดนั้นชายหนุ่มได้ถ่ายพลังความร้อนทั้งหมดไปรวมกันที่จุดตันเถียนก่อนจะบังคับให้มันะเิออกมาจากภายนอกทันที!
บึ้มมมม!!
เสียงะเิดังกึงก้องไปทั่วทั้งป่า
เหยียนชิงลืมตาขึ้นมามองไปยังรอบตัว รัศมีรอบข้างของเขานับสิบจั้งที่เคยเขียวขจีบัดนี้กลายเป็ผืนดินสีดำมืด โคลนดินทั้งหลายร่วนซุยดุจดังเถ้าถ่าน เมื่อแหงนหน้ามองไปยังข้างบนก็พบเพียงแค่ต้นไม้ที่เหลือเพียงตอตะโกเท่านั้น
“ช่างเป็วิชาป้องกันที่แข็งแกร่งยิ่งนัก! มิหนำซ้ำยังสามารถประยุกต์ใช้เป็วิชาโจมตีระยะประชิดได้อีกด้วย”
ชายหนุ่มยกยิ้ม ถึงแม้ว่าจะต้องแลกมากับพลังปราณจำนวนมากในการปลดปล่อยพลังะเิออกมา แต่นั่นก็น่าจะคุ้มค่าหากเขาจวนตัวจริงๆ
“เมื่อข้าทะลวงผ่านได้สามขั้นก็จะสามารถกลับเข้าไปในห้วงจิตที่บรรจุวิชาของผู้ฝึกตนได้ หากเก้าสังขารมีเก้าขั้นเท่ากับว่าข้าสามารถเรียนรู้ได้อีกสองวิชาในระดับนี้สินะ ถ้าเช่นนั้นเป็ไปได้หรือไม่ที่ข้าจะแอบเรียนรู้เพิ่มอีกสักสองสามวิชา?”
ชายหนุ่มเผยยิ้มเ้าเล่ห์ออกมาด้วยความชั่วร้าย ้าจะหยุดข้าไว้ที่สามวิชา? มาดูกันระหว่างข้ากับเ้าใครจะแน่กว่ากัน หึหึหึ....
ยามเมื่อเขาสำเร็จเคล็ดวิชา เวลาก็ผ่านล่วงเลยไปถึงยามเย็นตอนนี้พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าอยู่รอมร่อ เหยียนชิงเบิกตากว้างก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ตนต้องรีบกลับหมู่บ้านทะเลไผ่เพื่อไปพูดคุยเื่ในอดีตกับลุงและป้าของเขา
“ใช่แล้ว ข้าต้องรีบกลับไป ถ้าขืนชักช้าท่านลุงกับท่านป้าต้องบ่นข้ายับแน่!” เมื่อพูดจบเหยียนชิงก็รีบวิ่งออกมาจากป่า จากนั้นจึงวิ่งไปตามทางของท้องถนนมุ่งหน้ากลับหมู่บ้านทะเลไผ่อย่างรวดเร็ว
พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า จันทราเข้ามาสาดแสงขึ้นแทนเป็ที่เรียบร้อย รอบๆป่านอกหมู่บ้านปกคลุมไปด้วยความหนาวเย็น หมอกหนาค่อยๆลงตามหุบเขาที่ถึงแม้จะเป็ฤดูร้อนก็ตามที ในตัวหมู่บ้านทะเลไผ่ที่มีบ้านไม้อยู่เพียงไม่กี่สิบหลัง ยามนี้กลับสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากตะเกียงทั้งภายในและภายนอกตัวบ้าน
เหยียนชิงวิ่งมาจนกระทั่งถึงหน้าบ้านของตน ก่อนจะรีบเคาะประตูเรียกคนในบ้านให้มารับเขาเข้าไป
ก๊อก ก๊อก ก๊อก! “ท่านป้า ท่านลุง ข้ากลับมาแล้ว” เหยียนชิงะโเรียกป้ากับลุงของเขาจนกระทั่งได้ยินเสียงเดินลงบันไดจากชั้นสองมาเปิดประตูให้เขา
