บทที่ สิบเจ็ด
“ข้าจะช่วยปราบปีศาจพรายน้ำให้” ลู่อิงิเสนอตัวเองเป็คนช่วยเื่นี้
“ถ้าท่านทำได้จริงปราบปีศาจพรายน้ำได้โดยไม่ทำให้เมืองของข้าจมน้ำท่านอยากได้อะไรก็ว่ามาได้เลย”สำหรับคนที่เป็เ้าเมืองผิงต๋าแล้วทุกอย่างล้วนมีผลประโยชน์เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะมีใครยอมมาช่วยไม่้าสิ่งตอบแทน
ฝั่งเซียนสาวที่ได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกง่ายดีในเมื่ออีกฝ่ายเริ่มก่อนถือว่าทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนไปเลยแล้วกันคนอย่างมู่จงซินถ้ามีประโยชน์ถึงยอมคุยด้วย
“ถ้าข้าทำสำเร็จ ข้าขอเศษดาวที่ตกลงมาเมื่อสองเดือนก่อน”ลู่อิงิเอ่ยตรงๆ
“เศษอะไรไม่รู้เล็กๆ นั้นนะหรือ” มู่จงซินนึกไปถึงตอนที่ส่งคนไปเก็บกลับมาที่จวนทันทีที่รู้ว่ามีดาวตกลงในเมืองเศษอะไรสีแปลกๆ ถ้าไม่รู้ว่าเป็เศษดาวคงไม่มีใครใส่ใจ
“ใช่”
“ได้ เช่นนั้นเป็อันตกลง”
หลังเอ่ยถึงข้อแลกเปลี่ยนแล้วลู่อิงิก็กลับโรงเตี๊ยมมาเพื่อคิดแผนต่อแผนที่จะเอาไว้สู้กับปีศาจพรายน้ำครั้งนั้นที่จำได้ในนิยายพระเอกพยายามค้นหาที่หลบซ่อนของมันอยู่นานก็หาไม่เจอสุดท้ายต้องรอดักจับวันแรมหนึ่งค่ำที่มันจะมาลักพาตัวหญิงสาวในเมืองไป ระดับจอมมารจะค้นหาปีศาจซากเน่าๆสักตัวไม่ใช่เื่ยาก แต่สำหรับเซียนกากๆ น่ะยากแต่ถึงยากก็ไม่สามารถอยู่รอนานขนาดนั้นได้ อีกเกือบเดือนเลยกว่าจะถึงวันแรมหนึ่งคำ
นางพลันถอนใจรังที่ซ่อนตัวอยู่ไหนก็ไม่รู้จะไปปราบยังไง ลู่อิงิกุมขมับขณะขบคิดเช่นนั้นต้องหาวิธีให้มันออกมาจากที่ซ่อนแม้ไม่ใช่วันแรมหนึ่งค่ำร่างคุณชายลู่ที่นั่งสลับยืนกลั่นกรองอยู่นานว่าควรทำอย่างไรในที่สุดก็คิดวิธีออกมาได้หนึ่งทาง
เย็นวันนั้นลู่อิงิจึงกลับไปที่จวนเ้าเมืองอีกครั้งเพื่อบอกแผนการและขอความช่วยเหลือจากบุตรสาวเ้าเมืองให้ร่วมมือกัน
“เมื่อกี้ท่านว่าอะไรนะคุณชาย?” มู่จงซินถามกลับอีกครั้งเพราะไม่แน่ใจว่าได้ยินมาถูกจริงหรือเปล่าทั้งที่ลู่อิงิก็พูดชัดทุกคำไปแล้ว
“ข้าอยากให้ท่านช่วยส่งตัวมู่ซิ่วฟางไปให้ปีศาจพรายน้ำ”
