หน่วยทหารกลับออกไปแล้ว พวกผู้หญิงจากบ้านตระกูลหนิงเดินตามหลังออกไป พวกลูกสาว ลูกสะใภ้ที่สอดรู้สอดเห็นก็กลับเข้าบ้านไปแล้ว
อู๋หวยซานยืนประจันหน้ากับอู๋เหมยแล้วถามขึ้นมา
“ทำไมเ้าถึงต้องพูดออกไปแบบนั้น?”
“ท่านพี่ คนพวกนั้นน่ากลัวเหลือเกิน ข้ากลัว...ในหมู่บ้านเราคนที่ล่าสัตว์ก็มีแค่ท่าน คนพวกนั้นมาตามหาคนที่ลงมาจากเขา ถ้าหาก....”
อู๋เหมยพูดอย่างติดขัด น้ำตาบนใบหน้าไหลลงมาไม่หยุด ท่าทางดูตกอกใเหลือเกิน
อู๋หวยซานได้ฟังคำอธิบายของผู้เป็น้องก็ใจอ่อน แล้วหันไปมองหนิงเยี่ยน
“น้องหนิง ครั้งนี้ข้าต้องขอโทษจริง ๆ น้องเหมยนั้นขี้ขลาดพบเจอเื่เช่นนี้ก็ทำอะไรไม่ถูก ข้ากลับไปจะจัดการสั่งสอน อย่าถือโทษโกรธเคืองกันเลย”
“เกิดเื่แล้วทำอะไรไม่ถูก ผู้หญิงก็แบบนี้กันทั้งนั้น”
หนิงเยี่ยนว่าออกไปเหมือนลืมไปว่าตัวเองก็เป็ผู้หญิง จากนั้นจึงพูดต่อ
“เพียงแต่หลังจากนี้ไปเจอเื่อะไรมา อย่ามาพูดจาไร้สาระเช่นนี้อีก ครั้งนี้ยังดีคนที่รับเคราะห์เป็ข้า หากเป็คนอื่น.... คนอื่นในหมู่บ้านแห่งนี้ พี่ใหญ่ตระกูลอู๋ไม่กลัวหรือไง?”
อู๋หวยซานเปลี่ยนสีหน้า ในมุมของเขานั้นขอโทษไปแล้ว หนิงเยี่ยนจะพูดออกมาตรง ๆ ก็ไม่เป็ไร ไม่จำเป็ต้องส่งเสียงจิ๊จ๊ะเช่นนี้ ทัศนคติที่มีต่อหนิงเยี่ยนของเขานั้นเปลี่ยนไปทันที แววตาไม่พอใจ ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“กลับไปแล้ว พี่สะใภ้ของนางจะอบรมสั่งสอนนางอย่างดี จะไม่มาทำให้แม่นางหนิงต้องลำบากหรอก”
ลำบาก? อ๋า! หนิงเยี่ยนยิ้ม ถ้าหากอบรมสั่งสอนได้ดี ก็คงจะทำผิดอีกนั่นแหละ
หนิงเยี่ยนไม่ได้ตาบอด อู๋เหมยมาพร้อมกับคนบ้านตระกูลหนิง ไม่เพียงแต่เพื่อมาชี้ตัวเธอ น่าเสียดายจริง ๆ ที่ถูกหลอกใช้อย่างเสียแรงเปล่า แล้วไม่รู้เลยว่ายายแก่ต้าหลี่ชื่อใช้วิธีไหนไปเอาอู๋เหมยมาเป็พวก เธอมองดูอู๋เหมยอย่างละเอียดถี่ถ้วน
อู๋เหมยขดตัวไปซ่อนอยู่หลังพี่ชาย ลุกลี้ลุกลนไปหมด แล้วผลักพี่สะใภ้ของตนลงไปกองที่พื้น หนิงเยี่ยนมองไปที่ภรรยาของอู๋หวยซาน ผู้หญิงคนนี้สกุลเฉียน เป็ลูกสาวคนโตของตาแก่เฉียนที่อยู่หมู่บ้านข้าง ๆ รูปร่างผอมบางอ่อนแอ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ทำหน้าตาอมทุกข์ เสื้อผ้าที่สวมใส่สะอาดสะอ้านเพียงแต่มีรอยปะไม่น้อย เทียบกับเสื้อผ้าที่อู๋เหมยใส่เปรียบได้กับนรกกับ์
ครอบครัวนี้เองก็เป็ครอบครัวที่ปฏิบัติตามกรอบประเพณี
“ไม่ได้รบกวนข้าหรอก ถึงอย่างไรนางก็ไม่ใช่น้องสาวของข้า เพียงแต่ข้าจำเป็ต้องเตือนลุง ๆ ป้า ๆ ในหมู่บ้านหน่อยว่า อยู่ดี ๆ ในแต่ละวันก็อย่าไปทำอะไรให้น้องเหมยเข้า เผื่อวันไหนเกิดเื่ขึ้นมา น้องเหมยดันขี้ขลาดขึ้นมา......”
