จางอี้ิยกยิ้มตื่นตาตื่นใจเขามองไปด้านหน้าที่เต็มไปด้วยต้นวัชพืชหลากสีสัน ไม่ว่าจะเป็สีแดง สีม่วง สีชมพูสีน้ำเงิน สีเขียว สีส้ม สีน้ำตาล พวกมันมีลักษณะเป็พุ่มเตี้ย สูงไม่ถึงหนึ่งเมตรสลับสูงต่ำลดหลั่นกันไปสุดลูกหูลูกตาจนมองไม่เห็นว่าสิ้นสุดตรงไหน ตามแหล่งทุ่งหญ้านั้นมีน้ำทะเลกว้างราวไม่เกินสองเมตรพาดผ่านสวยสะดุดตาจนทำให้จางอี้ิถึงกับเกือบลืมหายใจ เขาไม่รอช้าวิ่งเข้าไปในดงทุ่งวัชพืชนั่น เด็ดใบที่มีลักษณะอวบน้ำและสีเขียวสดออกมาชิมแต่เมื่อขอบใบแค่ััปลายลิ้น เด็กน้อยก็ถ่มทิ้งอย่างรวดเร็ว
“อี้เค็มอิ๊บอ๊าย” จางอี้ิลืมตัวอุทานออกมาเป็ภาษาโลกเดิม
ซุนซูลี่กับซุนิเย่เมื่อเห็นจางอี้ิวิ่งเข้าไปที่ทุ่งหญ้าสายรุ้งก็แปลกใจทั้งสองตัดสินใจวิ่งตามเข้ามาด้วยและพอมาทันก็ได้ยินน้องชายคนใหม่อุทานภาษาประหลาดออกมา
“ิิน้อยเกิดอะไรขึ้น เหตุใจเ้าจึงวิ่งเข้าทุ่งหญ้าสายรุ้งเช่นนี้” ซุนซูลี่เอ่ยถาม
“ทุ่งหญ้าสายรุ้งหรือขอรับพี่ซูลี่”
“ก็ใช่นะสิหญ้าสายรุ้งสวยใช่ไหมล่ะ มันเป็หญ้าที่ขึ้นเอง ไม่มีใครปลูกชาวบ้านเห็นว่ามันสวยดี มีหลายสีคล้ายสายรุ้ง จึงเรียกกันว่าหญ้าสายรุ้งชาวบ้านกำจัดไม่หมด ตัดทิ้งมันก็ขึ้นมาใหม่ ดูสิ มันทั้งทนแดด ทนฝน ทนหนาวแม้แต่หิมะยังทำอันใดไม่ได้เสียจนมีเป็ทุ่งใหญ่ขนาดนี้ ใครมันจะไปกำจัดได้หมด”
โอ้ขอบคุณ์ที่ไม่ทำให้ชาวบ้านตัดไปจนหมด สมบัติทั้งนั้น ไอ้นนท์จะรวยแล้ว
“สวยมากเลยขอรับขากลับเราต้องผ่านทุ่งหญ้าสายรุ้งไหมขอรับ”
“ผ่านสิเส้นทางไปและกลับมีเส้นทางเดียว ิิน้อยถามทำไมหรือ” ซูลี่สงสัยนางเห็นน้องชายตื่นตาตื่นใจนักหนา
อี้ิไม่เคยเห็นหญ้าสายรุ้งหรืออย่างไรกันนะ
“ข้าเห็นมันสวยดีจึงจะเก็บกลับบ้านขอรับข้าจะเอาไปฝากท่านแม่”
“ได้สิขากลับพวกเรามาเด็ดไปก็ได้ แต่ตอนนี้พวกเราไปหาปูก่อนดีไหม ตะวันใกล้ตรงหัวแล้วเดี๋ยวจะร้อนเกินไป”
“ไปๆ ไปขอรับ” เด็กน้อยพยักหน้ารัวและออกเดินตาม
