โจวจวินเป็คนฉลาด แม้ฮูหยินของเขาไม่พูดอธิบายตัวเขาที่เป็เ้าของร่างของตน มีหรือจะไม่รู้ว่าาแสาหัสเมื่อวานจางหายไปแล้ว ยามนี้เขามีพลังแข็งแกร่งพร้อมที่จะปกป้องคนในครอบครัวอีกครั้ง
สายตาที่มีแต่ความกังวลใจมองไปยังห่อผ้าที่มีเด็กทารกนอนหลับอยู่ในนั้น ตัวเขาแม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิต แต่เขายังมีห่วงมากมายโดยเฉพาะบุตรสาวที่เพิ่งได้มาคนนี้ "หยาหยาจะเป็อะไรเพราะรักษาข้าหรือไม่ เช้านี้ข้ายังไม่ได้ยินเสียงนางร้องไห้เลย"
แม้เมิ่งหลันเซียงจะมีความกังวลใจมากมายแต่ก็ฝืนยิ้มโกหกสามีว่า "ไม่เป็อะไร เมื่อรุ่งเช้าเพิ่งตื่นมาดื่มนมจากข้าไปสองครั้ง ดูเหมือนว่าหยาหยาจะแค่อ่อนเพลียเท่านั้น พวกเรารีบเดินทางกันเถิดยิ่งออกจากแผ่นดินของแคว้นนี้ได้เร็วเท่าไหร่พวกเราก็จะยิ่งปลอดภัยเร็วเท่านั้น"
หลังจากที่ทุกคนขึ้นรถม้า ก็เร่งออกเดินทางต่อกันทันที เจียงมามายามนี้กำลังประคองบุตรสาวของตนล้มตัวลงนั่งอย่างระมัดระวัง สีหน้าของเจิ้งฮุ่ยผิงขาวซีดเล็กน้อยแต่ก็ยังฝืนยิ้มให้กับมารดาของตน "ท่านแม่ ข้าเคยพบพี่รองและท่านพ่อเมื่อครั้งยังเป็เด็กท่านแม่ว่าพวกเขาจะยังจำหน้าของข้าได้หรือไม่"
เจียงมามามองใบหน้าบุตรสาวที่เติบโตมาเป็หญิงสาวหน้าตางดงามแล้วจึงพูดว่า "ข้าเขียนจดหมายไปบอกพวกเขาแล้วว่าเ้าเติบโตมาอย่างงดงามเ้าวางใจเถิด พรุ่งนี้เ้าก็จะได้พบหน้ากับพี่รองของเ้าแล้ว"
เจิ้งฮุ่ยผิงฝืนยิ้มก่อนจะหันไปมองหน้าคุณหนูที่เติบโตขึ้นมาพร้อมนาง ในสมองนางมีความคิดมากมาย ั้แ่เล็กจนโตนางเจียง หรือเจียงมามาอุ้มท้องตนข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกล เพื่อมาคลอดนางที่แคว้นเล็กๆ ที่นี่ และทำหน้าที่เป็แม่นมให้คุณหนูตระกูลเมิ่ง หลังจากนั้นพวกนางสองแม่ลูกก็ไม่เคยได้แยกห่างจากคุณหนูเลยสักครั้ง ผ่านเื่ราวเลวร้ายมาด้วยกัน แต่คุณหนูของนางก็ไม่เคยทอดทิ้งสาวใช้อย่างนางและแม่นมอย่างนางเจียง
เมิ่งหลันเซียงนั่งหลับตาก่อนจะรื้อฟื้นความสามารถของตนที่มีอยู่เล็กน้อยพุ่งตรงไปหาเด็กน้อยในอ้อมกอดของตน
'โจวจื่อหยา หยาหยา...'