คนที่มามุงดูพอคิดตามก็มีปฏิกิริยาตอบรับแบบเดียวกัน แล้วมองไปยังอู๋เหมยที่หลบอยู่หลังพี่ชายด้วยสายตาระแวดระวัง
“แต่ไม่รู้ว่าวันนี้น้องเหมยมากับคนบ้านตระกูลหนิงได้ยังไงกัน พูดถึงเื่นี้ ถ้าคนบ้านตระกูลหนิงมาใส่ร้ายป้ายสีข้าต่อหน้าทหาร ข้ายังพอจะรู้สาเหตุ แต่ข้าไม่เคยไปทำอะไรให้น้องเหมยเจ็บช้ำน้ำใจเสียหน่อย”
อู๋เหมยที่หลบหลังอู๋หวยซานตกอยู่ในความหวาดกลัว เธอส่ายหัวอย่างรุนแรง น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาจนท่วมใบหน้า มือบางของเธอกำข้อมือของอู๋หวยซานไว้ แล้วสะอื้นออกมาเบา ๆ
“ท่านพี่ข้าผิดไปแล้ว ข้ารู้แล้วว่าข้าผิด เรากลับกันเถอะ”
อู๋หวยซานมองน้องสาวยิ่งปวดใจ เขาผลักอู๋เหมยไปหาพี่สะใภ้ แล้วเดินก้าวเข้าไปประจันหน้าหนิงเยี่ยน
“เ้ายัง้าอะไรอีก นางยังเป็แค่เด็กสาวนะ!”
“นางยังเป็แค่เด็กสาว? ตาบอดหรือไง”
หนิงเยี่ยนเอื้อมมือผลักอู๋หวยซานออกไปทางกองหญ้าในลานบ้าน เธอไม่อยากอยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้ ถ้าเกิดว่าอาการไอคิวต่ำมันติดต่อกันได้จะทำยังไง
อู๋หวยซานที่ปลิวจนตัวเอนไปใส่กองหญ้าถึงกับตะลึงงัน เขาเคยผ่านสนามรบมา เคยจัดการชีวิตคนอื่นไปแล้วหลายคน หลังจากปลดจากกองทัพ กลับมาบ้าน ผู้ชายในหมู่บ้านถ้าไม่ใช่พวกทำเกษตรก็เป็พวกไม่ทำงานทำการ ดังนั้นเขาจึงถือว่าตัวเองนั้นเหนือกว่าใคร แต่ตอนนี้ แม้แต่ผู้หญิงคนเดียว... ผู้หญิงคนเดียวก็ผลักเขาปลิวออกมาได้อย่างง่ายดาย
ชาวมุงขาประจำอย่างป้าเฉินเดินแหวกฝูงชนออกมา พร้อมสะบัดผ้าเช็ดหน้าในมือ
“ไม่ได้ตาบอดหรอก ถ้าหากแม่หนูหนิงอยากรู้ว่าทำไมอู๋เหมยถึงมากับยายแก่บ้านตระกูลหนิง ข้าเนี่ยรู้ ข้ารู้.......”
อู๋เหมยได้ยินที่ป้าเฉินพูดขึ้น จึงรีบลุกออกมาจากหลังพี่สะใภ้
“อย่าพูดไร้สาระ”
“ข้ายังไม่พูดอะไรเลย เ้าก็รู้แล้วเหรอว่าข้าพูดไร้สาระ?”
แม่ม่ายตระกูลเฉินปิดปากพลางแอบขำออกมา แล้วเดินไปที่หน้าหนิงเยี่ยน
“ข้าจะบอกให้ ทุกครั้งที่น้องชายเ้าไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดน่ะนะ แม่หญิงตระกูลอู๋ก็แอบตามไปดู ถ้าข้าไม่รู้ว่าฝ่ายชายก็ยังโสดฝ่ายหญิงก็ยังโสด ข้าคงคิดว่าแม่หญิงตระกูลอู๋นี่กลายเป็*หินรอผัวไปแล้วล่ะ”
*ตำนานหิน Amah rock ที่ฮ่องกง เฝ้ารอสามีจนกลายเป็หิน
“ท่านพูดไม่จริง ไม่จริง มันไม่ใช่แบบนั้น!”
