บทที่ 54
คุณหนูตระกูลไป๋
ภายในห้องนอนของไป๋ซือเหนียงยังคงเงียบสงบแสงเทียนบนเชิงเทียนที่ตั้งอยู่ข้างผนังวูบไหวเล็กน้อย ยามต้องลมเย็นจากช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากไม้หอมลอยแทรกอยู่ในอากาศ ปกคลุมบรรยากาศให้รู้สึกอบอุ่นและสงบ
บนเตียงผ้านวมผืนหนายังคงห่มคลุมร่างเล็กๆ ของเถาเถาไว้แน่นหนา เด็กน้อยหลับสนิท แก้มกลมแนบหมอนลมหายใจสม่ำเสมออย่างเป็นจังหวะ ให้ความรู้สึกเหมือนเจ้าตัวน้อยกำลังฝันดี
เหยียนไป๋เฉินยังคงนั่งอยู่ข้างเตียงใบหน้าเขาสงบนิ่ง มือข้างหนึ่งวางอยู่บนผ้าห่ม ส่วนอีกข้างวางบนขอบเตียงดวงตาคมทอดมองบุตรสาวอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏอยู่ที่มุมปาก
ท่ามกลางความเงียบ เสียงฝีเท้าเบา ๆดังขึ้นจากทางด้านนอก
ไม่กี่อึดใจต่อมาเงาร่างของไป๋ซือเหนียงก็ปรากฏขึ้นหน้าประตูห้อง นางผลักบานประตูออกช้า ๆแสงจากด้านหลังทาบเงาร่างของนางยาวทอดบนพื้นไม้ก่อนที่นางจะก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องด้วยจังหวะที่สงบนิ่ง
เหยียนไป๋เฉินเหลือบตามองทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าร่างสูงหันกลับไปมองนางที่กำลังก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่เอ่ยถามสักคำ
เขาไม่ถามว่านางไปที่ใดมา...ไม่ถามว่าลงมือทำสิ่งใด...ทั้งที่ก่อนหน้านี้รู้ชัดเจนว่านางออกไปด้วยเจตนาบางอย่าง
แต่ด้วยประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสวรรค์เขากลับสัมผัสได้อย่างแจ่มชัดว่า... สตรีตรงหน้า ไม่ได้ ลงมือสังหารผู้ใด
ไม่มีกลิ่นโลหิตจาง ๆ ติดกายไม่มีแรงสั่นสะเทือนของจิตสังหารหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ร่างกายของนางสงบนิ่งปราศจากความคุกรุ่นใด ๆ
นั่นทำให้เหยียนไป๋เฉินรู้สึกแปลกใจอยู่ลึกๆ
เขาคาดว่านางจะกลับมาพร้อมกลิ่นเลือดหรือพลังสังหารอันแหลมคมทว่า สิ่งที่เห็นกลับเป็นเพียงหญิงสาวในชุดขาว ที่เดินกลับเข้ามาเงียบ ๆราวกับแค่ไปเดินเล่นรับลมยามค่ำคืน
แม้ความสงสัยจะคืบคลานอยู่ในใจ...แต่เขาก็ไม่เอ่ยถามออกไปแม้สักคำ
ไป๋ซือเหนียงเดินกลับมานั่งลงข้างเตียงตรงที่เดิมดวงตาคมของนางก้มลงมองเถาเถาที่นอนหลับสนิทอยู่ใต้ผ้านวมมือเรียวยกขึ้นปัดปอยผมที่ปรกหน้าผากเล็ก ๆ ของบุตรสาวออกเบา ๆก่อนจะหันสายตาไปสบกับเหยียนไป๋เฉินเพียงชั่วครู่ แล้วก็เบือนหน้ากลับ
ภายในห้องยังคงเงียบสงบแสงเทียนริบหรี่ส่องให้เห็นเงาของทั้งสองทอดทับลงบนพื้นอย่างคลุมเครือ
เหยียนไป๋เฉินทอดสายตามองสตรีที่นั่งอยู่ข้างเตียงก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเบาแต่ทุ้มชัดเจน
“เจ้าปล่อยให้ข้าเฝ้าเถาเถาเพียงลำพังในครั้งนี้...ถือว่าเป็นการทดสอบอีกครั้งหรือไม่?”
