[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์

    110 เลเวล 5และผู้นำนิกายโลหิต

    “เจ้าคงมีคำถามมากมายอยากจะถามใช่ไหม ว่าข้านั้นเป็นใคร ตัวของเจ้าอยู่ที่ไหน จะออกไปได้อย่างไร ข้าพูดถูกไหม ตงฟาง” ตงฟางยังคงทำหน้านิ่งต่อไปแม้อีกฝ่ายจะรู้จักเขาก็ตาม


    “ตาลุง ผมตกใจมากนะเนี๊ยที่ลุงรู้จักชื่อของผม”


    “หึหึ ตอนนี้ข้ารู้ทุกอย่างของเจ้าแล้ว รวมไปถึงตาแก่หลี่หยุน น้องสาวหนิงเหอของเจ้า พี่ซิงเยียน ศิษย์พี่เยว่สือ หรือจะเป็นซูฮวาที่พึ่งเจอ ข้ารู้จักทุกๆอย่าง เจ้าสงสัยไหมว่าทำไมข้ารู้จักสิ่งเหล่านี้ที่เอ่ยมา”


    “น่าจะเป็นเพราะไข่มุกสีแดงเลือด มันฝังเข้าสู่สมองของผม”


    “ใช่ ถูกต้อง เป็นเพราะมันกำลังหลอมรวมเข้ากับสมองของเจ้า” คิ้วตงฟางกระตุกเล็กน้อยเมื่อรู้ว่ามีของแปลกปลอมกำลังหลอมรวมเข้ามาในหัวของเขา


    “งี้นี่เอง เอาล่ะ ผมขอถามจริงจังนะ ลุงกำลังพยายามชวนผมคุย เพื่อที่ลุงจะยึดสมองของผมไปใช่ไหม”


    “ฮ่าๆๆๆๆๆ”  เสียงหัวเราะเต็มไปด้วยความรู้สึกดีใจและตกใจผสมรวมกันออกมา เมื่อเด็กอายุเพียง 15 รู้ถึงการลงมือของมัน


    “ใช่แล้ว มันกำลังหลอมรวมเข้ากับเจ้า แต่เจ้าไม่ต้องกลัวหรอก มันสามารถกำจัดออกไปได้ วิธีก็ง่ายมากๆนั่นคือเจ้าต้องกำจัดจิตวิญญาณของข้าออกไป เอาล่ะ เจ้าอยากจะสู้กับข้าเพื่อทวงร่างคืนก่อนไหม หรืออยากจะถามก่อน” ตงฟางเท้าคางคิดเล็กน้อยก่อนจะเริ่มพูด


    “ระหว่างไข่มุกสีเลือดหลอมรวมเข้ากับสมอง กับตอนนี้ มันต่างกันมากแค่ไหน หากเราสู้กันจริง”


    “ไม่ต่างเลย ไข่มุกมันก็ทำหน้าที่หลอมรวมของมันไป พวกเราสองคนก็เพียงแค่ต่อสู้แย่งร่างนี้เท่านั้น ไข่มุกไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ข้าได้เปรียบ หรือทำให้เจ้าได้เปรียบ มันเป็นเพียงแค่ของวิเศษที่ข้าเตรียมไว้ให้ร่างใหม่ของข้าเท่านั้น”


    “หมายความว่ามันไม่ได้ทำให้ลุงเก่งหรือทำให้ผมอ่อนแอสินะ งั้นเรามาคุยกันก่อน ผมอยากรู้เรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลุงหรือไอ้ดาบเวรที่ชื่อดาบมารโลหิต ว่ามันทำไมถึงต้องพาผมวิ่งมาหาลุง”


    “ฮ่าๆๆ เจ้าเป็นเด็กที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน แววตา สีหน้า ท่าทาง เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งๆเมื่อครู่ยังคงยิ้มแห้งๆเหมือนพวกไม่เอาไหน คงจะเก็บซ่อนใบหน้านี้เอาไว้สินะ แล้วใช้ใบหน้ายิ้มแย้มไล่หลอกลวงผู้คน”


    “อย่าพูดถึงตัวผมเลยลุง มาพูดถึงเรื่องของลุงดีกว่า ยังไงลุงก็รู้ทุกอย่างของผมแล้ว ลุงเล่าบ้างสิว่าลุงเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงมาตายอยู่ในสถานที่แห่งนี้”


    —------------------------------


    “นี่มัน เทพธิดาวิหารหมื่นบุปผา เธอกำลังตามหาอะไรกัน”