“ไม่ได้ ตามที่ตกลงกันคุณชายจะปราบมันโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับบุตรสาวข้า”
บุตรสาวคนงามที่นั่งอยู่ข้างกายก็พยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่บิดาพูดก่อนจะสำทับให้อีกครั้ง“ข้าไม่ยอมไปเป็เ้าสาวให้มันเด็ดขาดได้ยินมาว่าปีศาจพรายน้ำนั้นอัปลักษณ์เหลือทน เนื้อหนังก็เน่าเละแค่คิดข้าก็จะอาเจียน”
มู่ซิ่วฟางทำสีหน้าดูแคลนขมวดคิ้วปากคว่ำจนใบหน้าสวยงามไม่น่ามองจากอากัปกิริยาเช่นนั้นลู่อิงิเลยหันหน้าออกก่อนจะอธิบายเหตุผลจริงๆ “ใจเย็นก่อนพวกท่านข้าไม่ได้ให้ส่งไปจริงๆ เสียหน่อย เพียงแสร้งทำเท่านั้นเพราะกว่าปีศาจพรายน้ำจะออกมาอีกทีก็นับเดือนแต่เรา้าให้มันออกมาจากที่ซ่อนเพื่อข้าจะไปกำราบมันได้”
“แล้วทำไมไม่รอแรมหนึ่งค่ำครั้งต่อไป รอให้มันเข้าเมืองมาเวลานั้นสิ”สมเป็เ้าเมืองผู้ละโมบไม่สนความเป็อยู่ของประชาชนในเมืองสักนิดว่าจะเจออันตรายอย่างไรบ้างคิดแล้วขยาดที่ต้องช่วยเหลือตระกูลมู่นี้จริงๆ หรือ
“ข้าไม่สามารถอยู่รอได้ มีธุระอื่นต้องทำอีก ข้าต้องรบกวนคุณหนูแต่งกายและขึ้นเกี้ยวส่งตัวเท่านั้นไม่มีอันตรายแน่นอน”
“อย่างไรก็ไม่ได้ ข้าไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงเด็ดขาดเกิดสู้กันแล้วข้าโดนลูกหลงเสียโฉมล่ะ หรือว่าแย่ที่สุดข้าตกเป็เมียพวกปีศาจ!”ลู่อิงิยิ้มเยาะ แน่นอนว่าเ้าจะเป็ทั้งสองอย่างเลยมู่ซิ่วฟางเ้าจะทั้งหน้าบากเสียโฉมทั้งเป็เมียพวกมารปีศาจ
ลู่อิงิจึงต้องเอ่ยรับรองความปลอดภัยให้หญิงสาวอีกครั้ง“คุณหนูวางใจเหตุการณ์นั้นจะไม่เกิดขึ้นข้ารับรอง”ก็เพราะปีศาจพรายน้ำจะไม่ค่อยมีฤทธิ์เดชเท่าไรถ้าอยู่บนบกและยิ่งมีแค่ตัวเดียวด้วยนางยิ่งมั่นใจว่าพลังเซียนเอาอยู่
“ไม่ ยังไงก็ไม่ ถ้าจะแต่งก็ให้คนอื่นแต่งสิใส่ชุดคลุมหน้าไปปีศาจพรายน้ำก็แยกไม่ออกแล้ว”ไม่รู้ว่าสิ่งที่นางพูดเพื่อปัดเื่ออกจากตัวหรือว่าตั้งใจช่วยหาทางออกจริงๆแต่พอคิดดูแล้วน่าจะปัดปัญหามากกว่า สุดท้ายไม่ว่ายังไงมู่ซิ่วฟางคงไม่ยอมช่วยแน่ๆคงต้องหาคนอื่นแต่งแทน