'เสียงใครอีกล่ะ' โจวจื่อหยาคิดอย่างตกตะลึง
เมิ่งหลันเซียงลืมตาด้วยความใและจ้องมองบุตรด้วยสายตาแปลกประหลาดยามนี้บุตรสาวก็กำลังลืมตาจ้องมองตนด้วยความใเช่นกัน
'ท่านแม่คุยกับข้าได้หรือ'
'เ้ามีความคิดมากมายนี้ได้อย่างไร ทั้งที่เป็เพียงเด็กทารก' เมิ่งหลันเซียงเพ่งกระแสจิตมองบุตรสาวอย่างสงสัย
'อ่อ... ดูเหมือนเพราะข้ามีแก้วดวงจิตอะไรนี่ล่ะ ท่านแม่ยามนี้ข้าอ่อนเพลียมากขอดื่มนมก่อนได้หรือไม่'
เมิ่งหลันเซียงรีบใช้ผ้าคลุมตัวก่อนแหวกหน้าอกให้เด็กน้อยดื่มนม ซึ่งโจวจื่อหยาก็เร่งดื่มนมอย่างหิวโหยทันที เมื่อดื่มน้ำนมที่หอมเป็พิเศษจนอิ่ม จึงมองมารดาและลองพูดคุยกันทางความคิดดูอีกครั้ง
'ท่านแม่....'
'หยาหยาเ้ารักษาพ่อของเ้าหรือ'
'ท่านอย่าเพิ่งถาม ข้าปวดเบา'
'ก็ฉี่เลยสิ'
'ท่านพาข้านั่งกระโถนจะดีกว่าไหม ผ้าจะได้ไม่เปียก'
เมิ่งหลันเสียงตกตะลึง ก่อนจะมองรอบรถม้าไม่มีกระโถนอย่างที่บุตรสาว้า มีแต่ถังใบเล็กๆ เอาไว้ตักน้ำ แต่เมื่อคิดว่าไม่ต้องทิ้งผ้าเปียกๆ ของบุตรสาวเพื่อเป็การประหยัด จึงคว้าถังมาและจัดการเปิดผ้าจัดท่าทางให้บุตรสาว
"นายหญิงจะทำอะไรเ้าคะ"
"อ่อ จะให้หยาหยาปล่อยของเสียนะ"
"โถ่วนายหญิง คุณหนูยังเล็กนั่ง ยังไม่รู้ว่าจะต้องปล่อยของเสียเวลาไหนหรอกเ้าค่ะ" นางเจียงเอ่ยอธิบายด้วยสีหน้าจนใจ
'ท่านแม่เอาผ้าคลุมให้ข้าด้วยสิเ้าค่ะ ข้าอายปล่อยของเสียไม่ได้หรอก'
'อายอะไรเ้ายังเป็เพียงทารก' แม้เมิ่งหลันเซียงจะคิดเช่นนั้น แต่ก็ใช้ผ้าห่อตัวบุตรสาวกางออกและทำเป็ระโจมห่มคลุมร่างของบุตรสาว ปล่อยให้หัวเล็กๆ โผล่หน้ามามองผู้คนโดยเมิ่งหลันเซียงช่วยประคองคอและหลังของบุตรสาวเอาไว้
"นายหญิงเ้าคะคุณหนูยังเด็กนัก ยังไม่สามารถ....."