“ชิงเอ๋อร์ เ้ากลับมาเเล้ว เ้าอยู่ที่นั่นสบายดีหรือไม่ ไม่ได้ถูกใครรังแกใช่ไหม? คงไม่มีสตรีใดมาเกาะแกะเ้าหรอกนะ? มาเถิด ป้าทำกับข้าวเสร็จแล้ว ลุงของเ้ากำลังรออยู่ที่โต๊ะกินข้าว รีบอาบน้ำอาบท่าแล้วมากินข้าวเย็นกันเสีย” หลี่ฟางกล่าวอย่างอารมณ์ดี หลานชายสุดที่รักของนางกลับมาแล้ว อีกทั้งยังคงอยู่รอดปลอดภัยไม่ถูกรังแกในเมืองใหญ่ เพียงเท่านี้นางก็โล่งใจเป็อย่างยิ่ง หลี่เคอที่นั่งอยู่ในครัวลอบมองเหยียนชิงเป็บางครั้ง ั์ตาสาดประกายประหลาดใจขึ้น
เหยียนชิงเห็นป้าของเขารัวคำถามด้วยความเป็ห่วงก็อดที่จะยิ้มขึ้นมาอย่างสุขใจไม่ได้ สำหรับตัวเขาแล้วก็มีเพียงลุงกับป้าที่เลี้ยงดูชายหนุ่มมาั้แ่เด็ก ทั้งสองท่านต่างเป็คนสำคัญที่ไม่อาจหาผู้ใดมาทดแทนได้อีก
ชายหนุ่มรีบเดินขึ้นไปยังชั้นบน อาบน้ำและใส่ชุดนอนเรียบร้อยก่อนจะเดินลงมายังห้องครัวในบ้าน หลี่ฟางกับหลี่เคอต่างนั่งรอเขาเข้าร่วมวงรับประทานอาหาร
เหยียนชิงยกยิ้มขึ้นที่มุมปากก่อนจะทักทายหลี่เคอพอเป็พิธี ก่อนจะลุกขึ้นตักข้าวให้ลุงกับป้าเขาก่อน หลังจากนั้นจึงตักใส่ชามตัวเองทีหลัง ทั้งสามนั่งสนทนากลางวงข้าวไปเรื่อยๆ หลี่ฟางมักจะถามเขาเกี่ยวกับพวกสตรีที่อยู่ในเมืองว่ามีผู้ใดงดงามบ้างหรือไม่ เหยียนชิงก็ได้แต่เพียงแค่นยิ้มอย่างขมขื่นขึ้นมาเท่านั้น สำหรับเขาแล้วสตรีที่น่าสนใจก็คงจะมีแต่เถ้าแก่เนี้ยที่ดูลึกลับเท่านั้น ส่วนผู้อื่นถึงแม้จะมีเห็นติดตาบ้างแต่ก็ไม่ได้ดูงดงามมากแต่อย่างใด โอ๊ะใช่ เขายังคงจำพี่สาวซูฉีที่ขายซาลาเปาได้อยู่ หวังว่าคงจะได้เจอกันอีกในอนาคตนะ...
“ดูเหมือนเ้าจะไม่ได้ใส่ชุดพรานป่ากลับมานะชิงเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้นกับเ้าหรือเปล่า?” หลี่เคอถามเขาด้วยความสงสัย เพราะก่อนหน้านี้เขาเห็นว่าเหยียนชิงใส่ชุดคลุมสีขาวกลับมาบ้าน ไม่ได้ใส่ชุดพรานป่าที่เคยใช้อยู่ก่อนหน้าแต่อย่างใด
เหยียนชิงนึกถึงเื่ก่อนหน้านี้ขึ้นมา เขาไม่แน่ใจว่าสมควรจะบอกพวกท่านทั้งสองดีหรือไม่
“เป็อะไรไป เ้าไปพบเจออะไรมาหรือไรกัน?” หลี่เคอเอ่ยต่อด้วยความสงสัย หลานของเขาไม่เคยคิดที่จะปิดบังเื่ราวใดๆกับเขาและภรรยามาก่อน หากมีเื่ร้อนใจก็จะรีบมาปรึกษาทันที ในตอนนี้เขาก็คิดถึงความเป็ไปได้เพียงอย่างเดียว.....
“ที่เมือง....เกิดเื่ขึ้นขอรับท่านลุง ข้าเกือบตายอยู่ที่นั่น โชคดีที่มีผู้าุโท่านหนึ่งเข้ามาช่วยข้าไว้ ไม่เช่นนั้นข้าก็คง....”
