บทที่ 11
เสียงเพลงแห่งความบ้าคลั่ง
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของเฉินฟงตอนนี้แม้ไม่ทำให้ชายหนุ่มหวาดกลัวแต่ก็สร้างความแปลกประหลาดใจให้เฉินฟงอยู่มาก นั้นก็เพราะเบื้องหน้าที่เคยเป็ป่าขนาดใหญ่มีต้นไม้ลายล้อมตอนนี้ต้นไม้หลายต้นถูกอำนาจของพายุหมุนตัดลำต้นจนขาด ในรัศมีหลายลี้มีเพียงตอต้นไม้เท่านั้นพร้อมกับลำต้นที่หล่นลงมากระจัดกระจายไร้ระเบียบ นอกจากนั้นบนพื้นดินยังมีร่างนับร้อยของเหล่ารุ่นเยาว์ที่มาเข้ารับการทดสอบนอนจมกองเืระเนระนาดราวกับสถานที่แห่งนี้เพิ่งผ่านาฆ่าฟันรุนแรงมา
เคร้ง เคร้ง
เฉินฟงหันไปทางต้นเสียงที่ดังต่อเนื่องด้านหลังของเขาปรากฏกลุ่มรุ่นเยาว์หลายสิบคนที่กำลังต่อสู้กันเองอยู่อย่างเอาเป็เอาตาย สภาพแต่ละคนล้วนมีรอยเืสดเกาะตามตัว แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าแต่ละคนจะหยุดมือในการฆ่าฟันกันเอง !
ท่ามกลางเสียงต่อสู้ยังแฝงไปด้วยจังหวะแ่เบาของเสียงขลุ่ยในทำนองที่สั่นะเืจิตใจ คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นเมื่อรับรู้ได้ว่าเสียงแ่เบาที่ลอยมาตามกระแสลมของขลุ่ยกำลังมีผลต่อจิตใจของตนเอง ราวกับเป็การปลุกเร้าจิตใจของเขาให้โหยหาการฆ่าฟัน !
เคร้ง !
เฉินฟงเอี้ยวตัวหลบคมดาบของชายหนุ่มคนหนึ่งที่พุ่งตรงมายังร่างของเขา พร้อมกับดาบหนักสีเงินที่ตวัดฟันลงมาหวังผ่าร่างของเฉินฟงให้กลายเป็สองท่อน !
ฉับ !
เสียงดาบฟันผ่านอากาศทันทีเมื่อเฉินฟงเอี้ยวตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด ชายหนุ่มหมุนตัวถอยห่างออกไปตั้งหลักก็พบว่าคนที่ลงดาบใส่ตนเองคือชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับตน ร่างกายเต็มไปด้วยรอยเืและาแจนชุดสีขาวของอีกฝ่ายแทบจะกลายเป็สีแดง ดวงตาของชายคนนั้นเต็มไปด้วยความดุร้ายป่าเถื่อนคล้ายสัตว์ป่าหิวกระหายบ้าคลั่ง !
ไม่รอให้เฉินฟงล่าถอยได้นานชายบ้าคลั่งก็พุ่งตัวเข้ามาจู่โจมเฉินฟงอีกครั้ง ครั้งนี้ดาบสีเงินพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วและแรงมากขึ้นกว่าเดิม ปลายดาบอาบไปด้วยรัศมีพลังิชี่เอ่อล้น ด้วยความเร็วที่พุ่งเข้ามารุนแรงทำให้เฉินฟงจำต้องตั้งรับดาบเล่มนั้น มือหนายื่นไปในอากาศคว้าเอามีดสั้นสนิมเขรอะออกมาจากแหวนเก้าจันทรา ตวัดปลายมีดสั้นเปลี่ยนทิศทางของดาบสีดำได้ในเสี้ยวลมหายใจ พร้อมกับพลิกตัวตวัดมือซ้ายส่งหมัดเข้ากระแทกกลางหลังของชายบ้าคลั่ง
“หมัดทะลวงฟ้าขั้น 2 !!”