ทั้งสามเดินจากทุ่งหญ้าสายรุ้งอีกหนึ่งเค่อจึงพบกับบริเวณทะเลที่ตอนนี้จางอี้ิเห็นมีเด็กเกือบสิบคนก้มๆ เงย ๆ อยู่ในบริเวณน้ำตื้นนั่นแล้ว บางครั้งก็มีเสียงโห่ร้องดังขึ้นเป็ระยะๆทั้งเสียงหัวเราะ เสียงตื่นเต้นปะปนกันไปทำให้ดูครื้นเครงยิ่งนัก
บริเวณที่ซุนซูลี่พาจางอี้ิมานั้นถ้าในยุคปัจจุบันก็เปรียบได้กับบริเวณริมทะเลตอนน้ำลง ทำให้มีดินทราย ดินโคลนและโขดหิน ไม่ใช่ชายหาดสำหรับท่องเที่ยวที่มีแต่ชายหาดสีขาวน้ำตรงนี้สูงประมาณหน้าแข้งผู้ใหญ่ ไม่เกินหัวเข่า ดังนั้นเด็ก ๆจึงไม่เป็อันตรายในการมาเล่นแถวนี้ เพราะโอกาสที่จะเกิดการจมน้ำนั้นน้อยมาก
“ซูลี่ิเย่ เ้าก็มาหาปูเช่นเดียวกันหรือ” เด็กหญิงอายุประมาณสิบขวบเอ่ยถามขึ้นเมื่อทั้งสามคนเดินลุยน้ำลงทะเลไปรวมกลุ่มด้วย
“ชิงชิงนั่นเองข้าพาอาเย่กับิิน้อย น้องชายคนใหม่ของข้ามาให้รู้จักกับพวกเ้าน้องชายิยังไม่เคยเห็นทะเลน่ะสิ”ซุนซูลี่เอ่ยตอบก่อนหันมาแนะนำจางอี้ิให้รู้จักกับเด็กคนอื่น ๆ
“ิิน้อยนี่คือพี่ชิงชิง เพื่อนของข้าเอง และนั่นก็...”
“สวัสดีทุกคนขอรับข้าชื่อจางอี้ิ เรียกข้าว่าอาิก็ได้ขอรับ ยินดีที่ได้รู้จักพี่ ๆ ทุกท่าน”อี้ิค้อมศีรษะทักทายหลังซูลี่กล่าวแนะนำจนเสร็จ
“ยินดีรู้จักอาิเช่นกัน”
เด็กน้อยพูดคุยกันสักระยะชิงชิงก็คิดการแข่งขันขึ้นมา นางรีบเสนอและอธิบายวิธีการ
“เช่นนั้นพวกเรามาแข่งกันจับปูดีหรือไม่แบ่งออกเป็สองฝ่าย ฝ่ายไหนจับปูได้มากกว่า ต้องหิ้วตะกร้าให้อีกฝ่ายเดินกลับบ้านเป็เวลาหนึ่งเค่อ”
“ข้าเห็นด้วยเอาล่ะ พวกเ้ามาอยู่กับพวกข้าอีกสี่คน แล้วพวกเราก็เริ่มกันได้เลย” ซุนซูลี่เอ่ยกับเด็กชายหญิงที่อยู่ก่อนหน้าให้มาเข้าร่วมฝ่ายเดียวกับตนเองดังนั้นตอนนี้ทั้งสองฝ่ายจึงมีฝั่งละเจ็ดคน
“อาเย่ไหนลองสอนิิน้อยจับปูหน่อยสิ ว่าต้องทำเช่นใดบ้าง”ซุนซูลี่หันไปบอกน้องชายที่ยังคงยืนเงียบ
จะรอดไหมล่ะคราวนี้...