ไป๋ซือเหนียงได้ยินคำถามนั้นก็หันไปสบตาเขาเล็กน้อยมุมปากของนางแย้มยิ้มออกมาอย่างผ่อนคลาย นางส่ายศีรษะเบา ๆแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เรียบเนียน
“สถานที่แห่งนี้เป็นจวนของเหยียนหลงอ๋องหากว่าเจ้ามีประสงค์ร้ายจริง ๆ... หลังจากที่ข้ากับเถาเถาเหยียบย่างเข้ามาในจวนนี้เจ้าคงลงมือไปนานแล้ว”
“เพราะฉะนั้น ” นางว่าพลางเหลือบตามองบุตรสาวที่ยังคงหลับสนิท“ ครานี้จะเรียกว่าเป็นการทดสอบ ย่อมไม่ใช่หรอก”
เหยียนไป๋เฉินถอนหายใจแผ่วรอยยิ้มบางจาง ๆ ผุดขึ้นบนริมฝีปาก เขาส่ายหน้าเบา ๆ อย่างยอมจำนน
เวลาต้องอยู่ต่อหน้านาง...เขาลำบากใจเสมอ
ไป๋ซือเหนียงไม่ใช่หญิงสาวที่เขาสามารถอ่านออกได้ง่ายๆ นางนิ่ง ลึก และคาดเดาได้ยากยิ่ง ราวกับสายน้ำในหุบเหวลึกที่เงียบสงบแต่มืดดำ
เงียบไปครู่หนึ่งเหยียนไป๋เฉินก็เอ่ยขึ้น “ในเมื่อเจ้ากลับมาแล้ว ข้าขอตัวก่อน”
เขาลุกขึ้นช้า ๆ จากขอบเตียงจังหวะการเคลื่อนไหวยังนุ่มนวลและเงียบงันเช่นเคย มือหนึ่งปัดชายเสื้อคลุมให้เรียบร้อยดวงตาก็หันมามองเถาเถาที่ยังคงหลับสนิทอีกครั้ง ก่อนจะหมุนกายก้าวเท้าออกไป
เสียงฝีเท้าของเขาดังแผ่วบนพื้นไม้ก่อนร่างสูงในชุดขาวจะค่อย ๆ ลับหายไปหลังประตูบานนั้น
ไป๋ซือเหนียงยังคงนั่งนิ่งอยู่ข้างเตียงดวงตาของนางทอดมองตามเงาหลังของเขาจนสุดสายตาเงาสะท้อนในดวงตานั้นคล้ายจะว่างเปล่า ทว่าแฝงไว้ด้วยความเงียบล้ำลึก
เถาเถาขยับตัวเล็กน้อยในยามหลับมือเล็กยังคงกำนิ้วของนางไว้แน่นราวกับกลัวว่าจะหายไป
ไป๋ซือเหนียงจึงยกมืออีกข้างขึ้นลูบผมเถาเถาเบา ๆ ก่อนจะเอนตัวลงนั่งพิงข้างเตียงอีกครั้ง เงียบงัน ทว่ามั่นคง
ภายใต้เปลวเทียนที่ยังส่องไหวเงาร่างของมารดาผู้หนึ่ง ก็ยังคงเฝ้าดูลูกน้อยหลับใหล...โดยไม่กล่าวถ้อยคำใดอีกเลย
…
รุ่งเช้าวันถัดมา
ภายใต้แสงแดดอ่อนของยามสายบรรยากาศภายในนครหลวงเหยียนจิงที่เคยเงียบสงบกลับเริ่มกระเพื่อมไหวด้วยเสียงกระซิบกระซาบและความเคลื่อนไหวอันผิดปกติ
ข่าวลือข่าวหนึ่ง...แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวงราวกับสายลมฤดูใบไม้ร่วงที่พัดผ่านทุกตรอกซอกซอย
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าแหล่งข่าวมาจากที่ใดไม่มีผู้ใดรู้ว่าใครเป็นผู้เริ่มต้น แต่สิ่งที่แพร่กระจายออกไปนั้นกลับเป็นเรื่องที่เขย่าความทรงจำของผู้คนทั้งนครหลวงได้อย่างรุนแรง
“สตรีที่ซื่อจื่อของเหยียนหลงอ๋องพากลับมาจากแดนไกลในครานี้...นางคือบุตรสาวของตระกูลไป๋!”