วิชาหมัดทะลวงฟ้าเป็วิชาที่ใช้พละกำลังเป็หลักแม้พลังกายของเฉินฟงจะไม่ได้รุนแรงเท่าเดิมแต่เพราะตลอดหนึ่งปีั้แ่ความจำกลับคืนเขาไม่เคยละเลยการฝึกฝนร่างกายตัวเองเลยทำให้กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนอัดแน่นไปด้วยความแข็งแกร่งเกินกว่ารูปลักษณ์ภายนอกที่มองเห็น
หมัดทะลวงฟ้าขั้น 2 ของเฉินฟงกระแทกเข้ากับแผ่นหลังของศัตรูเข้าอย่างจังจนอีกฝ่ายกระอักเืออกมาคำโต พร้อมเหวี่ยงร่างตนเองหันกลับมาหาเฉินฟงด้วยดวงตาแดงก่ำบ้าคลั่งมากขึ้น คราวนี้เฉินฟงไม่รอให้อีกฝ่ายโจมตีตนได้อีก ร่างสูงพุ่งเข้าไปหาชายบ้าคลั่งด้วยความเร็วของท่าร่างเงาพรางตา พริบตาก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าของชายบ้าคลั่งที่เพิ่งเงยหน้าขึ้นจากการกระอักเื ยังไม่ทันที่ชายบ้าคลั่งจะยกดาบขึ้นป้องกันการโจมตี
“เป็อย่างที่คิดจริง ๆ”
เทียงทุ้มพึมพัมกับตนเองพร้อมหมุนข้อมือขวาเปลี่ยนรัศมีมีดสั้นสนิมเขรอะเป็ฝั่งด้ามมีดสั้นกระแทกเข้าที่ท้ายทอยชายบ้าคลั่งอย่างแรงโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันปัดป้องการโจมตี พร้อมกับส่งหมัดกระแทกเข้าสีข้างด้านขวาชายบ้าคลั่งซึ่งาเ็อยู่แล้วเต็มแรง
“หมัดทะลวงฟ้าขั้น 2 !!”
ทันทีที่ทั้งด้ามมีดและหมัดกระแทกร่างกายชายบ้าคลั่งถึงกับหมดสติในการโจมตีรุนแรงของเฉินฟง ร่างโชกเืทรุดลงกับพื้นนอนแน่นิ่งหายใจรวยรินในทันที เฉินฟงไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะตายหรือไม่หากปล่อยสภาพไว้เช่นนี้เขาเพียงแค่ไม่ฆ่าใครที่นี่ตามกฎแรกเริ่มของสำนักศึกษาเทียนเป่าเท่านั้น
เมื่อจัดการศัตรูได้แล้วดวงตาสีน้ำตาลของเฉินฟงกวาดไปโดยรอบทันที เมื่อไม่เห็นเงาร่างของซูหยางจิงและซูลู่นอนเป็ศพอยู่จึงได้ละความสนใจจากการต่อสู้บ้าระห่ำโดยรอบทันที
อย่างน้อยก็ยังไม่ตาย
เขาหวังว่าคุณชายรองตระกูลซูจะมีดีมากกว่าปากในการเอาชีวิตรอดครั้งนี้
ตึกตัก ! ตึกตัก !
เสียงหัวใจของเฉินฟงเต้นรัวเร็วทันทีเมื่อโสนประสาทรับรู้ได้ยินเสียงแ่เบาที่ลอยมาตามลมของขลุ่ยชัดเจนมากยิ่งขึ้น มือหนายกขึ้นจับไปที่หน้าอกของตัวเองพร้อมก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว แม้จะเกิดความผิดปกติกับร่างกายแต่ดวงตาสีน้ำตาลยังคงเรียบนิ่งไม่มีทีท่าหวาดกลัวต่อสถานการณ์ตรงหน้าแม้แต่น้อย
เฉินฟงรับรู้ได้ทันทีว่าต้นต่อของความบ้าคลั่งที่ทุกคนรอบด้านกำลังเผชิญเกิดขึ้นมาจากเสียงแ่เบาของขลุ่ยที่ลอยมากับสายลม
มันคือเสียงเพลงแห่งการฆ่าฟัน !