“รบกวนพี่ิเย่แล้วขอรับ”อี้ิยิ้มแป้น เขาเริ่มเข้าหาก่อนไม่อย่างนั้นยืนยิ้มจนเหงือกแห้งก็คงยังไม่ได้รู้วิธีเป็แน่
“ิิน้อยพวกเราต้องเดินเรียงหน้ากระดานไปพร้อมกันเพื่อป้องกันน้ำขุ่นเมื่อเห็นปูก็ใช้ไม้คีบขึ้นมา อย่าใช้มือจับ เพราะปูจะหนีบมือ เพียงเท่านี้คีบได้แล้วก็ใส่ตะกร้าไว้” ซุนิเย่อธิบายให้กับจางอี้ิฟังนั่นนับเป็ประโยคที่ยาวที่สุดที่จางอี้ิได้เคยฟังมา
ห๊ะ ความจริงก็พูดยาว ๆได้ แล้วทำไมไม่พูดั้แ่แรก ประหลาดคนจริง
“พี่ิเย่เก่งจังเลยขอรับป่ะ พวกเรารีบไปกันเถอะ ง่าย แค่นี้ข้าจำได้แล้วขอรับพวกเราต้องไม่แพ้กลุ่มของพี่ชิงชิงนะขอรับ ลุยยยยย”
จางอี้ิเอ่ยเสียงสดใสหลังจากรู้วิธีจับปูแล้ว เขาเห็นว่าไม่ได้ยากอันใดลางชนะลอยมาเห็น ๆ
เมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมแล้วปฏิบัติการล่าปูหินจึงได้เริ่มขึ้น เด็ก ๆ ทั้งสองกลุ่มต่างส่งเสียงเล่นกันอย่างสนุกสนานจากที่เดินจับปูกันอย่างเป็ระเบียบในตอนแรก กลายเป็ว่าจางอี้ิเริ่มลืมตัว
“ิิน้อยอย่าวิ่งเ้าจะล้ม”ซุนิเย่เอ่ยเตือนเมื่อเห็นว่าน้องชายคนใหม่เริ่มวิ่งไล่ตามจับปูที่เห็นอยู่ในน้ำและยังวิ่งไวมากด้วย
“พี่ิเย่ปูตัวใหญ่มาก มันวิ่งหนีข้าขอรับ ข้าต้องจับมันให้ได้” จางอี้ิไม่ยอมแพ้วิ่งดุ๊กดิ๊กไล่ตามเ้าปูตัวใหญ่ไปอย่างไม่ลดละ ทั้ง ๆที่ตนเองก็ตัวผอมแห้งเล็กนิดเดียว แรงฝืดจากน้ำก็มีมาก เดินทีก็ลำบาก แต่เด็กน้อยไม่ยอมแพ้
ซุนิเย่เริ่มมีความกล้าที่จะพูดมากขึ้นหลังจากบอกวิธีจับปูแก่จางอี้ิเด็กชายอาจจะรู้สึกเริ่มสนิทเพราะรู้จักกันมาพอสมควรอายุใกล้เคียงกันและที่สำคัญเป็เด็กชายเหมือนกันด้วย
“ิิน้อย”สองพี่น้องบ้านซุนอุทานเรียกชื่อจางอี้ ิพร้อมกันเสียงดังเมื่อเห็นน้องชายคนใหม่ล้มลงไปในน้ำทั้งตัวเสียจนน้ำแตกกระจายออกเป็วงกว้างหน้าของจางอี้ ิจมลึกลงไปซุนซูลี่รีบเดินไว ๆ ไปให้ถึงตัวเด็กชายก่อนที่จะยกลำตัวเขาขึ้นมาเด็กคนอื่นในกลุ่มก็กรูกันเข้าไปช่วยด้วย
“พี่ซูลี่พี่ิเย่ ดูนี่สิขอรับ ข้าจับปูตัวใหญ่ได้ด้วย”
เมื่อจางอี้ิถูกดึงลำตัวขึ้นมาจากน้ำและซุนซูลี่ประคองเด็กชายตัวน้อยให้ยืนได้อย่างมั่นคงแล้วเขาก็ชูปูตัวใหญ่ที่จับได้ยื่นส่งไปข้างหน้าให้ท่านพี่ทั้งสองดูด้วยใบหน้าดีใจก่อนหน้านี้เป็เพราะใช้มือทั้งสองข้างจับปูไว้จึงลุกขึ้นยืนเองไม่ได้