"ชี่....ชี่......" เสียงน้ำและยังเริ่มมีกลิ่นของเสียลอยมาตามลม เป็การตอบบทสนทนาด้วยการกระทำที่ตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง
โจวจื่อหยารู้สึกอับอายแต่ก็ไม่อาจฝืนกลั้นความ้าทางธรรมชาติและทรมานร่างกายของตนได้ จึงหลับตาและขับถ่ายของเสียทั้งหนักทั้งเบาออกมาจนหมด
'ท่านแม่ เสร็จแล้ว'
เมิ่งหลันเซียงจัดการทำความสะอาดบุตรสาวอย่างคล่องแคล่ว และนำถังของเสีย ส่งให้เจียงมามาเพื่อส่งสัญญานให้รถม้าชะลอเพื่อเทของเสียทิ้ง เอาไว้รอถึงสถานที่เหมาะสมค่อยนำถังไปล้าง คราวนี้นับเป็การขัยถ่ายที่ประหยัดผ้าไปได้อีกทางหนึ่งและทุกคนไม่ต้องทนกับกลิ่นของเสียจากเด็กทารก
โจวจื่อหยาเมื่อสบายตัวแล้วจึงนอนหลับไปอีกครั้ง ไม่ว่าเมิ่งหลันเซียงอยากจะพูดคุยกับบุตรสาวทางความคิดมากแค่ไหนแต่บุตรสาวก็ไม่โต้ตอบเพราะเด็กน้อยได้หลับสนิทไปแล้ว
วันนี้ไม่มีการต่อสู้ไม่มีคนตามฆ่าการเดินทางสงบเรียบร้อยมาโดยตลอด
คืนนี้เจิ้งฮุ่ยผิงเรียกจงเหลียงมาพูดคุยกันตามลำพัง ทั้งคู่กระซิบพูดคุยกันอยู่นาน ก่อนที่เจิ้งฮุ่ยผิงจะเดินกลับมาหานางเจียงผู้เป็มารดาของตน
สองคนแม่ลูกกอดคอกันร้องไห้ และกระซิบร่ำลากันอย่างอาลัยอาวรณ์
เมิ่งหลันเซียงเลี้ยงดูโจวจื่อหยาอย่างเข้าอกเ้าใจกันดีเพราะยามนี้โจวจื่อหยาไม่เหมือนกับเด็กทารกผู้อื่นที่ต้องร้องไห้เพื่อให้ผู้ใหญ่มาดูแลตน
'ท่านแม่ข้าหิว'
'ท่านแม่ข้าอยากถ่ายเบา'
'ท่านแม่สมุนไพรตรงนั้นต้องเก็บไปให้เยอะ'
'ท่านแม่ดื่มน้ำเยอะๆ ดีต่อสุขภาพ นำน้ำที่มีสารอาหารบำรุงร่างกายไปทำอาหารด้วยเ้าค่ะ'
'ท่านแม่ข้ามีพลังพอรักษาฮุ่ยผิงแล้วแต่ไม่อาจทำให้หายสนิทได้เพราะกลัวคนอื่นจะสงสัย เมื่อวานข้าไม่ได้คิดเื่นี้ให้รอบครอบก่อน' โจวจื่อหยายามนี้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เมื่อสามารถพูดคุยกับมารดาอย่างเมิ่งหลันเซียงได้
เช้าวันต่อมาทุกคนต้องเดินทางต่อ แต่ฮุ่ยผิงกับจงเหลียนกลับพูดว่าจะขอแยกทางกับทุกคน
"หนทางข้างหน้าไม่มีคนติดตามนายท่านแล้ว ข้าจะล่อให้พวกมันเข้าใจผิดและติดตามข้าไปอีกทาง เพื่อให้นายท่านจะได้มีเวลารอขึ้นเรืออย่างปลอดภัย"จงเหลียนเอ่ยเหตผลให้ทุกคนฟัง
"ข้าก็จะติดตามจงเหลียนไปด้วย เขาไปที่ไหนข้าก็จะขอติดตามเขาไปที่นั่น นายหญิง ข้าไม่อาจติดตามท่านไปในยามนี้ได้ หากมีวาสนาวันข้างหน้าข้าจะเดินทางไปหาท่านที่แผ่นดินใหญ่นะเ้าคะ"เจิ้งฮุ่ยผิงเอ่ยอย่างโศรกเศร้า
