บทที่ 11
‘ยินดีด้วย.. คุณได้รับอาชีพ ‘แพทย์เทวะ’ ระดับพิเศษสีขาว..’ ข้อความจากระบบแสดงขึ้น ท่ามกลางอาการลุ้นของโอ๊ต แน่นอนว่าเขานั้นดีใจเอามากๆที่ได้อาชีพพิเศษนี้มา แต่จู่ๆเหมือนเขาจะนึกคิดอะไรขึ้นมาได้ “อาชีพแพทย์เทวะ.. ก็ดีใจอยู่หรอกนะ แต่ว่าเราจะเอามันไปใช้กับใครกับล่ะ เห้อ..สุดท้ายก็เกลืออยู่ดีนั่นแหละ” โอ๊ตอดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ มันก็จริงที่เป็นอาชีพเรียกได้ว่าพิเศษ แต่เขาไม่ได้เรียนมาในสายอาชีพนี้ อย่าว่าแต่จะรักษาใครเลย แค่มีโอกาสได้รักษาก็เรียกว่ายากมากแล้ว ใบประกอบวิชาชีพก็ไม่มี หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นอาชีพที่ไร้ประโยชน์สุดๆไปเลยก็ว่าได้“ช่างมันก่อนเถอะ.. เราควรจะเตรียมตัวทำแพนเค้กได้แล้ว วันนี้ต้องทำในเช้านี้มากถึง 150 ชิ้น” โอ๊ตเลือกที่จะช่างมันไว้ก่อน เพราะในตอนนี้เขาจะต้องหันกลับมาใส่ใจกับเรื่องที่สมควรจะต้องทำมากกว่า เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว เขาจึงลุกจากเตียงเพื่อที่จะไปล้างหน้าล้างตา ทำงานของเขาต่อ และเป็นเวลาเดียวกันที่ความสามารถของอาชีพไหลเข้ามาในตัวของเขา แม้ว่ามันจะไร้ประโยชน์ แต่ก็ต้องยอมรับมันมาใช้อยู่ดี หลังจากแปรงฟันจัดการกับธุระส่วนตัวหมดแล้ว โอ๊ตก็ออกจากห้องเพื่อไปทำแพนเค้กที่รถเข็นอาหารของเขาในทันที“..เสร็จทันเวลาพอดีเลย..” โอ๊ตปาดเหงื่อของตัวเองเล็กน้อย เขาคิดว่าตัวเองทำแพนเค้กได้เร็วขึ้น เชี่ยวชาญมากขึ้น แพนเค้กเองก็ดีน่าทานน่าอร่อยมากขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ก่อนที่เขาจะจับพวกมันใส่ในถุงพลาสติก เพื่อให้ลุงเกษมไปขายต่อ“เหนื่อยหน่อยนะ.. โอ้ วันนี้เอ็งวาดภาพลงแพนเค้กด้วยเหรอเนี่ย ลุงตกใจเหมือนกันนะ” ลุงเกษมที่เตรียมตัวออกไปขายไอศกรีมของเขาก็มารับแพนเค้กไปขายตามเวลาที่ทั้งสองได้ตกลงกันเอาไว้“จริงๆแล้วผมก็คิดมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าแพนเค้กที่ผมทำมันเหมือนเป็นการเอาเปรียบลูกค้ามากเกินไปหน่อย ขนาดปริมาณของแพนเค้กมันดูไม่คุ้มค่ากับราคาที่พวกเขาต้องจ่าย ก็เลยคิดว่าวาดภาพไปด้วย น่าจะพอให้พวกเขาคิดว่ามันคุ้มค่าน่ะครับ..” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับมองดูแพนเค้กที่กำลังยื่นส่งให้ ภาพที่เขาวาดมันเป็นภาพอะไรง่ายๆไม่ได้ซับซ้อนอะไรอย่างต้นไม้ ดอกไม้ และใบหญ้าเท่านั้น“อย่างนั้นเหรอ.. แต่เอ็งก็วาดสวยดีนะ แต่ไม่เห็นจำเป็นเลย เพราะว่าแพนเค้กของเอ็งอร่อยมากอยู่แล้วไงล่ะ..” ลุงเกษมกล่าว โอ๊ตที่ได้ยินคำชมเองก็อดจะเกาหัวแบบเขินๆไม่ได้ แต่จนแล้วจนรอดพวกเขาก็คุยกันต่อได้อีกสักพัก เพราะว่าโอ๊ตเองก็ต้องไปเรียน ลุงแกก็ต้องไปขายของต่อ ดังนั้นทั้งสองจึงแยกกันไปทำธุระของใครของมันหลังจากที่ฝอยกันมานาน“เราเองก็รีบสักหน่อยดีกว่า..” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับทำหน้าเหนื่อยๆใจกับรถเบนซ์คันหรูตรงหน้า เขายังไม่รู้เลยว่าจะทำอย่างไรกับมันดี แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่ต้องมานั่งคิด เขาต้องรีบเดินทางไปที่มหาวิทยาลัย หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้ว เขาก็ต้องนำรถยนต์คันหรูนี้ออกไปใช้ด้วยเช่นกัน ไม่อย่างนั้นมันอาจจะเป็นที่น่าสงสัยของป้าเพ็ญที่คอยจ้องจับผิดผู้อยู่อาศัยตลอดเวลา และในระหว่างที่ขับอยู่นั้นเองในหัวของเขาก็เต็มไปด้วยคำถามที่ว่า ‘จะทำยังไงดีกับมัน’ โอ๊ตเดินทางมาถึงมหาวิทยาลัยอย่างปลอดภัยหายห่วง แต่เขาเลือกที่จะจอดรถไว้ที่คณะใกล้เคียง เพราะไม่อยากให้เพื่อนๆในคณะเห็นความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ บางทีพวกเขาเหล่านั้นอาจจะปฏิบัติกับเขาผิดแปลกไปจากเดิม ซึ่งเขาไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น“สวัสดีจ้ะ..โอ๊ต..” ในระหว่างที่โอ๊ตกำลังเดินเข้าตึกคณะ พร้อมกับระดมสมองทุกส่วนคิดถึงวิธีจัดการรถยนต์เจ้าปัญหาอยู่นั้น ดาวเด่นประจำคณะอย่างมนต์ก็เอ่ยทักกับเขาอย่างเป็นกันเอง ซึ่งมันเป็นอะไรที่ไม่ปกติสำหรับเขาเอามากๆ“สวัสดีครับหัวหน้าคลาส ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า..” โอ๊ตตอบกลับไปอย่างปกติ และการที่หัวหน้าคลาสกล่าวทักเขาก่อนเช่นนี้ มันแปลว่าอาจจะมีอะไรบางอย่างที่เธอต้องการจะบอก หรือคอยให้เป็นธุระให้ แต่นั่นมันก็เป็นเพียงแค่ความคิดของเขาเท่านั้น“เออ..ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ แค่กล่าวทักทายน่ะ กล่าวทักทายไง..” มนต์กล่าวออกมาด้วยรอยแก้ความเขินของตัวเอง เป็นครั้งแรกเลยที่เธอกล่าวทักเขาก่อนเข้าเรียนอย่างนี้ ด้วยการแนะนำของเฟิร์นเพื่อนรัก เธอควรกล่าวทักทายเขาในตอนเช้า“เออครับ เราก็คิดว่าหัวหน้าคลาสมีเรื่องอะไรซะอีก.. ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ” โอ๊ตกล่าวไปตามเหมือนกับปกติเหมือนที่เขาเคยทำ การเข้าสังคมกับเพื่อนๆมันเรียกได้ว่าเขานั้นแย่เอามากๆ แต่เป็นอย่างเหมือนที่เคยเป็นน่าจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นมันคงจะรู้สึกแปลกๆไป“จ้ะ.. เชิญเลยจ้ะ..” มนต์กล่าวพร้อมกับยิ้มให้กับโอ๊ต ส่วนเจ้าตัวเองโอ๊ตเองก็เกาแก้มเล็กน้อยก่อนจะเดินจากไป เมื่อโอ๊ตเดินไปไกลได้สักระยะหนึ่ง สีหน้าของมนต์ก็เปลี่ยนไป เหมือนว่าครั้งนี้เธอจะทำไม่สำเร็จ ทั้งๆที่ซ้อมมาอย่างดีกับเพื่อนของเธอแล้วแท้ๆ ชวนทานข้าวด้วยกันเอง ชวนมานั่งใกล้ๆเอย เมื่อถึงเวลาเอาเข้าจริงแล้วเธอกลับไม่กล้าที่จะพูดกล่าวออกไป“เจ้าบ้านั่นมันยังไงกันห๊ะ! ไม่เข้าใจเลยจริงๆขนาดมีดาวมหาลัยให้ความสนใจ.. ยังจะเล่นตัวอยู่ได้” เฟิร์นที่หลบอยู่ข้างๆเสาของตึกโวยวายออกมาอย่างหัวเสีย เจ้าผู้ชายนั่นมันยังไงกันเนี่ยเธอไม่เข้าใจเขาเลยจริงๆ“หน่าๆ เขาก็เป็นของเขาอย่างนี้แหละ ทั้งตอนนั้นหรือจะตอนนี้ เขาก็เป็นอย่างนั้นเสมอมา..” มนต์กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ ทั้งตอนนั้นที่กล่าวขอบคุณเขาที่ช่วยชีวิตของเธอเอาไว้ เขาเพียงแค่พยักหน้าเหมือนกับมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แถมยังเดินจากไปโดยที่ปฏิเสธของตอบแทนจากเธออีก“อะไรกัน.. ฉันล่ะสงสารเธอจริงๆที่ดันไปหลงชอบผู้ชายซื่อบื้อนั่น.. นิสัยแย่จริงๆ” เฟิร์นกล่าวออกมาเสียงดังพอประมาณ แน่นอนว่ามนต์ต้องรีบเข้ามาประกบปากของเพื่อนรักเธอเอาไว้ก่อน แต่มันก็ถือว่าโชคดีที่ไม่มีใครที่อยู่บริเวณนี้ ทำให้เธอรู้สึกโล่งใจไม่น้อย อาจจะเป็นเพราะเธอเขินมากก็เป็นได้ เลยไม่อยากให้ใครได้ยิน“เฮ้อ.. เธอจะพูดเสียงดังทำไมกันล่ะ เดี๋ยวคนอื่นเขาก็เข้าใจอะไรแบบผิดๆหรอก” มนต์กล่าวออกมาเบาๆ เธอเองก็กลัวว่าคนอื่นๆจะได้ยินความลับของเธอด้วยเช่นกัน“พูดอะไรของเธอน่ะ.. ฉันเห็นมันน่ารำคาญมาก ถ้าเธอไม่พูดเดี๋ยวฉันพูดเองก็ได้.. นี่! นายโอ๊ต มนต์..#@!$^%$” ในขณะที่เพื่อนของเธอกำลังจะขายความลับของตัวเธอให้กับฝ่ายได้รับรู้ มนต์รีบนำมือมาอุดปากของเฟิร์นเอาไว้ก่อน โอ๊ตเองที่ได้ยินเสียงเรียกก็หันมามองด้วยเช่นกัน เขาพบกับสองสาวที่ทำท่าทีลนลานแบบแปลกๆ เขาก็ถึงกับขมวดคิ้วอย่างสงสัย“ไม่มีอะไรหรอก.. โอ๊ตเข้าไปเถอะ” มนต์กล่าวพร้อมกับท่าทางเลิ่กลั่กเหมือนมีอะไรบางอย่าง“พวกเธอคงจะเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ ช่างเถอะ! ถึงยังไงก็ไม่ใช่เรื่องของเราอยู่แล้ว” โอ๊ตกล่าวกับตัวเองเบาๆ ก่อนที่เขาจะเดินเข้าลิฟต์ของคณะไป เพื่อที่จะไปเข้าเรียนบนชั้น 5 แต่ในตอนที่ขากำลังจะก้าวเข้าสู่ประตูลิฟต์ เขาก็ต้องชะงักตัวไปพร้อมกับหนึ่งความคิดที่แวบเข้ามาในสมอง ‘หรือว่าพวกเธอ.. พวกเธอจะเห็นเราตอนจอดรถกัน!..’ โอ๊ตแทบจะทำอะไรไม่ถูกเลย ทั้งๆที่อุตส่าห์เอารถไปจอดอีกคณะหนึ่งแล้ว พวกเธอยังบังเอิญที่จะเห็นมันอีก เขาไม่รู้ว่าตอนนี้เขาควรจะทำอย่างไรดี แต่ในเมื่อมาถึงขั้นนี้เป็นไงก็เป็นกัน เขาจึงเดินกลับเข้ามาหาพวกเธออย่างรวดเร็วทันที“เออ..คือ...” มนต์ที่เห็นอีกฝ่ายเดินเร็วเข้ามาทางเธอ เธอก็ยิ่งเสียอาการเข้าไปใหญ่ แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพราะว่าโอ๊ตกับยกมือขึ้นมาไหว้พวกเขาซะอย่างนั้น“ขอโทษนะ.. แต่ว่าพวกเธอช่วยเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับด้วยนะ ฉันขอร้องล่ะ” โอ๊ตกล่าวขอร้องกับพวกเธอไปตรงๆ และแน่นอนว่ามันทำให้ทั้งสองนั้นมึนงงกับสิ่งที่ได้ยินเอามากๆ ทั้งสองมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ แต่แล้วเฟิร์นที่ไหวพริบดี เธอเล็งเห็นโอกาส เธอจึงหัวเราะออกมาเหมือนกับแม่มดผู้ชั่วร้ายทันที“ฮู้วๆๆๆ ถ้านายไม่อยากให้ความลับของนายแตกแล้วล่ะก็.. นายต้องไปห้างกับพวกเราในตอนเย็น..ว่าไงล่ะ นายจะตกลงหรือเปล่า ฮู้วๆๆ” เฟิร์นกล่าวออกมา แม้ว่ามันจะรู้สึกขัดใจของมนต์ก็ตาม แต่มันก็เป็นผลที่ดีสำหรับเธอ เธอจึงเออออตามน้ำไป“พวกเธอจะให้ฉันเป็นเบ้ถือของให้สินะ ได้สิ! แต่ว่าตอนเย็นฉันไม่ค่อยว่างนะ เอาเป็น..อย่างพวกวันเสาร์-อาทิตย์แทนได้ไหม..” โอ๊ตที่กำลังเข้าใจผิดกล่าวออกมาอย่างร้อนรน แต่เขาก็ไม่ลืมว่าตอนเย็นเขาจะต้องไปขายของ แป้งเอยอะไรเอยก็เตรียมไว้หมดแล้ว ดังนั้นเขาจึงขอเลื่อนการเป็นทาสรับใช้ซื้อขายเป็นจำพวกวันหยุดแทน“เอาเป็นอย่างนั้นก็ได้.. วันเสาร์นายมาถือของให้พวกเรา แล้วความลับของนายจะปลอดภัยฮู้วๆๆ”