“ิิน้อยเ้าทำให้พวกข้าใรู้หรือไม่ อาเย่บอกแล้วว่าห้ามวิ่ง เหตุใดถึงได้ซนนักแล้วตอนนี้ล้มลงไปทั้งตัว เสื้อผ้าเ้าเปียกน้ำหมดแล้ว เกิดไม่สบายขึ้นมาอีกครั้งข้าคงไม่มีหน้าไปบอกท่านอาอี้เทาเป็แน่ คิดบ้างหรือไม่” ซุนซูลี่เอ่ยสั่งสอนออกมาด้วยความเป็ห่วงนางรู้ว่าน้องชายคนนี้เพิ่งหายป่วยไข้ไม่นาน ดูสิ ร่างกายหรือก็ผอมแห้ง ตัวเล็กเช่นนี้อาเย่ว่าตัวเล็กแล้ว น้องชายิตัวเล็กยิ่งกว่าอีก
จางอี้ิเมื่อได้ยินซุนซูลี่ดุตนเองเช่นนั้นจึงตระหนักได้ว่าตนเองวู่วามไปจริงๆ ติดเผลอตัวเล่นมากเกินไป ด้วยตัวเขาในชีวิตก่อน สมัยตอนเป็เด็กนั้นไม่ได้มีโอกาสได้เล่นซนแบบนี้เพราะเติบโตมาจากบ้านเด็กกำพร้า ไหนเลยจะได้มีโอกาสไปเที่ยวทะเลพอมีโอกาสได้กลับมาเป็เด็กอีกครั้ง เขาจึงได้เผลอตัวไปจริง ๆ
“พี่ซูลี่พี่ิเย่ ข้าขอโทษขอรับที่ไม่ฟังคำเตือน ข้าผิดไปแล้ว พี่ ๆยกโทษให้ข้าได้หรือไม่ขอรับ” จางอี้ิหน้าสลด ลดมือที่ถือปูตัวใหญ่ลงน้ำเสียงสำนึกผิดอย่างจริงใจทำให้ซุนซูลี่ถึงกับโกรธไม่ลงว่าไปแล้วิิน้อยอายุเพียงห้าขวบเท่านั้น จะเล่นซนไปบ้างก็ตามประสาเด็กแต่คงต้องเตือนให้ระวังไว้จะดีที่สุด
“ช่างมันเถอะต่อไปิิน้อยต้องสัญญาว่าจะเชื่อฟังพี่สาว ตกลงไหม หาไม่แล้วต่อไปพี่สาวจะไม่พามาเล่นที่นี่อีก”
“ข้าสัญญาขอรับ”จางอี้ิเงยหน้าขึ้นรับปากด้วยรอยยิ้มกว้าง
เฮ้อ!ทำหน้าเช่นนี้แล้วพวกข้าจะโกรธลงได้อย่างไร
ซุนซูลี่และซุนิเย่ได้แต่คิดในใจด้วยดวงตาใส รอยยิ้มน่ารัก พวกเขาจะโกรธเคืองเด็กคนนี้ได้อย่างไรเล่า
“อาเย่ไปบอกพี่ชิงชิงให้พี่สาวที พวกเราจะกลับบ้านกัน ิิน้อยตัวเปียกทั้งตัวต้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่เช่นนั้นจะไม่สบาย การแข่งขันให้ยุติไปก่อนครั้งหน้าค่อยว่ากันอีกที” ซุนิเย่พยักหน้ารับเดินปลีกตัวออกไปเพื่อบอกกลุ่มของชิงชิงตามที่พี่สาวบอกมา
“ข้ากับน้องชายต้องขอโทษด้วยนะยังแข่งขันไม่เสร็จจำเป็ต้องกลับบ้านก่อนข้าสัญญาว่าครั้งหน้าพวกข้าจะระวังและทำให้ดีกว่านี้ ต้องขอโทษจริง ๆ”ซุนซูลี่หันหน้าไปเอ่ยขอโทษสมาชิกในกลุ่มอีกสี่คน