“งั้นรบกวนท่านเ้าเมืองก็จัดหาชุดและเกี้ยวให้ข้าด้วยและช่วยเก็บเป็ความลับที”
“ได้เื่หาของข้าจัดให้ได้อยู่แล้วแต่ถ้าจะให้บุตรสาวข้าต้องแสร้งไปแต่งกับมันคงไม่อนุญาตไว้ข้าจะหาหญิงสาวมาสวมชุดแทนให้แล้วกัน”
“ไม่ต้องๆ เดี๋ยวข้าแต่งชุดเองจะได้ใช้โอกาสเข้าใกล้มันไม่ให้ทันระวังตัว”ตัวจริงไม่ยอมแต่งเช่นนั้นก็ต้องแต่งเองยิ่งให้คนรู้เยอะเดี๋ยวจะไปถึงหูปีศาจพรายน้ำเอาแล้วมันจะไหวตัวทัน
ลู่อิงิเดินออกมาจากจวนตระกูลมู่มุ่งหน้ากลับโรงเตี๊ยมเสียแต่ว่าหนทางมีนางโลมรอดักเต็มไปหมด นางอยากจะเหาะกลับไปให้รู้แล้วรู้รอดแต่แสงสว่างไสวเช่นนี้ชาวบ้านได้เห็นหมดว่ามีคนลอยอยู่บนฟ้าข่าวไปถึงหูพรายน้ำพอดีว่ามีคนเตรียมจะมาปราบมัน
“นั่นคุณชายลู่หรือ ท่านก็มาท่องราตรีด้วยหรือเนี่ย?” ระหว่างที่นางหลบซ้ายหลบขวาพยายามไม่เข้าใกล้หอเริงรมย์ก็มีคนจับสังเกตได้แต่ไม่ใช่ใครอื่นที่ปรึกษาโจว
“ท่านโจว มาทำอะไรแถวนี้” ลู่อิงิเอ่ยตอบแบบไม่ฉลาดสุดๆอยู่หน้าหอเริงรมย์จะทำอะไรได้
“มาสังสรรค์นิดหน่อยเท่านั้น คุณชายลู่มาดื่มด้วยกันก่อนไหมข้าเลี้ยงเองถือเป็การต้อนรับเข้าเมืองผิงต๋า” ความจริงมีมิตรเพิ่มไว้ก็ดี ทั้งยังได้สืบข่าวของเมืองนี้เพิ่มด้วยลู่อิงิจึงยอมตกลง
“แต่ข้าขอดื่มเท่านั้นนะท่านโจวเื่หญิงงามข้าขอปฏิเสธ” ต้องเตือนไว้ก่อนไม่งั้นเดี๋ยวได้มีล้อมหน้าล้อมหลังความจริงจะเปิดเผยว่าเป็หญิงปลอมตัวมาแล้วยิ่งแดน์จับได้จะโดนเพิ่มอีกหนึ่งข้อหาว่ามั่วโลกีย์นางถูกขับไล่ออกจากความเป็เซียนพอดี
“ไม่มีปัญหามีพวกนางไว้แค่รินสุราเท่านั้น”โจวเจิ้งฉีผายมือเดินนำเข้าไปในหอเริงรมย์แห่งหนึ่งหญิงสาวที่ถูกเรียกมาก็ทำตามหน้าที่ ไม่มีรุ่มร่ามกับลู่อิงิสักคนรินสุราก็คือรินสุราเท่านั้น
ทั้งสองพูดคุยสอบถามความเป็มากันหลายข้อทั้งเื่เมือง ทั้งส่วนตัวจนที่ปรึกษาโจวเริ่มแเล่าเื่ตนเอง“ว่าไปข้าก็มิใช่คนผิงต๋าหรอกคุณชาย ข้าก็อาจจะคล้ายท่านที่เดินทางไปหลายที่แต่เวลานี้แค่เป็ที่ปรึกษาให้ท่านเ้าเมืองเท่านั้น”ที่ปรึกษาหนุ่มเล่าถึงชีวิตตนเองให้ฟัง เขาก็เดินทางมาหลายเมืองแล้วอยู่ตัวคนเดียวยังไม่แต่งงาน
