กลิ่นอายคาวเืและเศษไม้ที่หักพังยับเยินภายในตึกแถวสองชั้นเริ่มถูกละอองลมโชยพัดพาให้เจือจางอ่อนลง บนพื้นเรือนเวลานี้ไม่มีร่างของมือปราบลู่อีกต่อไป เนื่องจากเหล่าสมุนศาลว่าการที่ได้รับาเ็เล็กน้อยต่างพากันลากร่างอันไร้สติของหัวหน้าตนเองหนีเตลิดเปิดเปิงกลับไปรายงานผู้บังคับบัญชาอย่างอนาถจิตยิ่ง
กู่เจี้ยนหุนในร่างอาเฉินยืนนิ่งสงบอยู่กลางห้องโถงชั้นล่าง ั์ตาสีชาดอันเป็ผลลัพธ์จากวิถีกระบี่ขีดที่ 3 (เบิกเนตร) ค่อย ๆ หดเล็กลงจนกลับกลายเป็ดวงตาดำขลับลึกล้ำดั่งเดิม พลังลมปราณที่เคยเดือดพล่านลดระดับลงทว่าแผ่ซ่านไปตามเส้นชีพจรหลักทั่วร่างอย่างเหนียวแน่นและทรงพลังยิ่งกว่าเก่าก่อน
‘ศาลว่าการคงมิกล้าบุ่มบ่ามมาอีกสักระยะ มือปราบลู่ถูกข้าสยบลงในกระบวนท่าเดียว พวกมันย่อมต้องกลับไปประเมินฝีมือข้าใหม่’ เขาคิดในใจด้วยภาษาสมัยใหม่พลางยกแขนเสื้อขึ้นสำรวจรอยเปื้อนคราบโลหิต ‘ทว่าฝั่งตรงข้ามนี่สิ... คงนั่งมิติดเบาะแล้วล่ะ’
เขาเอียงทอดสายตาผ่านบานประตูที่พังออกไปยังหอโอสถร้อยคุณธรรมอันหรูหราโอ่อ่า บัดนี้อาจารย์หมอเกาและพวกผู้คุมร้านต่างพากันเลื่อนปิดประตูกระจกบานหน้าลงครึ่งหนึ่งด้วยความหวาดผวาลนลาน สายตาโลภโมโทสันที่เคยฉายชัดในอดีต บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็ความหวาดกลัวอย่างลึกซึ้งสะท้านจิต
"ท่านพี่..."
เสียงเรียกอันนุ่มนวลปนความกังวลใจของเจ้ิดังขึ้นจากทางด้านหลัง นางเดินลงบันไดเรือนมาพร้อมกับเสี่ยวหลินที่ในอ้อมแขนยังคงประคองอุ้มอาหยวนตัวน้อยไว้ สตรีทั้งสองก้าวเท้าผ่านเศษซากโต๊ะเก้าอี้ที่แตกหักพังทลายด้วยความระมัดระวังเป็ที่สุด
เสี่ยวหลินเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างกายเขา ดวงตาคู่สวยช้อนขึ้นสบสายตาพลางขยับกายเข้ามาใกล้จนลาดไหล่บางเบียดเสียดกับท่อนแขนหนาของสามี แม้ใบหน้าของนางจะยังคงมีความตื่นตระหนกใจากเสียงกระแทกกระทั้นของคนจากศาลว่าการเมื่อครู่ ทว่าสายตาที่นางใช้มองดูเขากลับแฝงไปด้วยความห่วงใยและการเทิดทูนอันไร้ขีดจำกัดใด ๆ
นางยื่นส่งผ้านุ่มผืนเล็กที่ชุบน้ำอุ่นจนมีควันกรุ่นโชยขึ้นมา พลางขยับฝ่ามือบางแตะลงบนหลังมือขวาของเขาที่เคยเกาะกุมจับด้ามดาบสังหารศัตรู
"ล้างมือเสียหน่อยเถิดท่านพี่... มือของท่านพี่ขยับต่อสู้เพื่อปกป้องพวกเราจนขึ้นรอยแดงช้ำไปหมดแล้ว" เสี่ยวหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเครือ แววตาสั่นระริกสะท้อนภาพใบหน้าของสามีเด่นชัด
กู่เจี้ยนหุนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ภาษากายที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนละมุนของภรรยารองทำให้จิติญญาเทพกระบี่ที่เคยโดดเดี่ยวและแข็งกร้าวปานเหล็กกล้าเริ่มอ่อนแสงลง เขาปล่อยให้นางใช้ผ้าอุ่นเช็ดถูฝ่ามือและข้อมืออย่างเบามือ สายตาที่ประสานกันในระยะประชิดสร้างกระแสความผูกพันที่ร้อนรุ่มและซาบซ่านจนเสี่ยวหลินต้องแก้มแดงซ่านลอบหลบตากลับไปช้า ๆ
