“บรื๋ออออ หนาวชะมัด ดูท่าแล้วปีนี้หิมะน่าจะตกเร็วกว่าที่คิดไว้นะ” กู่ฟางกล่าวพร้อมกับถูมือทั้งสองข้างขยับเข้าไปใกล้กองไฟอีกนิด
“พรุ่งนี้เราก็จะถึงเมืองเฉินหนงแล้วล่ะ ค่ำๆก็น่าจะไปถึงหมู่บ้านน่าหลางแล้ว” เฉิงฉือกล่าว
หากเป็นไปได้เขาไม่อยากหยุดเดินทางเลยแม้แต่นิด แต่เวลานี้อากาศเริ่มหนาวเย็นจนน้ำค้างบนใบไม้เริ่มแข็งตัวกันไปหมดแล้ว บนพื้นหินพื้นดินก็มีน้ำค้างแข็งเกาะอยู่ทั่วไปหมด หากต้องเดินทางในเวลากลางคืนก็เสี่ยงที่จะเกิดอันตรายได้ ต้องรอให้แดดออกในตอนเช้า น้ำค้างละลายลงไปเสียหน่อยพื้นก็จะไม่ลื่นมากนักพอจะเดินทางต่อได้สะดวก ยังดีที่อีกเพียงวันเดียวก็จะถึงตัวเมือง และหากเขาเร่งรีบเข้าอีกหน่อยก็จะกลับถึงบ้านในช่วงค่ำ
ที่บ้านยังมีบางจุดที่อากาศหนาวสามารถแทรกผ่านเข้ามาได้ เงินที่ได้ส่วนแบ่งมาจากท่านอากู่ทั้งสองเขาก็เก็บไว้เป็นอย่างดี เตรียมไว้สำหรับจะนำมาสร้างบ้านใหม่ แต่ปีนี้คงไม่ทันแล้ว
“ได้โปรดรอข้าอีกนิดนะซีห่าว ลู่ฉี” เขาภาวนาในใจ
“เจ้าไม่มีญาติพี่น้องคนอื่นที่พอจะฝากฝังน้องชายได้เลยหรือ ข้าว่าเจ้าดูไม่เหมือนคนชนบทเลยสักนิด ทั้งอ่านเขียนได้ ทั้งใช้ดาบและธนูเป็น เจ้าเป็นใครกัน” กู่เผิงถาม
เดินทางร่วมกันมานานบางครั้งก็ต้องล่าสัตว์บางครั้งก็เจอคนร้าย เขาเห็นการต่อสู้ของเจ้าเด็กหนุ่มนี้มาตลอดดูคล้ายกับว่าได้ร่ำเรียนมา ไม่ได้ฟันเปะปะไปทั่วเหมือนพวกนักเลงหัวไม้ เงินส่วนแบ่งของเขานอกจากซื้อธนูและเสื้อผ้าแล้ว เขาบอกเพียงต้องเก็บไว้ให้น้องชายทั้งสองเท่านั้นไม่ยอมใช้จ่ายอะไรสุรุ่ยสุร่ายเลย
"พวกเรามีกันแค่สามคนพี่น้องเท่านั้นล่ะท่านอา เดิมทีเราก็เป็นเพียงบุตรอนุภรรยาคนที่สามของท่านพ่อเพียงเท่านั้น หลังจากที่มารดาของข้าตายไป แม่รองของข้าก็พยายามชักนำให้ข้ากลายเป็นคนเสเพล เมื่อไม่ได้ดังใจก็หาทางกลั่นแกล้งพวกเรามาตลอด จนบิดาข้าเสียชีวิตไปอีกคนนางก็ยิ่งลงมือหนักขึ้น หากข้ายังอยู่ที่นั่นก็อาจไม่มีชีวิตรอดต่อไปได้อีก
ท่านตาหวังข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ของมารดาข้า ได้รับความช่วยเหลือจากคนผู้หนึ่งให้ช่วยพาพวกเราหนีออกมาจากจวน แต่ท่านตาก็ยังพลาดพลั้งได้รับบาดเจ็บมา หนีกันมาไกลจนถึงหมู่บ้านน่าหลางก็ใช้เงินทั้งหมดที่เหลืออยู่ซื้อที่ดินและสร้างกระท่อมเล็กๆ ไว้อาศัย