“ไม่เป็ไรพวกข้าเข้าใจ ครั้งหน้ามาเล่นกันอีกนะ กลุ่มของพวกเราต้องชนะเป็แน่พวกเ้ารีบกลับบ้านเถอะ อาิตัวเล็กเกินไปจริง ๆ” เด็กชายคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยขึ้น
เมื่อซุนิเย่กลับมารวมกลุ่มตนเองหลังจากที่ไปแจ้งกลุ่มของชิงชิงแล้วพวกเขาจึงขอตัวกลับบ้าน ชิงชิงไม่มีปัญหาอันใด ทั้งยังฝากบอกให้ดูแลจางอี้ิระหว่างทาง เด็กน้อยไม่ลืมที่จะเก็บกิ่งหญ้าสายรุ้งไปเต็มตระกร้าสะพายหลังของซุนซูลี่เด็กน้อยบ่นเสียดายที่เก็บได้แค่ตะกร้าเดียวเพราะตะกร้าของซุนิเย่ใส่ปูไว้เกือบเต็มแล้ว
“ฮัดชิ่ว”เสียงจามของจางอี้ิทำให้ทั้งสามคนต้องรีบเดินกลับบ้านให้ไวขึ้น
อาจจะเป็เพราะตัวเปียกบวกกับโดนลมผสมกับร่างกายที่เพิ่งฟื้นไข้มาไม่นาน ทำให้ร่างกายของจางอี้ิไม่แข็งแรง
เมื่อมาถึงบ้านซุนซุนซูลี่รีบเดินเข้าบ้านและอธิบายให้จางอี้เทาฟัง เมื่อได้ฟังเื่ราวจบลงแล้วจางอี้เทาจึงรีบขอตัวกลับบ้าน ชายหนุ่มแบกบุตรชายขึ้นหลังไม่ยอมให้จางอี้ิได้เดินเองเพราะทำให้การเดินทางช้าลงไปอีก
เมื่อสองพ่อลูกบ้านจางกลับมาถึงก็เห็นนางหูกำลังสอนหลี่อ้ายลูกสะใภ้ให้ทำอาหารสำหรับมื้อเที่ยงของวันนี้พอดีหลี่อ้ายรีบลุกเดินไปหาสามีเมื่อเห็นจางอี้เทาแบกลูกชายไว้บนหลังพร้อมกับได้ยินจางอี้ิจามอยู่ตลอดเวลา
“น้องหญิงตั้งน้ำร้อนให้พี่ด้วย ิเอ๋อร์ล้มลงในน้ำทะเลพี่จะไปตักน้ำที่ลำธารมาให้ลูกอาบที่บ้านอย่าลืมเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ิเอ๋อร์ด้วย”
“ดะได้ เ้าค่ะ ท่านแม่เ้าค่ะ รบกวนตั้งน้ำร้อนด้วยนะเ้าคะข้าจะพาิเอ๋อร์ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” หลี่อ้ายหันไปเอ่ยขอความช่วยเหลือจากมารดาของสามีแล้วหันหลังจะอุ้มเอาบุตรชายขึ้นมา แต่จางอี้ิขืนตัวเองไว้
“ท่านแม่ข้าเดินเองได้ขอรับ”
“ได้ิเอ๋อร์โตแล้วเดินเองได้” นางพยักหน้าพลางเอื้อมมือไปจะถอดเสื้อผ้าให้บุตรชายตามความเคยชิน“มาทางนี้เร็ว ต้องรีบเปลี่ยนชุดที่เปียกออก”
แต่จางอี้ิก็ยังขืนตัวออกเช่นเดิม
อยู่ ๆจะให้มีผู้หญิงมาถอดเสื้อผ้าให้มันก็... แบบว่ายังไงดีล่ะ