“แล้วมาเป็ที่ปรึกษาให้เ้าเมืองได้อย่างไร ว่าตามตรงแรกเจอข้าไม่คิดเลยว่าอายุเช่นท่านจะเป็ที่ปรึกษาได้แล้ว”
“พอดีตอนนั้นที่ปรึกษาคนเก่าท่านเ้าเมืองเสียชีวิต ทางเมืองประกาศหาคนใหม่ข้าก็ไปสมัครแต่แรกๆ ก็เป็คนช่วยงานของที่ปรึกษาอีกทีแต่ไม่รู้ข้าไปทำอะไรถูกใจท่านเ้าเมืองเขาถึงเลื่อนตำแหน่งให้ข้าเช่นนี้”น่าสนใจ..ถูกใจเ้าเมืองจอมละโมบได้คงไม่ใช่ธรรมดาเสียแล้วโจวเจิ้งฉีอาจจะมีมากกว่าที่เห็น “แล้วคุณชายลู่ล่ะ เป็คนที่ใดกำลังจะไปที่ใดหรือ”
“อืม..ข้าควรตอบอย่างไรดี ให้เรียกว่ามาในที่มา ไปในที่ไปได้หรือไม่เพราะบ้านเกิดข้าไม่มีที่ใดให้เจาะจงได้”
“ฮ่าๆ กล่าวดี ทุกที่ล้วนเป็ที่จากมาและที่กำลังไป” ขอโทษที่ตอบคลุมเครือลู่อิงิไม่ได้ตั้งใจจะพูดเป็สำนวนใดๆ แต่จะให้บอกว่ามาจากโลกอื่นหรือมาจาก์ก็ไม่ได้แต่โจวเจิ้งฉีกลับดูท่าจะถูกใจไม่น้อยเขายกจอกเหล้าขึ้นสูงดื่มให้คุณชายลู่ไปถึงสองจอก
“ถึงท่านที่ปรึกษาโจวจะอยู่ที่นี่ได้ไม่นานแต่คงจะรู้มากกว่าข้าที่พึ่งมาอย่างไรเล่าให้ข้าฟังบ้างได้หรือไม่?”
“เมืองผิงต๋าหรือ?” ที่ปรึกษาโจววางจอกเหล้าในมือลงแล้วลูบคางเล่นก่อนจะเอ่ยต่อ“นอกจากเป็เมืองท่าเทียบเรือที่สำคัญ ปกครองโดยเ้าเมืองจากตระกูลมู่เมืองที่เป็แหล่งเริงรมย์อันดับหนึ่งของแคว้นเรียกภาษีหนักจนข้าวของแพงกว่าที่อื่นท่านอยากรู้อะไรอีกเล่า”
ดูเหมือนที่ปรึกษาโจวก็จะเข้าใจปัญหาของเมืองนี้การปกครองจากเ้าเมืองที่ละโมบเป็เื่ที่กัดกินเมืองนี้อยู่แต่ว่าเขาจะมาช่วยชาวเมืองหรือมากอบโกยอีกคนกันล่ะ
“เื่ทั่วๆ ไปก็ได้”
“เช่นนั้นก็..นางโลมที่งามที่สุดอยู่หอซูเซียว สุราก็ต้องภัตตาคารหงเหลียง หรือถ้าอยากได้ความสงบก็คงไปทางตะวันออกของเมืองที่นั่นไม่ค่อยมีแสงสีเช่นแถบนี้คุณชายอยากรู้เื่ใดดี ข้าจะเจาะจงให้” ที่ปรึกษาโจวยกตัวอย่างคร่าวๆ ให้ฟังที่มีประโยชน์สุดก็แถบที่เงียบสงบนี่เลย เพราะนางจะได้ย้ายโรงเตี๊ยมแถบนี้คึกคักเกินไปจริงๆ
“แล้วท่านที่ปรึกษาอยู่แถวนั้นหรือไม่”
“ทางตะวันออกนะหรือ ใช่แล้วถึงจะมาดื่มสังสรรค์แต่ข้าก็ไม่ชอบที่ผู้คนหนาแน่นหรอกนะ อยู่ทางนู้นดีย่อมดีกว่า”
“เช่นนั้นก็คล้ายกัน เห็นที่ข้าต้องย้ายที่พักเสียแล้วไม่รู้อีกกี่วันจะจบเื่ปราบปีศาจพรายน้ำ”
“อ่อ จริงด้วย ท่านอยู่ที่นี่เพราะจะช่วยคุณหนูมู่ซิ่วฟางนี่หน่า”เขาเอ่ยเมื่อนึกขึ้นได้
“เปล่าๆ ข้าไม่ได้ช่วยนาง นางกินอยู่สบายดีข้ามีอะไรจะช่วยได้อีกข้าช่วยหญิงสาวที่จะถูกลักพาตัวในแรมหนึ่งค่ำต่างหาก” ใบหน้างุนงงไม่ปิดบังเพราะคำตอบของลู่อิงิทำเอาโจวเจิ้งฉีแปลกใจไม่น้อย เขาเลยต้องเอ่ยถามให้เข้าใจ
“ท่านไม่คิดว่าคุณหนูต้องได้รับการช่วยเหลือหรือหญิงงามเป็อันตรายจากปีศาจพรายน้ำนะ”
“อย่างที่บอก หญิงสาวในเมืองต่างหากที่อันตรายมู่ซิ่วฟางห่างไกลจากคำนั้นอีกมาก” ลู่อิงิตอบตามใจคิดไม่กลัวที่ปรึกษาโจวจะเอาเื่นี้ไปพูดต่อ ก็ตัวนางซ่อนตัวอยู่ในจวนให้หญิงคนอื่นรับกรรมแทน บิดาก็ให้ท้ายไม่ใส่ใจความเป็ไปไม่ปราบปีศาจอย่างจริงจัง กลัวว่าเมืองจะถูกน้ำท่วมทรัพย์สมบัติหายเกลี้ยง
ที่ปรึกษาโจวได้ยินเช่นนี้ก็พยักหน้าอย่างเข้าใจได้ก่อนจะเริ่มพูดขณะลูบคาง“คุณชายรู้ไหมว่าผู้คนที่นี่พูดกันว่ามู่ซิ่วฟางผู้นี่งามกว่านางโลมเลื่องชื่อที่หอซูเซียวอีกนะท่านเ้าเมืองเลยยิ่งหวงบุตรสาวคนนี้มากเพราะรูปลักษณ์ที่เลอค่า”
“ส่วนข้าพึ่งมาจากเหมืองแถบเล่อเฟิ่งก็ขอถามท่านที่ปรึกษากลับไม่รู้ว่าท่านเคยได้ยินเื่ที่นี่มาบ้างไหม” ที่ปรึกษาโจวส่ายหน้าไม่เข้าใจว่าคุณชายลู่จะสื่ออะไรแต่ก็ไม่แปลกใจ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องรู้รายชื่อหญิงงามทั่วแผ่นดิน
“ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่จะกล่าวว่าข้าไปมาหลายเมืองเจอคนมามากและงามเป็เื่ปัจเจกไม่สามารถวัดตีค่าได้อีกทั้งความงามไม่ใช่เื่ที่อยู่บนสุดที่คนควรให้เป็คุณค่าหลัก” ความงามมีหลายรูปแบบแม้นางจะชื่นชมหญิงงามแต่รูปแบบที่ชอบก็อาจจะต่างจากคนอื่นได้แต่เหนืออื่นใดความงามไม่สามารถอยู่เหนือนิสัยใจคอ
“พูดได้ดีบางทีอนาคตข้าอาจจะได้ท่องเที่ยวแบบคุณชายแล้วแวะไปที่เล่อเฟิ่งบ้างว่าแต่ที่นั่นเป็อย่างไร?”