เวลานั้นข้ายังทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ท่านตาต้องสอนการใช้ชีวิตทุกอย่างให้พวกเราสามคนพี่น้อง สุดท้ายแม้บาดแผลของเขาจะหายดีแล้ว แต่เขาก็ชรามากและยังเหน็ดเหนื่อยมาตลอดการเดินทางจึงจากพวกเราไป ยังดีที่ข้าเคยฝึกดาบและธนูมาก่อน จึงได้ใช้วิชาที่มีออกล่าสัตว์ไปขายเป็นอาชีพเลี้ยงดูน้องชายสองคนลำพังมาตลอด"
เฉิงฉือเล่าเรื่องราวของเขาให้สองบุรุษแซ่กู่ฟังอย่างเรียบง่าย เมื่อเขานึกถึงแม่รอง หรืออนุภรรยาอันดับที่สองของบิดาเขา เมื่อมารดาของเขาจากไปจากการคลอดลู่ฉี นางก็เข้ามาทำท่าทีรักใครเขาสามพี่น้องราวกับเป็นบุตรชายแท้ๆ ของนางเอง แต่แท้จริงแล้วกลับไม่สั่งสอนให้พวกเขาเป็นคนดี ปล่อยให้เขาทะเลาะต่อยตีกับสหาย ลงโทษบ่าวไพร่อย่างเอาแต่ใจ ส่งสตรีมาล่อลวงเขาตั้งแต่เขายังอายุน้อยหวังจะให้เขาลุ่มหลงอยู่กับสตรี
แต่ดีที่มีท่านตาหวังคอยตักเตือนเขา เมื่อเขาคิดตามจึงได้เห็นเล่ห์กลของแม่รองว่านางร้ายกาจเพียงใด เมื่อล่อลวงเขาไม่สำเร็จนางจึงเปลี่ยนเป็นหาทางกำจัด บ่าวไพร่ในเรือนของมารดาที่เคยภักดีต่อท่านแม่ต่างก็ทรยศหักหลังเขา ปฏิบัติต่อเขาอย่างเลือดเย็น นี่จึงเป็นเหตุที่เขาไม่อยากไว้วางใจใคร และสอนน้องไม่ให้คบค้ากับผู้ใดโดยง่าย
หากรู้ว่าจะมีวันนี้ เมื่อสี่ปีก่อนเขาจะรีบตั้งหน้าตั้งตาหาสตรีที่มีศีลธรรมมาเป็นภรรยา เพื่อจะได้มีคนมาคอยดูแลน้องชายทั้งสองของเขา จะได้ไม่ต้องมานั่งทุกข์ใจอยู่เช่นนี้
……….
หมู่บ้านน่าหลาง
“อีกสามวันก็เริ่มเก็บผักไปขายได้แล้วล่ะเจ้าค่ะ ดีนักที่ข้าตัดสินใจไม่เพาะปลูกผักในที่ดิน 7 หมู่เพิ่มเติม ปีนี้หน้าหนาวมาเร็วกว่าเดิม ผักพวกนี้ก็จวนจะได้เวลาเก็บเกี่ยวพอดี” จางเฟยอียืนคุยอยู่กับป้าสะใภ้ทั้งสองอยู่ข้างแปลงผัก
“พรุ่งนี้ข้าจะให้ลุงใหญ่ของเจ้าไปบอกทางภัตตาคารจินหลงเอาไว้แล้วกัน พวกเขาจะได้เตรียมตัวมารับของไป…. จะว่าไปแล้วเจ้าก็ต้องขอบคุณ คุณชายสามเยี่ยให้มากหน่อยนะเฟยอี เขาช่วยบอกพวกตระกูลใหญ่ในเมืองเฉินหนงให้มาซื้อผักจากพวกเรา ทั้งยังกำชับให้มาซื้อกันเองที่นี่ พวกเราไม่ต้องลำบากเดินทางกันเลย ไม่เช่นนั้นมีเกวียนของอ้ายกัวเล่มเดียว คงจะต้องขนส่งกันทั้งวันทั้งคืนเป็นแน่” นางหลี่ซื่อกล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างเบิกบานใจ
“นี่…หลานสาว เจ้าจะจ้างนางหญิงหม้ายผู้นั้นมาเก็บผักด้วยหรือไม่เล่า” นางไป๋ซื่อพยักพเยิดไปทางเพิงพักของนางเจียวซื่อที่เห็นอยู่ไกลๆ
“ป้าสะใภ้รองไม่รังเกียจนางหรือไรเล่าเจ้าคะ หากท่านป้าอยากจะช่วยนางก็ไปบอกกล่าวกับนางเอาเองเถิด ข้าเคยพยายามพูดคุยกับนางแล้ว แต่นางไม่พูดกับข้าแม้แต่ครึ่งคำ”