“ท่านแม่ข้าเปลี่ยนชุดเองได้ขอรับ ข้าโตแล้ว” อี้ิบอกมารดาเสร็จก็เอาแต่ก้มหน้าอายหน้าแดงจนหลี่อ้ายสังเกตเห็น นางเอ่ยเย้าบุตรชายด้วยความมันเขี้ยว
“ิเอ๋อร์ลูกอายุเพียงห้าขวบ มารดาคนนี้ยังถือว่าเ้ายังไม่โต เหตุใดถึงได้อายมารดาเช่นนี้ได้ แม่จะหันหลังให้ ิเอ๋อร์รีบถอดชุดออก แล้วเอาผ้าผืนนี้คลุมไว้นะต้องทำให้ร่างกายอบอุ่นไว้เสมอ เข้าใจหรือไม่”
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”
โล่งใจนึกว่าจะต้องถอดชุดต่อหน้าสาวเสียแล้ว ถึงแม้ร่างกายนี้จะเพียงแค่ห้าขวบแต่เขาชาติก่อนโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว จะให้หญิงสาวงามแบบนี้มาถอดเสื้อผ้าให้เขาทำใจไม่ได้จริง ๆ ถึงแม้ว่าจะมีศักดิ์เป็มารดาของร่างนี้ก็เถอะ
“เสร็จแล้วขอรับ”จางอี้ิร้องบอกมารดาหลังจากที่เปลี่ยนชุดและคลุมผ้าเสร็จเรียบร้อย
“ิเอ๋อร์รออยู่ตรงนี้ก่อนนะแม่จะเอาพวกผ้าที่เปียกไปซักที่ริมธาร น้ำทะเลมีความเค็มและมีขี้เกลือต้องรีบซักล้างทันทีเมื่อบิดาของเ้ามาถึง ให้เขาอาบน้ำและสระผมให้เ้าด้วย เข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจขอรับ”
“ดีมากอาบน้ำเสร็จแล้วพวกเราจะได้กินข้าว ิเอ๋อร์ต้องพักผ่อนแม่ไม่อยากให้เ้าล้มป่วยไปอีกครั้ง”
เมื่อจางอี้เทาหาบน้ำมาจากลำธารแล้วนางหูต้มน้ำร้อนเสร็จพอดี ชายหนุ่มจึงพาบุตรชายไปอาบน้ำ สระผมเขาเช็ดผมให้บุตรชายจนแห้งหลังจากนั้นไม่นานหลี่อ้ายจึงกลับมาจากการซักผ้าที่ลำธารครอบครัวจางจึงนั่งกินข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตากันด้วยอาหาร์ที่อร่อยเหมือนเช่นทุกวัน
หลังจากที่กินข้าวเสร็จจางอี้เทาจึงเล่าเื่ราวต่าง ๆ ให้มารดาและภรรยาฟังไม่ว่าจะเป็เื่ของการบรรลุข้อตกลงการแลกเปลี่ยนแรงงาน ผลตอบรับเื่พะโล้รวมทั้งความซนของบุตรชายตัวน้อยด้วยที่ไปเล่นซนจนตัวเปียกโชกกลับบ้านส่วนจางอี้ิถูกบังคับในนอนพักบนแคร่ อาจจะอ่อนเพลียและเดินมากไปหน่อยทำให้ที่คิดว่าจะนอนเล่นๆ ก็หลับไปจริง ๆ ใน่ขณะที่เขากำลังเคลิ้มหลับไปนั้นจางอี้ิก็รู้สึกเหมือนจะลืมอะไรไปสักอย่าง นอนคิดแล้วคิดอีกก็คิดไม่ออกเสียด้วย เหมือนเขาจะลืมบางสิ่งที่สำคัญมากๆ
แต่ว่ามันคืออะไรกันนะทำไมถึงนึกไม่ออก