“ก็เป็เมืองหนาวอยู่ในหุบเขา ส่วนมากมีแต่เหมือง ต่างจากที่นี่มากนักทั้งเื่อากาศและอาหาร เสื้อผ้าก็ใส่มากกว่าสองสามชั้น”ลู่อิงิอธิบายสิ่งที่พบเจอให้อีกฝ่ายได้ฟัง
“อือ เข้าใจแล้ว ติดที่ข้าไม่ค่อยชอบความหนาวเท่าไรนี่สิ มิน่าถึงไม่เคยไป”
ทั้งสองอยู่คุยกันจนค่อนคืนมีเื่แลกเปลี่ยนมากมายอย่างคนชอบการท่องเที่ยวไปมาแล้วหลายเมืองความจริงโจวเจิ้งฉีมีหลายเื่ที่นางคุยถูกคอทำให้ยิ่งนานยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงไปทำงานให้คนอย่างมู่จงซินได้
จนถึงเวลาแยกกลับโรงเตี๊ยมครั้งนี้สบายหน่อยเพราะหลังจากดื่มสุราด้วยกันนางได้อาศัยรถม้าของที่ปรึกษาโจวมาส่งทำให้ไม่ต้องคอยหลบซ่อนจากหญิงคณิกาที่คอยเรียกอยู่ทุกหัวมุมถนน
“ขอบคุณท่านมากที่ปรึกษาโจวไว้เจอกันอีก”ลู่อิงิยกมือคำนับแล้วเดินกลับเข้าโรงเตี๊ยม
วันรุ่งขึ้นยามเช้าลู่อิงิออกเดินสำรวจเมืองอีกครั้งพยายามจะหาที่ซ่อนของปีศาจพรายน้ำ เผื่อจะได้ไม่ต้องใช้แผนล่อเสือจากถ้ำในคืนนี้แต่จนแล้วจนรอดไม่ว่าหาเท่าไรก็หาไม่เจอทั้งไม่มีวี่แววแม้แต่น้อยจนมานึกขึ้นได้ว่าไม่มีทางอยู่แล้วว่าที่ปีศาจพรายน้ำซ่อนจะอยู่บนพื้นดินชื่อก็บอกว่าพรายน้ำก็ต้องอยู่ในน้ำ ต้องอยู่ในที่ที่ตัวเองเชี่ยวชาญและมากพลังสิ
พอคิดถึงตรงนี้ได้นางควรทำอย่างไรต่อให้ดำน้ำลงไปหาในทะเลหาที่ซ่อนหรือ จะว่าทำได้ก็ใช่ แต่พื้นทะเลกว้างขวางไม่รู้ว่าจะหมดพลังเซียนไปโดยเสียเปล่าไหม แล้วจะร้ายแรงยิ่งกว่าถ้าพลังหมดพอดีกับตอนเจอปีศาจพรายน้ำได้ตายแล้วลอยอืดกลางทะเลแน่
“เฮ้อ” ลู่ อิงิถอนใจยาวยืนมองทะเลเบื้องหน้าอยู่พักใหญ่แล้วสุดท้ายก็ต้องยอมรับเสียงที่ร้องอยู่ภายใน“ก็ได้ๆ สำรวจแต่พอดีอย่าปล่อยให้พลังหมด”
เซียนน้อยเหลือบซ้ายแลขวาเมื่อเห็นไม่มีคนแล้วก็เดินดุ่มๆไปริมขอบหินจากนั้นก็ะโลงน้ำไปทันทีเสียงน้ำแตกกระเซ็นเล็กน้อยแต่กลับไม่มีใครลอยโผล่อยู่เหนือน้ำเพราะนางสร้างม่านพลังคลุมรอบตัวเอาไว้พร้อมกับดำน้ำลงไปให้ถึงพื้นเบื้องล่างในมือก็มีแสงจากลูกไฟที่สร้างขึ้นให้ส่องสว่างเพราะยิ่งลงลึกก็ยิ่งมืดไร้แสงจากผิวน้ำส่องมาถึง