“เพ่ย..นางก็เป็นเหมือนเช่นข้านี่ล่ะ ปากร้ายแต่ใจดี ข้ากับนางเหมือนกันเหตุใดข้าจะดูไม่ออกเล่า แต่นางแค่โชคร้ายกว่าข้าก็เท่านั้น อย่างไรก็เป็นสตรีเหมือนกันจะไม่ให้ข้าคิดสงสารบ้างก็จะใจดำเกินไปแล้ว” นางไป๋ซื่อทำท่าลูบอกราวกับเสียอกเสียใจเสียเต็มประดา
“ไม่ใช่ข้าไม่มีน้ำใจหรอกเจ้าค่ะท่านป้าสะใภ้รอง แต่เป็นนางที่ไม่ยอมรับน้ำใจจากพวกเราสกุลจางต่างหากเล่า ข้าทำได้แค่เพียงคอยมองดูนางบ่อยๆ หากไม่เห็นนางออกจากเพิงพักก็แสดงว่านางป่วย ข้าสั่งเด็กๆ ให้ช่วยกันดูเอาไว้แล้วเจ้าค่ะ”
“เอาล่ะๆ เราก็ทำที่เราทำได้เท่านั้นก็พอแล้ว เดี๋ยวพวกเราจะกลับก่อนแล้วเฟยอี อีกสามวันก็จะพาพวกลุงและพี่ๆ เจ้ามาช่วยกันเก็บผักก็แล้วกันนะ ชาวบ้านพวกนั้นคะยั้นคะยอเร่งให้ข้ามาถามเจ้าทุกวันจนข้าต้องรีบมา ยังทำงานในบ้านไม่ทันเสร็จเลย ข้าไปล่ะ" นางหลี่ซื่อกล่าวจบก็ดึงแขนสะใภ้รองให้เร่งตามออกไปทันที
ดีแล้วที่นางตัดสินใจส่งผักให้คนในหมู่บ้าน ตลอดระยะเวลาที่เพาะปลูก พวกเขามักจะส่งเด็กโตหน่อยมาช่วยรดน้ำผัก พอว่างก็พากันมาช่วยถอนหญ้าพรวนดิน ดูแลผักเหล่านี้เป็นอย่างดีจนนางเองแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย วันๆ แค่เตรียมอาหารให้เด็กๆ สอนหนังสือให้พวกเขาเป็นบางครั้ง งานบ้านงานเรือนเด็กๆ ก็ช่วยกันทำทุกอย่าง จนนางคิดว่า หากในมิตินางมีอาหารสำเร็จรูปอยู่แล้ว นางคงเป็นง่อยเพราะไม่มีอะไรทำเป็นแน่
………
เฉิงฉือและสองพี่น้องสกุลกู่ เดินทางมาถึงหมู่บ้านน่าหลางในช่วงยามห้าย (21.00-22.59) เวลานี้ผู้คนในหมู่บ้านต่างก็ปิดประตูดับไฟนอนกันไปหมดแล้วไม่อาจถามข่าวคราวจากผู้ใดได้ ตัวเขาก็ร้อนใจจึงรีบมุ่งหน้าไปยังท้ายหมู่บ้านเพื่อไปให้ถึงบ้านของตนโดยเร็วที่สุด
“ซีห่าว ลู่ฉี” เฉิงฉือตะโกนเรียกน้องชายสองคนตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดประตูเข้าบ้าน
หัวใจของเขาเต้นรัวเมื่อพบว่าในบ้านไม่มีคนอยู่ เขาวิ่งเปิดดูทุกห้อง ดูจนรอบก็ไม่เห็นน้องชายของเขา เวลานี้ท้องไส้ของเขาปั่นป่วนจนรู้สึกอยากอาเจียนขึ้นมา
“พวกเขาไม่อยู่”
“หลานชายบ้านทางนั้นยังมีแสงไฟ เจ้าลองไปถามดูก่อนเขาต้องรู้เรื่องบ้างล่ะ ไม่แน่น้องชายเจ้าอาจอยู่ที่นั่นก็ได้” กู่เผิงปลอบใจชายร่างใหญ่ที่เวลานี้สภาพดูไม่ได้เป็นอย่างยิ่ง
“พวกท่านรออยู่ที่นี่ก่อนก็ได้ ครัวและฟืนอยู่ทางด้านหลังเดี๋ยวข้ารีบกลับมา”