เคล็ดวิชาที่ไม่ค่อยเป็ที่นิยมของเหล่าจอมยุทธ์เท่าไหร่นัก เนื่องจากอาวุธของผู้ฝึกฝนเคล็ดวิชานี้คือเครื่องดนตรี และเสียงจากเครื่องดนตรีที่สามารถคบคุมจิตใจของผู้คนหรืออาจถึงขั้นสะกดจิตผู้คนได้ แม้จะฟังดูน่าหวาดกลัวแต่เพราะการฝึกฝนเคล็กวิชาเหล่านี้ไม่ง่ายเลยและยังเหมาะกับการต่อสู้แบบซุ่มโจมตีมากกว่าการต่อสู้ตัวต่อตัวซึ่งเป็ที่นิยม อีกอย่างหากผู้เป็เป้าหมายมีระดับพลังและจิตใจที่แข็งแกร่งมั่นคงเกินกว่าจิตใจของผู้โจมตี เสียงเพลงแห่งการฆ่าฟันก็ไม่ต่างอะไรกับเพลงกล่อมนอนเท่านั้น !
เฉินฟงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ร่างสูงพุ่งตัวถอยห่างออกจากการต่อสู้ที่บ้าคลั่งของกลุ่มคนที่โดนสะกดไว้ด้วยอำนาจของบทเพลง ภายในหัวใจของเขายังคงเต้นรัวเร็วคล้ายจะตอบรับการปลุกเร้าของบทเพลงที่ดังแว่วมา เฉินฟงหลับตาลงโคจรพลังิชี่ของตนเองปิดกั้นประสาทการรับรู้ให้มากที่สุด
หากไม่ได้ยินเสียง บทเพลงเหล่านี้ก็ไร้ความหมาย !
ใช้เวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจในที่สุดจิตใจที่เคยสั่นไหวของเฉินฟงก็กลับมาสงบนิ่ง หัวใจที่เคยเต็มแรงกลับมาเต้นตามจังหวะปกติ ดวงตาสีน้ำตาลลืมตาขึ้นอีกครั้งเมื่อสามารถปิดกั้นประสาทการรับรู้ของตนเองได้แล้ว แม้จะรอดพ้นจากการถูกควบคุมด้วยเสียงเพลงแต่เพราะไม่อาจใช้ประสาทการได้ยินฉะนั้นในสถานการณ์เช่นนี้เฉินฟงจำเป็ต้องใช้ประสาทการรับรู้ด้านอื่นเข้ามาแทนที่
ดวงตาคมไล่มองไปรอบบริเวณ สถานการณ์เหนือความคาดหมายนี้เกิดขึ้นเพราะอะไรเขาไม่อาจรู้ได้ เพียงแต่สิ่งที่เกิดขึ้นหากเขายื้อเวลาต่อไปได้เชื่อว่าอีกไม่นานคนของสำนักศึกษาเทียนเป่าจะต้องเข้ามาช่วยเหลือเป็แน่ ! ระหว่างที่กำลังคิดว่าจะหลบฉากอยู่เฉยรอให้คนจากสำนักศึกษาเข้ามาจัดการดีหรือไม่ สายตาคมของเฉินฟงก็มองเห็นร่างสูงในชุดสีดำของชายคนหนึ่งยืนอยู่บนยอดไม้ที่โค่นหักลงกับพื้นห่างจากพุ่มไม้ที่เฉินฟงอยู่ไม่ถึงสิบลี้ ในมือของชายคนนั่งถือขลุ่ยหยกไว้ใกล้กับใบหน้าพร้อมกับจรดริมฝีปากเป่าขลุ่ย แต่สิ่งที่ออกมาจากขลุ่ยไม่ใช่เพียงเสียงเพลงแต่มันคือคลื่นพลังิชี่ที่แฝงเร้นออกมาในทุกจังหวะ !
เฉินฟงรู้ได้ในทันทีว่าคนคนนั้นคือตัวการของความบ้าคลั่งที่เกิดขึ้น ! ชายหนุ่มตัดสินใจแล้วว่าเขาจะไม่เอาตัวเองไปยุ่งกับเื่นี้มากนักแต่จะรอคนของสำนักศึกษาเข้ามาจัดการสถานการอย่างเงียบ ๆ เฉินฟงจึงเตรียมพุ่งตัวหลบไปอีกด้านหนึ่งให้ห่างจากชายชุดดำมากที่สุด แม้จะห่างไกลกันแต่เฉินฟงััได้ถึงระดับพลังของชายชุดดำว่าอยู่ในระดับลี่จิงขั้น 6 !
ฉึบ !