"ฮุ่ยผิงเ้าเดินทางไปกับพวกข้าเถิด จงเหลียนด้วย ฮุ่ยผิงไม่ใช่ว่าเ้าอยากพบหน้าบิดาและพี่ชายทั้งสองของเ้ามาโดยตลอดหลอกหรือเ้าจะแยกจากเจียงมามาในยามนี้ไปทำไม"
นางเจียงร้องไห้แต่ก็พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "นายหญิงปล่อยฮุ่ยผิงไปเถิดเ้าค่ะ เพื่อจะลบร่องรอยการเดินทางของพวกท่าน ต่อไปนายหญิงจะต้องสวมรอยเป็เจิ้งฮุ่ยผิง เป็บุตรสาวของข้าเจียงฝานและตาเฒ่าเจิ้งหลี่ ส่วนนายท่านก็จะกลายเป็บุตรเขยของข้า ทำอย่างนี้พวกเราจะได้ไม่ต้องเสียเงินปิดปากคนมากมาย ที่แผ่นดินโน้นทุกคนรู้ว่าตาเฒ่าเจิ้งมีบุตรสาวกับข้าที่นี่อยู่หนึ่งคน หากว่าข้าพาบุตรสาวบุตรเขยและหลานอีกสองคนกลับไปบ้านเดิม คงจะไม่มีใครคิดสงสัยเ้าค่ะ เพียงแต่คงต้องลดฐานะของนายท่านและนายหญิงแล้ว หวังว่าพวกท่านคงจะไม่รังเกียจข้า"
"เจียงมามา ท่านก็รู้ว่าข้ารักท่านราวกับเป็มารดาแท้ๆ ของข้ามาโดยตลอด แล้วข้าจะรังเกียจท่านได้อย่างไร แม้แต่ภาษาบ้านเดิมของท่านข้าก็เรียนรู้และพูดได้มาั้แ่เด็ก แต่ข้าทำใจไม่ได้ที่จะทิ้งฮุ่ยผิงเอาไว้ที่นี่ เพื่อให้ข้าได้สวมรอยเป็ฮุ่ยผิง"
"นายหญิงของบ่าว ท่านต้องเชื่อบ่าวนะเ้าคะ จงเหลียนมีฝีมือดีมากเขาปกป้องข้าได้อย่างแน่นอน อีกอย่างคนพวกนั้น้าเพียงตัวท่าน เมื่อหาท่านไม่เจอพวกเขาคงไม่ตามล่าข้าอย่างแน่นอน คุณหนูโปรดวางใจข้าก็จะเปลี่นชื่อเปลี่ยนแซ่เช่นกัน ดังนั้นแผ่นดินนี้จะไม่มีคนนามว่าเมิ่งหลันเซียงอีกต่อไปแล้วเ้าค่ะ "
โจวจวินมองจงเหลียนยอดฝีมือคนสนิทของเขา คนทั้งคู่สบตากันอย่างเข้าใจโดยไม่ต้องพูดอะไรกันให้มากความ
สตรีทั้งสามเอ่ยลากันด้วยความเศร้าใจ ก่อนที่รถม้าจะแยกไปอีกทางและม้าศึกตัวใหญ่สองตัวจะควบวิ่งออกไปอีกทาง การแยกจากคราวนี้ เป็การแยกกันโดยไม่รู้ว่าในอนาคตจะได้พบเจอกันอีกหรือไม่
โจวจวินนั่งคู่กับคนขับรถม้าที่เป็คนสนิทของตนอีกคน คนผู้นี้เป็ใบ้ ทุกคนจึงเรียกเขาว่าเ้าใบ้ ภายนอกรถม้ามีแต่ความเงียบ แต่ภายในรถม้ามีเสียงร้องไห้ของสตรีสองคน คนหนึ่งอายุราวสี่สิบกว่าๆ อีกคนอายุยี่สิบต้นๆ ทั้งคู่พูดปลอบใจกันไปมา โดยมีเด็กชายวัยห้าขวบนั่งอุ้มเด็กทารกวัยเดือนกว่ามองสตรีทั้งคู่ด้วยดวงตากลมโต
วันนี้รถม้าเดินทางจนมาถึงท่าเรือในตอนเย็น โจจวินผู้มีแผลที่ดูน่ากลัวบนใบหน้าไม่พูดไม่จายืนอยู่กับเ้าใบ้ ส่วนเมิ่งหลันเซียงที่ยามนี้เรียกตนเองว่าเจิ้งฮุ่ยผิงกำลังอุ้มเด็กทารกอีกมือจูงบุตรชายเดินตามหลังนางเจียงไปพบบุตรชายคนรองของนาง