เมื่อเห็นสภาพที่น่าสมเพชของเฉินเชี่ยนเชี่ยน หูหลันเยวี่ยกลับไม่ได้รู้สึกสะใจอะไรนัก เมื่อเทียบกับสิ่งที่ตนเคยเจอมาในชาติก่อน เรื่องเล็กน้อยที่เฉินเชี่ยนเชี่ยนกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้มันขี้ปะติ๋วสิ้นดี
"เชี่ยนเชี่ยน ฉันรู้ว่าไม่ควรเอาเรื่องที่เธอฉี่รดที่นอนไปป่าวประกาศ แต่ตอนนั้นฉันตกใจมากจริงๆ เลยเผลออุทานออกมา พ่อกับแม่แล้วก็ถิงถิงก็ได้ยินกันหมด ฉันเป็นคนพูดตรงๆ เก็บความลับไม่อยู่ เธออย่าถือสาฉันเลยนะ" หูหลันเยวี่ยกล่าวขอโทษเฉินเชี่ยนเชี่ยน จ้าวหงเหมยก็อดไม่ได้ที่จะช่วยพูด
"ใช่แล้ว เชี่ยนเชี่ยน อย่าถือสาเยวี่ยเยวี่ยเลย นิสัยของเยวี่ยเยวี่ยเหมือนแม่กับพ่อเขานั่นแหละ เป็นคนตรงเกินไป มันก็เลยไปขัดใจคนอื่นได้ง่าย พวกเราเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เชี่ยนเชี่ยน ถ้าหนูยังโกรธเยวี่ยเยวี่ยอยู่ แม่ก็ขอโทษแทนเยวี่ยเยวี่ยด้วยนะ"
จากนั้นจ้าวหงเหมยก็แสร้งทำเป็นตำหนิหูหลันเยวี่ย "เยวี่ยเยวี่ย เรื่องวันนี้ลูกก็ทำไม่ถูก อย่าว่าแต่เชี่ยนเชี่ยนเป็นสาวเป็นนางเลย ต่อให้เป็นเด็กเล็กๆ ก็ยังมีศักดิ์ศรีของตัวเองอยู่นะ!"
หูหลันเยวี่ยรีบตอบ "แม่คะ หนูรับรองว่าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว ถ้าเชี่ยนเชี่ยนยังไม่ยกโทษให้หนู แม่จะตีหนูแทนเธอเลยก็ได้ค่ะ"
หูฉางหมินกระแอมไอ แล้วพูดต่อ "เยวี่ยเยวี่ยรู้ว่าตัวเองผิดก็ดีแล้ว เชี่ยนเชี่ยน หนูก็เห็นแก่หน้าพ่อกับแม่ อย่าถือสาเธอเลยนะ"
"พ่อคะ แม่คะ ในเมื่อหลันเยวี่ยไม่ได้ตั้งใจ หนูก็ไม่ถือสาหรอกค่ะ" เฉินเชี่ยนเชี่ยนได้แต่เก็บความแค้นไว้ในใจ
เธอไม่คิดเลยว่าหูหลันเยวี่ยจะร้ายกาจขนาดนี้
เธอโดนหูหลันเยวี่ยเล่นงานเข้าให้แล้ว แต่ถ้ายังจ้องจะเอาเรื่องให้ได้จนถึงที่สุด ทุกคนก็คงมองว่าเธอเป็นคนผิด แล้วหันไปสงสารหูหลันเยวี่ยแทน
ถึงแม้ว่าเฉินเชี่ยนเชี่ยนจะไม่อยากปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ แต่เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้ว ตอนนี้เธอทำได้แค่กัดฟันแสร้งว่าเป็นสาวน้อยแสนดี เข้าอกเข้าใจผู้อื่น เพื่อให้คนในบ้านสกุลหูเอ็นดูต่อเท่านั้น
เมื่อได้ยินเฉินเชี่ยนเชี่ยนบอกว่าจะไม่โกรธหลันเยวี่ยแล้ว จ้าวหงเหมยก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา "แม่รู้ว่าเชี่ยนเชี่ยนเป็นเด็กดีที่สุด"
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่รู้สึกอยากอาหารเลยสักนิด แต่เพื่อให้การแสดงสมจริง เฉินเชี่ยนเชี่ยนก็ต้องฝืนกินข้าวให้หมด
เมื่อกินข้าวไปได้เกือบหมด หูหลันเยวี่ยก็บอกว่าโรงเรียนปิดเทอมฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ช่วงบ่ายเธอจึงไม่ต้องไปโรงเรียน
นอกจากปิดเทอมฤดูร้อนและฤดูหนาวแล้ว ในสมัยนั้นโรงเรียนยังมีปิดเทอมช่วงเก็บเกี่ยวข้าวสาลีและปิดเทอมช่วงเก็บเกี่ยวพืชฤดูใบไม้ร่วงด้วย ซึ่งจะมีระยะเวลาประมาณสิบวัน