‘ว่าไปก็เหมือนมาดำน้ำดูปะการัง’ ลู่อิงิคิดในใจเมื่อถึงก้นทะเลแถมครั้งนี้ไม่เหมือนโลกก่อนด้วยที่ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือช่วยหายใจใต้น้ำทั้งความสวยงามของพื้นทะเลก็อุดมสมบูรณ์ปะการังหลากหลาย
‘เดี๋ยวๆ ไม่ได้มาเที่ยวชมทะเล’ เซียนผู้น้อยลากสติกลับมาเมื่อรู้ตัวว่าสนุกสนานเกินไปก่อนเริ่มมองหาสิ่งที่คิดว่าพอจะเป็ที่อยู่อาศัยของสิ่งมีขีวิตรูปร่างประมาณมนุษย์ได้อาจจะเป็โพรงหิน หรือถ้ำอะไรสักอย่าง
คุณชายร่างโปร่งบางดำน้ำค้นหาใต้พื้นทะเลจนหมดเวลาไปเกือบสองชั่วยามยิ่งนานแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาน้อยลงทุกทีเพราะความลึกพลังเซียนก็หมดไปเยอะนางจึงตัดสินใจสิ้นสุดการค้นหาเท่านี้แล้วว่ายขึ้นจากน้ำเมื่อกลับมาลอยเหนือผิวน้ำก็เห็นว่าตัวเองออกมาไกลจากเมืองบนน้ำมากพอควร
“วันนี้พอแล้ว ไว้มาหาใหม่ถ้าแผนคืนนี้ไม่สำเร็จ”ลู่อิงิบอกตัวเองขณะว่ายน้ำกลับเข้าฝั่ง
จุดที่นางว่ายมาถึงเป็ฝั่งที่มีคนตกปลาอยู่มากเพราะใกล้สะพานตกปลาพอพวกเขาเห็นหนุ่มน้อยว่ายน้ำอยู่ก็เอ่ยทักเพราะปกติไม่มีใครลงว่ายน้ำเล่นแทบนี้เท่าไรเหตุจากตรงนี้ลึกเกินไป
“เ้าหนุ่ม พลัดตกน้ำหรือ ให้ช่วยไหม?” ชายสูงวัยผู้หนึ่งเอ่ยถาม
“ข้าสบายดีกำลังว่ายเข้าฝั่ง ขอบใจท่านลุงมาก” ลู่อิงิะโตอบกลับไป
“เออๆ แล้วแต่”ชายที่นั่งตกปลาผู้นั้นจึงหันกลับไปคุยเล่นกับพรรคพวกที่ตกปลาด้วยกันต่อแต่นางก็ยังได้ยินบทสนทนานั้นอยู่ดี “ทำไมเดี๋ยวนี้ชอบมีคนว่ายน้ำแทบนี้นัก ทั้งลึกทั้งอันตราย”
“ข้าจะไปรู้หรือ คนสมัยนี้อยากหาเื่เสี่ยงตายละมั้งถ้าเจอน้ำวนคงได้ตายสมใจ”ทุกอย่างที่พวกเขาคุยกันลู่อิงิได้ยินทั้งหมดจากหูเซียนบทสนทนานั้นแปลว่านางไม่ใช่คนเดียวที่มาลงเล่นน้ำแถวนี้แต่แทบนี้ลึกและอันตรายจริงๆ อย่างที่ว่า และไม่ควรมีใครลงเล่นขนาดลู่อิงิยังไม่อยากถ้าไม่จำเป็ หรือว่าบางทีถ้ำอาจจะอยู่แทบนี้จริงๆเพราะคนที่เหล่าลุงๆ นักตกปลาเห็นต้องคือปีศาจพรายน้ำแน่
นางยกยิ้มอย่างมั่นใจว่าคงใช่แน่ๆมันต้องซ่อนแถวนี้แน่นอน แผนคืนนี้ไม่สำเร็จข้าจะต้องหาเ้าเจอแน่ๆเ้าปีศาจพรายน้ำ