“อะไรนะ? เกือบตาย ชิงเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้นที่นั่น ใครทำอะไรเ้า บอกป้ามา ข้าจะไปถลกหนังมันเอง!” หลี่ฟางะโด้วยความโกรธเกรี้ยวสุดขีด หลานข้า...หลานข้าเกือบตายในเมือง ใครมันบังอาจมาทำร้ายหลานข้า!
“ข้าไม่ได้ถูกคนในเมืองทำร้ายขอรับ ตรงกันข้ามข้าถูกช่วยเอาไว้ด้วยซ้ำ ท่านป้า ท่านลุง ท่านรู้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้เกิดเหตุการณ์แปลกๆขึ้น?” เหยียนชิงถามป้ากับลุงของเขาเื่เหตุการณ์หมอกประหลาดก่อนหน้า
“เื่แปลกๆ หือ? ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ไม่ถึงวันข้าจำได้ว่าท้องฟ้ามันมืดครึ้มผิดปกติ มันไม่ดูเหมือนเมฆฝนเลยซักนิด มันคล้ายกับว่ามีคนปิดผืนฟ้าเอาไว้ด้วยฝ่ามือข้างหนึ่ง” หลี่เคอเอ่ยขึ้น เขาไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าของหลี่ฟางที่กำลังมืดครึ้มยิ่งกว่าท้องฟ้าของวันนั้น
“ภายในเมืองวันนั้นเกิดหมอกประหลาดขึ้น ข้าเกือบตายอยู่ภายในหมอก คนที่จะฆ่าข้าไม่ใช่คนเป็ แต่เป็...คนตาย” เหยียนชิงเอ่ยขึ้นด้วยความเงียบงัน
บ้านทั้งบ้านตกลงสู่ความเงียบในทันใด หลี่เคอเบิกตากว้างขึ้นเขาตกตะลึงเื่ที่เหยียนชิงเล่าออกมาเมื่อครู่อย่างสุดขีด ส่วนหลี่ฟางยามนี้ก็แข็งเป็หินเป็ที่เรียบร้อย ดูคล้ายว่าทั้งสองตกตะลึงกับเหตุการณ์ประหลาดนี้อีกทั้งยังมีความรู้สึกบางอย่างกำลังแล่นออกมาจากั์ตาของหลี่เคอ ความรู้สึกที่เคยพบเจอเื่นี้
“ท่านลุง? ท่านป้า? เกิดอะไรขึ้น ท่านเคยเห็นเหตุการณ์ประหลาดนี้มาก่อนหรือขอรับ?” เหยียนชิงถามทั้งสองด้วยความสงสัย ดูเหมือนว่าลุงกับป้าของเขารู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเื่นี้
“ไม่....ไม่มีอันใด ข้าก็แค่แปลกใจนิดหน่อยเท่านั้น ฮ่าฮ่า! เ้าถูกคนตายตามล่าเนี่ยนะ? เหลวไหลสิ้นดี ดูท่าเ้าจะเมาแดดมากไปหน่อย ข้า...ข้าขอตัวไปนอนก่อนล่ะ”หลีเคอกระวนกระวายลุกออกจากโต๊ะกินข้าวทันที นอกจากนี้ดูเหมือนว่าเขายังพยายามที่จะเปลี่ยนเื่อีกด้วย
“ใช่แล้วชิงเอ๋อร์..........เ้าน่ะคิดมากเกินไปแล้ว หมอกเ่าั้ก็คงเป็เื่ปรากฏการธรรมชาติธรรมดาๆ ส่วนที่มีคนจะฆ่าเ้าก็คงจะเป็พวกโจรในหมอกนั่น อย่าคิดมากไปเลยหลานป้า” นางเดินเข้ามากอดเขาพลางหอมแก้ม แต่น้ำเสียงก่อนหน้ากลับสั่นเครืออย่างบอกไม่ถูก
“ถ้า..ถ้าเช่นนั้นป้าขอตัวไปนอนก่อนนะ ฝันดีนะชิงเอ๋อร์” หลี่ฟางเดินไปหาหลี่เคอที่รออยู่หน้าห้องนอน ทั้งคู่เตรียมที่จะกลับเข้าไปยังห้องของตน
ในตอนนั้น เสียงของชายหนุ่มก็ดังเข้าไปยังโสตประสาตของทั้งคู่
“ถ้าเช่นนั้น ท่านช่วยบอกข้าทีได้หรือไม่ ว่าตัวข้าเป็คนพิการลมปราณจริงๆ?”