เมื่อพูดถึงเรื่องโรงเรียนปิดเทอมฤดูใบไม้ร่วงแล้ว หูหลันเยวี่ยก็วกกลับมาที่เรื่องเฉินเชี่ยนเชี่ยนฉี่รดที่นอนอีกครั้ง "พ่อคะ เดี๋ยวหนูไปขุดเก่อเกินกับพ่อที่ไร่นะคะ ขุดเสร็จแล้วพ่อก็ขุดมันเทศต่อ ส่วนหนูจะเอาเก่อเกินกลับมาต้มน้ำให้เชี่ยนเชี่ยนค่ะ"
หูฉางหมินตอบตกลงตามนั้น
หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จ หูหลันเยวี่ยก็ลงไร่ไปกับพ่อ
เก่อเกินเป็นพืชที่พบเห็นได้ทั่วไปในพื้นที่ชนบทแถบนี้ มีสรรพคุณในการลดไข้ ใช้เป็นยาได้
แต่สำหรับคนแถวนี้แล้ว ลำต้นยาวๆ ที่งอกออกมาจากเก่อเกินมีประโยชน์มากกว่า
ลำต้นที่งอกออกมาจากเก่อเกินเรียกว่าเกอเถียว ซึ่งยาวที่สุดสามารถยาวได้ถึงเจ็ดหรือแปดเมตร
เกอเถียวสามารถนำมาใช้แทนเชือกได้ ซึ่งสะดวกมากในการเอามามัดต้นข้าวโพด มัดผักกาดขาว อีกทั้งยังสามารถหาได้จากบริเวณนั้น
พวกเขารู้แค่ว่าเกอเถียวสามารถใช้แทนเชือกได้ น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเก่อเกินก็เป็นยาแผนจีนชนิดหนึ่ง
น้ำต้มเก่อเกินสามารถรักษาอาการฉี่รดที่นอนได้ เป็นเรื่องที่หูหลันเยวี่ยแต่งขึ้นมาเองทั้งหมด โดยมีหลินซือหย่วนคอยช่วยแต่งเรื่องไปด้วยกัน
โชคดีที่คนแถวนี้ไม่รู้สรรพคุณที่แท้จริงของเก่อเกิน ไม่อย่างนั้นหูหลันเยวี่ยคงไม่กล้าพูดว่าต้มน้ำเก่อเกินสามารถรักษาอาการฉี่รดที่นอนได้
เหตุผลที่หูหลันเยวี่ยเลือกใช้เก่อเกินก็เพราะว่าเธอรู้ว่าน้ำต้มเก่อเกินมีรสชาติขมมากๆ
คนทั่วไปแทบจะดื่มไม่ลง
นอกจากสรรพคุณทั่วไปแล้ว เก่อเกินยังมีคุณสมบัติช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย แต่หลายคนยังไม่ค่อยรู้
หลังจากดื่มน้ำเก่อเกินแล้ว ความอยากอาหารก็จะลดลง ถ้าดื่มต่อเนื่องก็จะทำให้ความอยากอาหารน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเหมาะสำหรับการลดน้ำหนัก
หูฉางหมินเชื่อจริงๆ ว่าต้มน้ำเก่อเกินดื่มจะรักษาอาการฉี่รดที่นอนได้ เขาจึงเลือกขุดเอาแต่หัวใหญ่ๆ
หูหลันเยวี่ยถือเก่อเกินที่ขุดมาได้ ฮัมเพลงไปตามทางกลับบ้าน แต่ระหว่างทางเธอก็แกล้งเดินช้าๆ
ปกติแล้วหูหลันเยวี่ยไม่ค่อยอยากเจอเพื่อนบ้านระหว่างทางจากไร่กลับบ้านเท่าไหร่
แต่วันนี้หูหลันเยวี่ยกลับตั้งตารอที่จะได้เจอพวกเขา
จากไร่ถึงบ้านไม่ไกลมากนัก หูหลันเยวี่ยก็บังเอิญเจอเพื่อนบ้านหลายคนจริงๆ ซึ่งในนั้นมีหลายคนที่ได้เห็นเรื่องวุ่นๆ ของเฉินเชี่ยนเชี่ยนเมื่อตอนกลางวันแล้ว
หูหลันเยวี่ยไม่ได้ใส่เก่อเกินไว้ในถุง แต่ถือมันไว้ในมือแบบนั้น ทำให้ทุกคนเห็นชัดเจนว่ากำลังถืออะไรอยู่
หูหลันเยวี่ยรู้ดีว่าเพื่อนบ้านเหล่านี้เป็นนักกระจายข่าวชั้นดี เธอจึงเชื่อว่าไม่นานเรื่องเฉินเชี่ยนเชี่ยนฉี่รดที่นอนก็จะแพร่กระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
โชคดีเหลือเกินที่หูหลันเยวี่ยได้เจอกับแม่เฒ่าหูตอนใกล้จะไปถึงหน้าบ้านแล้ว
เมื่อเห็นแม่เฒ่าแต่ไกล หูหลันเยวี่ยก็ยิ้มทักทาย "คุณย่าคะ เชี่ยนเชี่ยนหลานรักของคุณย่า เธอคิดถึงย่ามากๆ เลยนะ คุณย่าจะไม่แวะมานั่งเล่นที่บ้านหน่อยเหรอคะ?"