ร่างสูงที่พุ่งตัวเตรียมหลบไปอีกด้านกลับไม่อาจรอดพ้นััแหลมคมของจอมยุทธ์ระดับลี่จิงขั้น 6 ไปได้ กระแสคลื่นพลังไร้สีที่ราวกับใบมีดแหลมคมพุ่งตรงเข้ามาหาเฉินฟงด้วยความรวดเร็ว เฉินฟงดีดตัวหลบใบมีดไร้สีไปด้านข้างแต่มันก็ยังไม่เพียงพอให้เขาหลบพ้นรัศมีทั้งหมดของใบมีด ทำให้ใบมีดไร้สีเฉือนเข้าที่ข้างแก้มของชายหนุ่มจนเืสีแดงสดไหลอาบออกมา ความคมของใบมีดนี้ไม่อาดดูแคลนได้ และแน่นอนหากเฉินฟงไม่สามารถหลบได้ทันสิ่งที่ใบมีดไร้สีจะฉีกเฉือนคือลำคอของเขา !
ไม่รอให้เฉินฟงสามารถหลบได้อีกครั้งใบมีดไร้สียังคงพุ่งตรงมาหาเฉินฟงอีกระรอก ชายหนุ่มตีลังกาหลบใบมีดอีกนับสิบสาย แต่ครั้งนี้ไม่ว่าใบมีดจะพุ่งเข้ามามากกว่าเดิมอย่างไรก็ไม่อาจััโดนิัของเฉินฟง
กึก !
ร่างสูงะโหลบใบมีดไร้สีสายสุดท้ายที่พุ่งตรงมาที่ตนพร้อมกับสองขาที่ยันไปกับพื้นมือหนายันพื้นเล็กน้อยเพื่อเสริมการทรงตัว เฉินฟงเงยหน้าขึ้นสายตาคมจ้องมองตรงไปยังตำแหน่งที่ชายชุดดำยืนอยู่ทันที สายตาของเฉินฟงสบเข้ากับสายตาของชายชุดดำที่มองเฉินฟงอยู่ด้วยความแปลกใจ ท่าทางของเฉินฟงดูไม่เหมือนคนไร้สติบ้าคลั่งแม้แต่น้อย นั้นแปลว่าคลื่นเสียงที่เขาใช้ควบคุมคนเหล่านี้ใช้ไม่ได้ผลกับเฉินฟง !
มันจะไม่แปลกเลยหากเฉินฟงมีระดับพลังแข็งแกร่งกว่าตน แต่นี่อีกฝ่ายเป็เพียงจอมยุทธ์ระดับลี่จิงขั้น 3 เท่านั้น !
ท่าทางของชายชุดดำดูจะไม่พอใจอยู่หลายส่วนเมื่อการโจมตีของตนไม่อาจสร้างาแให้กับเฉินฟงได้อีก คิ้วหนาของอีกฝ่ายขมวดเข้าหากันความสนใจที่หมายจะดับสังหารชีวิตอีกฝ่ายรุนแรงมากขึ้นทันที
จังหวะนี้เองที่เฉินฟงรับรู้ได้ว่าเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงการต่อสู้กับชายชุดดำได้อีกในเมื่ออีกฝ่ายมองเขาเป็เป้าหมายแล้ว เฉินฟงลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางสบาย ๆ ใบหน้าหล่อเหลายังคงมีความอ่อนโยนประดับไว้เพิ่มเติมคือมุมปากหนาที่เหยียดยิ้มหยันเล็กน้อย ท่าทางไร้ความหวาดกลัวเมื่อเจอจอมยุทธ์ที่ขั้นสูงกว่าตน ท่าทางนั้นของเฉินฟงถือว่ากระตุ้นโทษะของชายชุดดำจนอีกฝ่ายเผยความโกรธออกมาผ่านจังหวะเพลงที่รุนแรงมากขึ้น !
เฉินฟงไม่สนใจกระแสบทเพลงที่รุนแรงเพราะนั้นไม่ได้มีผลต่อการควบคุมจิตใจตัวเขาอีกแล้ว มือหายกขึ้นพร้อมกับยื่นไปข้างหน้าก่อนที่จะชี้นิ้วชี้กวักมือท้าทายอีกฝ่ายพร้อมกับริมฝีปากหนาที่ใช้เสียงผ่านลมปราณส่งออกไปว่า
“อยากตายก็เข้ามา !”
สั้นไปหน่อยดึกๆ มาต่อกันอีกตอนนะคะ