หลังจากนั้นลู่อิงิก็รีบตรงกลับมาโรงเตี๊ยมเวลาใกล้จะมืดพอเข้ามาในโถงข้างล่างก็มีคนเรียกตัวเอาไว้ทันที คนผู้นั้นคงมาดักรออยู่ก่อนแล้ว
“คุณชายลู่ท่านมาพอดี”
“ที่ปรึกษาโจว นี่ท่านมารอข้าหรือเปล่า”
“ใช่แล้ว ข้ามาแจ้งข่าวให้คุณชาย พอดีนายท่านไม่รู้ว่าคุณชายพักที่ใดข้าเลยอาสามาเอง”โจวเจิ้งฉีเอ่ยตอบเหตุผลที่มาปรากฏตัวที่นี่
ด้านลู่อิงิที่รอฟังข่าวอยู่ก็จ้องอีกฝ่ายอย่างรอคำตอบคนส่งข่าวจึงมองซ้ายขวาก่อนเห็นคนอยู่มากมายเต็มโถงจึงไม่พูดถึงเนื้อความที่้าจะบอกกลับชวนไปที่อื่นก่อน “ไปที่ห้องคุณชายลู่กันก่อนเถอะ”
ลู่อิงิจึงพยักหน้าเข้าใจรอจนทั้งสองเข้ามาในห้องแล้วเปิดประตูเรียบร้อยคุณชายลู่จึงหันมาถามถึงข่าวทันทีเผื่อจะมีเื่สำคัญ
“มีอะไรหรือที่ปรึกษาโจว กล่าวได้เลย”
“ว่าแต่นี่คุณชายไปทำอะไรมาเปียกขนาดนี้”แต่ดูเหมือนการที่ตัวนางเปียกเช่นนี้จะดึงความสนใจจากข่าวสารที่จะมาส่งไปเสียก่อนจากได้บทเรียนว่าตัวเปียกเสี่ยงจะเปิดเผยฐานะความเป็หญิงจากนั้นมาลู่อิงิจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็สีเขียวเข้มทั้งหมดพอตอนนี้ได้ก้มมองตัวเองแล้วก็พลันชื่นชมตัวเองที่คิดได้ดีเยี่ยม
“แค่ไปเล่นน้ำนิดหน่อย อย่าใส่ใจเลย ท่านรีบพูดมาเถอะ”
โจวเจิ้งฉีก็พยักหน้าเข้าใจไม่เอ่ยถามอีก“นายท่านให้ข้ามาแจ้งเื่ของที่ให้เตรียมตอนนี้พร้อมแล้วและให้มารับท่านไปด้วยกันเลย”
“อ่อเื่นี้”ความจริงหลังเปลี่ยนเครื่องแต่งกายนางก็ตั้งใจจะไปหาพวกเขาอยู่แล้วมารับถึงที่ยิ่งดี จะได้มีรถม้าให้นั่งสะดวกสบายนักแต่นางไม่เชื่อหรอกว่าเ้าเมืองจะร้อนใจอยากรีบกำจัดพรายน้ำจนต้องส่งคนมารับ“ว่าแต่ถึงกับต้องมาเราข้าเชียวหรือ?”
“ท่านเ้าเมืองเตรียมรถม้าใหม่มาจะได้ปิดร่องรอยง่ายเกรงคนอื่นจะเห็นคุณชายเข้าๆ ออกๆ จวนบ่อยเกินไป” พอได้รู้เหตุผลก็เข้าใจได้นอกจากกลัวว่าปีศาจพรายน้ำจะรู้ก็คงกลัวชาวบ้านรู้ด้วยว่าพวกเขาแอบทำอะไรกันอยู่ตระกูลมู่ชักจะน่าโมโหขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
“เช่นนั้นรอสักครู่ ข้าขอเปลี่ยนชุดก่อนจะตามลงไปด้านล่าง”