ที่จริงแล้วแม่เฒ่าหูกำลังจะมาบ้านลูกชายคนโต และตั้งใจจะมาหาเฉินเชี่ยนเชี่ยนด้วย
แม่เฒ่าหูได้ยินเรื่องเฉินเชี่ยนเชี่ยนฉี่รดที่นอนจากสะใภ้รองมาแล้ว
เธอไม่ได้สนใจหลานสาวคนไหน แค่เมื่อก่อนตอนที่เฉินเชี่ยนเชี่ยนยังอยู่ที่บ้านหลังนี้ หล่อนประพฤติตัวดี แม่เฒ่าหูจึงเอ็นดูเป็นพิเศษ
ครั้งนี้เฉินเชี่ยนเชี่ยนกลับมาจากในเมือง เอาผงมอลต์มาฝากแม่เฒ่าหูสองถุง
ตลอดหกสิบกว่าปีที่ผ่านมา แม่เฒ่าหูเพิ่งจะได้กินของหายากแบบนี้เป็นครั้งแรก
ถึงแม้ว่าแม่เฒ่าหูจะยอมรับว่าหลันเยวี่ยที่เป็นหลานสาวแท้ๆ ของตนเก่งกว่าเฉินเชี่ยนเชี่ยน แต่เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้ว เธอก็ยังคิดว่าเชี่ยนเชี่ยนสำคัญกว่าหลันเยวี่ยอยู่ดี
ถึงแม้ว่าฝีมือการทำอาหารของเฉินเชี่ยนเชี่ยนจะธรรมดา แถมยังสอนหนังสือหรือหาเงินไม่เป็น แต่หล่อนก็เป็นคนในเมืองแล้ว
แม่เฒ่าหูยังคงหวังลมๆ แล้งๆ ว่าจะอาศัยความผูกพันที่มีมาตลอดสิบแปดปีสานสัมพันธ์กับเฉินเชี่ยนเชี่ยนต่อไป เพื่อให้หลานสาวจากในเมืองใหญ่คนนี้ช่วยดูแลลูกหลานสกุลหูในภายภาคหน้า
แม่เฒ่าเดินตามหูหลันเยวี่ยเข้าไปในบ้าน
ทันทีที่เดินเข้าไปในบ้าน หูหลันเยวี่ยก็ตะโกนไปทางห้องโถง "เชี่ยนเชี่ยน คุณย่ามาเยี่ยมแล้ว"
เฉินเชี่ยนเชี่ยนที่กำลังนั่งอ่านนิยายอยู่ในห้องโถง รีบวางหนังสือลง แล้วฝืนยิ้มออกมาต้อนรับแม่เฒ่าหู
"คุณย่าคะ หนูคิดอยู่ว่าจะไปเยี่ยมคุณย่าที่บ้านอยู่พอดีเลยค่ะ" เฉินเชี่ยนเชี่ยนคลอเคลียแขนของแม่เฒ่าหูอย่างสนิทสนม
เมื่อเห็นภาพความรักใคร่กลมเกลียวของย่าหลาน หูหลันเยวี่ยก็เบ้ปากส่งๆ
จากนั้นเธอก็บอกกับจ้าวหงเหมยว่า "แม่คะ หนูเอาเก่อเกินมาแล้ว เดี๋ยวหนูไปก่อไฟต้มน้ำเก่อเกินให้เชี่ยนเชี่ยนค่ะ"
จ้าวหงเหมยพูดขึ้นว่า "เยวี่ยเยวี่ยลูกรีบไปพักผ่อนเถอะ แม่ต้มน้ำให้เชี่ยนเชี่ยนเอง"
หูหลันเยวี่ยก็ไม่ได้แย่งแม่
ไม่นานจ้าวหงเหมยก็ต้มน้ำเก่อเกินเสร็จ
จ้าวหงเหมยเป็นคนซื่อตรง เธอคิดว่าถ้าต้มน้ำเก่อเกินให้เข้มข้นหน่อย น่าจะมีสรรพคุณที่ดีกว่า
เธอใส่เก่อเกินลงไปในปริมาณมาก น้ำเก่อเกินที่ต้มออกมาจึงเข้มข้นเป็นพิเศษ
จ้าวหงเหมยถือชามขนาดใหญ่ที่มีน้ำเก่อเกินอยู่ครึ่งชามไปที่ห้องโถง แล้ววางมันลงบนโต๊ะแปดเซียนขนาดเล็ก
แค่เดินเข้าไปใกล้ๆ ก็จะได้กลิ่นขมๆ ลอยออกมาแล้ว