อู๋เหมยส่ายหัวอย่างแรง
แม้ว่าเธอจะชอบหนิงเชียนฉือ แต่เธอจะไม่มายอมรับที่นี่หรอกนะ เสียชื่อพอดี ถ้าเธอเสียชื่อเธอคงไม่มีทางได้แต่งงานกับหนิงเชียนฉือ แต่ไม่มีหนิงเชียนฉือก็ยังมีทางเลือกอื่น เพราะอย่างไรก็ตามอายุของอู๋เหมยยังไม่มากเท่าไหร่
ถึงแม้ว่าจะระมัดระวังแค่ไหนก็คงสู้พวกผู้หญิงปากร้ายในหมู่บ้านนี้ไม่ได้ อาการสารภาพออกมาโดยไม่ต้องบังคับเป็แบบไหน พฤติกรรมของอู๋เหมยตอนนี้ก็อธิบายมันได้ชัดเจนแล้ว
ที่แท้ก็แบบนี้เองเหรอ? หนิงเยี่ยนมองไปยังอู๋เหมยอีกครั้ง ถึงแม้ว่าอู๋เหมยจะชอบหนิงเชียนฉือก็คงไม่มีผลหรอก ผู้หญิงที่ทำตัววุ่นวายก่อความไม่สงบแบบนี้นี่นะ
“สายแล้วล่ะ ข้าต้องไปทำอาหารให้ลูกชาย พวกท่านตามสบายแล้วกัน”
หนิงเยี่ยนว่าแล้วก็เดินกลับเข้าบ้านไป แล้วปิดประตู
ชาวบ้านที่มารอดูเหตุการณ์ พอไม่มีอะไรให้ดูแล้วจึงแยกย้ายกันกลับ ท้ายที่สุดแล้วลานบ้านจึงเหลือเพียงแค่ 3 คน อู๋เหมย พี่สะใภ้ และ อู๋หวยซาน
อู๋หวยซานยังคงงุนงงติดอยู่ในห้วงความคิดที่ว่า ข้าเป็ใคร ข้าอยู่ที่ไหน ข้ามาทำอะไร แต่ในทางกลับกันอู๋เหมยนั้นรู้ตัวแล้วว่าพฤติกรรมของตัวเองเมื่อกี้ได้เผยความในใจออกไปหมดแล้ว
เธอส่งสายตาไม่พอใจให้พี่สะใภ้
“พี่สะใภ้ ทำไมท่านไม่หยุดข้า”
อู๋เหมยถามออกมาภายใต้เสียงเรียบ ๆ แต่แฝงอารมณ์ไว้มากมาย
เฉียนชื่อส่ายหัว เดินไปด้านหลังของอู๋หวยซาน
หนิงเยี่ยนไล่คนออกไปแล้วจึงออกแรงปิดประตู กลับเข้าไปในห้อง เห็นลู่หานจางนั่งอยู่บนเตียง ในมือถือแป้งทอดอยู่ แล้วกัดมันกินคำแล้วคำเล่า
“ท่านออกมาตอนไหนกัน?”
หนิงเยี่ยนถาม
“พวกนั้นไปแล้วข้าก็ออกมาเลย เ้านี่ฉลาดจริง ๆ มองออกด้วยว่าเ้าทหารพวกนั้นมันผิดปกติ”
“ท่านพูดอะไร ข้าไม่เข้าใจ”
หนิงเยี่ยนรีบส่ายหัว ชีวิตนี้ของเธอไม่มีอนาคตอะไรเลย ทำไร่หาเงินเลี้ยงลูก ถ้าหากยังมีคำขออะไรอีกที่เธออยากได้ก็คงจะเป็ได้ร่างกายที่แข็งแรงเหมือนตอนอยู่ภพก่อนคืนมา ส่วนเื่รุงรังพวกนี้มีแต่จะทำให้ชีวิตเธอยุ่งยากไปอีก เพราะงั้นเธอจะไม่สนใจมันเลยแม้แต่น้อย
ลู่หานจางส่ายหัว ในเมื่อฝ่ายหญิงทำเป็ไม่รู้เื่ เขาจะทำไงได้? เลยตามเลยก็แล้วกัน
แต่ในใจเองก็ยังนึกสงสัย ผู้หญิงที่ฉลาดขนาดนี้ ทำไม 5 ปีที่แล้วถึงถูกโจรูเาฉุดเอาได้? หนีจากโจรูเาไปได้แล้วทำไมไม่ไปอาบน้ำเย็นให้ฤทธิ์ยาหมดไปล่ะ แล้วยังโดนฤทธิ์ยานั้นเล่นงานจนมาจับเขาที่กำลังได้รับาเ็หนักข่มขืนอีก คิดยังไงก็ทะแม่ง ๆ ไปหมด
“เ้าไม่รู้ข้าเองก็จะไม่พูด แต่คนพวกนี้หลังจากนี้จะไม่ได้มาทำอำนาจบาตรใหญ่ก่อกวนผู้คนได้แล้วล่ะ แล้วข้าออกไปเจอผู้คนได้หรือยัง?”
่เวลาที่รักษาาแ นอกจากติดต่อกับลูกน้องในเวลากลางคืนแล้ว เขาไม่เคยออกจากบ้านเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาทำตามคำพูดของหนิงเยี่ยนที่ว่าถ้าเขาออกไปก็จะเอาอันตรายเข้าบ้าน
พื้นที่ที่เขาทำกิจกรรมก็มีแค่ลานบ้านเล็ก ๆ จะไม่ให้เบื่อยังไงไหว
“ใครจะสนท่านกันล่ะ?”
หนิงเยี่ยนทิ้งประโยคนี้ไว้ แล้วจึงเดินไปที่ลานบ้าน เธอยังจัดการแต่งกิ่งต้นฝ้ายไม่เสร็จ วันนี้มีเื่ยุ่งเหยิงวุ่นวายเต็มไปหมด จนเธอเองก็ลืมเื่ที่จะทำ
.................