ประโยคนี้ถูกเอ่ยออกจากปากผู้คนซ้ำแล้วซ้ำเล่าดั่งเป็นเรื่องต้องห้ามที่ถูกขุดขึ้นมาจากหลุมลึกของความทรงจำในอดีต
ผู้คนเริ่มแตกตื่น เสียงซุบซิบดังขึ้นในตลาดถนน และเหลาสุราในตรอกใหญ่ซอยเล็กของเมืองหลวงล้วนคลาคล่ำไปด้วยกลุ่มผู้คนที่กำลังพูดคุยถึงเรื่องนี้อย่างคึกคัก
“สิบปีก่อน... ข้าอยู่แถวนั้นตอนเกิดเรื่องทุกคนบอกว่าตระกูลไป๋ตายหมด!”
“ถ้าเป็นบุตรสาวของผู้นำตระกูลจริงแล้วนางรอดมาได้อย่างไร?”
“ตระกูลไป๋ร่ำรวยยิ่งกว่าใครในเมืองพ่อค้าทั่วใต้หล้าต้องผ่านเครือข่ายของพวกเขา! ใครกันที่บังอาจล้างตระกูลเช่นนั้นแล้วเหตุใดถึงไม่มีใครกล้าแตะต้อง?”
“บางคนว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเป็นถึงขุนนางระดับสูง…”
เสียงพูดคุยเหล่านี้ล้วนเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นหวาดหวั่น และใคร่รู้
เหตุการณ์ลอบสังหารและล้างตระกูลที่เกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อนแม้จะเงียบหายไปตามกาลเวลาแต่ผู้คนที่อยู่ร่วมยุคก็ยังจำได้ดีว่าคืนนั้นมีบางอย่างผิดปกติ
แม้จะเป็นตระกูลพ่อค้าทว่าตระกูลไป๋กลับมีอิทธิพลเหนือผู้ใด
มีเงินตรา มีเส้นสายมีคนในเงามืดที่คอยเคลื่อนไหว
แต่แล้วในชั่วข้ามคืนทุกสิ่งทุกอย่างกลับล่มสลายราวฟ้าผ่า ไร้คำอธิบาย ไร้ผู้เรียกร้องความเป็นธรรม
ในตอนนั้น ผู้คนได้แต่ก้มหน้าหลบตา…ไม่มีใครกล้าพูด ไม่มีใครกล้าถาม
ทว่าในวันนี้... บุตรสาวสายตรงของผู้นำตระกูลที่เชื่อว่าจากไปพร้อมครอบครัวกลับปรากฏตัว
ไม่เพียงแต่มีชีวิตรอดแต่นางยังอยู่เคียงข้างซื่อจื่อของเหยียนหลงอ๋อง บุรุษผู้เป็นว่าที่องค์ชายในสายตาของเหล่าขุนนางทั้งหลาย
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เพียงข่าวลือแต่มันกำลังกลายเป็นระลอกคลื่นขนาดใหญ่ที่ไหลย้อนกลับไปยังอดีต
และผู้คนมากมายภายในเมืองหลวง…ต่างจับตารอดู ว่าคลื่นลูกนี้จะซัดกระหน่ำลงที่ผู้ใดบ้าง