"ข้ามิเป็ไร แรงกระแทกกระทั้นเพียงเท่านี้มิอาจทำอันตรายิัข้าได้" เขากล่าววาจาเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงความทรนงองอาจ
"ทว่าข้าและพี่หญิงใหญ่... ห่วงใยท่านยิ่งนัก" เสี่ยวหลินกระซิบตอบ น้ำเสียงเต็มไปด้วยกระแสความรู้สึกที่เอ่อล้นในอก
เจ้ิก้าวเท้าเข้ามาสมทบ นางมองดูสามีและน้องหญิงรองด้วยรอยยิ้มบางเบา ความเข้าใจผิดในอดีตที่เคยคิดว่าสามีเป็คนไร้ความสามารถมลายสิ้นไปนานแล้ว บัดนี้นางมีเพียงความมุ่งมั่นที่จะเป็กองหลังที่มั่นคงให้กับเขา เจ้ิวางถุงผ้าป่านใบเล็กหนาหนักลงบนโต๊ะไม้ตัวเดียวที่ยังคงเหลือรอดจากการพังทลายสู้รบ
"ท่านพี่ นี่คือเบี้ยเงินตำลึงที่เหลืออยู่ทั้งหมดรวมถึงเครื่องเงินบางส่วนที่ข้านำติดตัวมาจากกระท่อมท้ายตลาด" เจ้ิเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็งานเป็การ "หากท่านพี่คิดจักเปิดร้านโอสถฝั่งตรงข้ามพวกมันจริงตามที่ลั่นวาจาไว้ เงินจำนวนนี้อาจพอยืมจัดซื้อสมุนไพรดิบขั้นต้นและจัดทำป้ายร้านใหม่ได้... ทว่าเื่ช่างไม้ที่จะมาซ่อมแซมร้านและเื่ของทางการ..."
"เื่ช่างไม้และซ่อมแซมร้าน เ้ามิต้องกังวลใจไป" กู่เจี้ยนหุนเอ่ยตัดบท แววตาคมกริบส่องประกายเยือกเย็น "ในเมืองหลวงแห่งนี้ เบี้ยเงินซื้อผีโม่แป้งได้เสมอ ศาลว่าการมิกล้ามายุ่งเกี่ยวแกว่งเท้ากับเราชั่วคราวเพราะหวาดกลัวเจ็บตัว ส่วนเื่ช่าง... ข้าจักใช้เงินสิบตำลึงว่าจ้างช่างฝีมือดีจากย่านตะวันตะวันตกมาซ่อมแซมให้เสร็จสิ้นภายในคืนนี้"
‘เปิดร้านโอสถงั้นรึ สัญชาตญาณและคลังความรู้ในสมองของข้ามีสูตรยาระดับเซียนและยารักษาโรคขั้นเทพอยู่เพียบ’ เขาคิดในใจพลางแสยะยิ้มเย็น ‘หอโอสถร้อยคุณธรรมขายยาหลอกลวงขูดเืขูดเนื้อชาวบ้านมานาน ข้าจักทำให้พวกมันได้ประจักษ์ว่า ยาที่แท้จริงที่สยบทั้งโรคภัยและสยบทั้งคนมันเป็อย่างไร’
"แล้วท่านพี่จักตั้งชื่อร้านโอสถของพวกเราว่ากระไรหรือ" เสี่ยวหลินเอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น ดวงตากลมโตส่องประกายระยิบระยับพลางขยับผ้าเช็ดมือออกช้า ๆ
กู่เจี้ยนหุนเดินตรงไปที่หน้าประตูร้านที่เปิดโล่ง ทอดสายตามองข้ามฝั่งถนนไปปะทะกับป้ายทองคำของศัตรูคู่อาฆาต กระแสลมเอื่อย ๆ พัดเอาเส้นผมยาวสลวยของเขาให้ปลิวไสว รอยยิ้มลึกล้ำปรากฏขึ้นบนใบหน้าซูบตอบที่บัดนี้เริ่มมีสง่าราศีของมหาบุรุษจอมยุทธ์
"ร้านโอสถวิถีกระบี่..." กู่เจี้ยนหุนเอ่ยเสียงเรียบต่ำทว่าทรงพลังกังวานสะท้านใจ "โอสถของข้า... มีไว้เพื่อมอบชีวิตใหม่ให้แก่ผู้ทุกข์ยาก และมอบความตายให้แก่คนพาล!"
เจ้ิและเสี่ยวหลินสบสายตากัน สตรีทั้งสองต่างััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ครอบครัวขี้โรคท้ายตลาดสลัมบัดนี้กำลังจะปักหมุดท้าทายอำนาจมืดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง และพวกนางก็พร้อมที่จะก้าวเดินไปพร้อมกับเขา โดยไม่มีวันหันหลังกลับอีกต่อไป!