    กลุ่มคนมากมายมองจ้องไปยังซูฮวาที่ปกปิดใบหน้า แต่ด้วยชุดและอาวุธของเธอที่พกทำให้ทุกคนที่อยู่ในเมืองหลวงล้วนแล้วรู้จักตัวของเธอ แล้วยังเป็นการรู้จักที่มากกว่าตอนเธอเปิดใบหน้ามากับตงฟาง ด้วยการที่เธอไม่เปิดหน้าให้ใครเห็น จึงมีน้อยมากที่จำเธอได้ ต่างจากตอนปิดหน้าที่มีคนจำได้มากมาย


    “ไม่รู้ เธอไม่ให้ใครเห็น ทำเพียงเดินสำรวจเงียบๆ”


    “ให้ตายสิ   เธอตามหาคนเพื่อสอบถามหรือว่าตามหาเพื่อฆ่ากัน”


    “ข้าขอให้ตามหาเพื่อถามนะ ถ้าเป็นฆ่าเราคงไม่รอดแน่จากพลังของเธอ”


    ต่างฝ่ายต่างนั่งเกร็ง ยิ่งพวกเขาวิ่งหนี ยิ่งตกเป็นเหยื่อและอาจถูกใช้ความรุนแรงเพื่อหยุดพวกเขาเอาไว้ ต่างฝ่ายจึงนั่งนิ่งทำเหมือนไม่เห็นซูฮวา ปล่อยให้เธอเดินสำรวจต่อไป


    —------------------------------


    “ข้าขอแนะนำตัว ข้านั้นเป็นเจ้านิกายโลหิตรุ่นที่ 2”


    “หือ แสดงว่าแก่มากๆเลยสิ งั้นเปลี่ยนไปเป็นตาแก่ก็แล้วกัน แล้วผู้นำนิกายโลหิตเกี่ยวอะไรกับ ดาบมารโลหิต” ตงฟางนั่งฟังการเล่าเรื่อง ไปพร้อมๆกับพยายามก่อความหงุดหงิดให้กับชายแก่ตรงหน้า


    “สิ่งนั้นเป็นอาวุธของผู้นำนิกายโลหิต”


    “อ้าวตาแก่ แล้วทำไมอาวุธถึงอยู่ห่างตัวตาแก่ไปไกลขนาดนั้นล่ะ อาวุธเจ้าของก็ต้องอยู่ข้างกายสิ” ตงฟางพูดด้วยความสงสัย


    “สำหรับนิกายอื่น อาวุธของผู้นำนิกายจะต้องอยู่กับเจ้าของ หากตายจะต้องฝังไปพร้อมกับร่างหรือไม่ก็ต้องทำการสืบทอดให้กับผู้นำนิกายรุ่นต่อไป เพียงแต่ว่านิกายโลหิตของพวกเราต่างออกไป เนื่องจากเราไม่มีการสืบทอดอาวุธของผู้นำนิกาย”


    “หมายความว่าผู้นำนิกายโลหิตจะต้องสร้างอาวุธคู่กายขึ้นมาเองทุกๆคน จะไม่มีการสืบทอด ดาบมารโลหิต เป็นของผู้นำนิกายโลหิตจริง แต่ไม่ใช่ของตาแก่ใช่ไหม”


    “ถูกต้อง ดาบมารโลหิตนี่เป็นของผู้นำนิกายรุ่น 3  การที่มันพาเจ้ามาหาข้าก็เพราะว่าอาวุธผู้นำนิกายแต่ละรุ่นมีการเชื่อมโยงเข้าหากัน ”


    “แล้วจะเชื่อมโยงไปหากันทำไม”ตงฟางเอียงคอสงสัยเล็กน้อย


    “พวกเรานิกายโลหิตต่างจากนิกายอื่นตรงที่ พวกเราไม่มีศิษย์ มีเพียงผู้นำนิกายเท่านั้น พวกเรามีคนอยู่เพียงแค่ 10 แล้วทุกคนก็มีลำดับตัวเอง”


    “อ๋อ เข้าใจแล้ว ผู้นำนิกายโลหิตรุ่น 1 2 3 ไปจนถึง 10 แล้วหากถ้ามีคนตายล่ะ”


    “เลือกผู้นำนิกายคนใหม่เข้ามา แต่จะไม่ให้แทนที่เดิม เราจะให้ตำแหน่งใหม่เป็นรุ่นที่ 11 เพื่อบอกถึงการผลัดเปลี่ยนของนิกายเรา”


    “อ๋อ  แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมอาวุธผู้นำนิกายถึงเชื่อมโยงหากัน”


    “พวกเราทั้ง 10 ทำให้อาวุธของพวกเราเชื่อมโยงเข้าหากันก็เพื่อสักวันหากเราบาดเจ็บหนัก อาวุธของผู้นำนิกายคนอื่นจะรับรู้แล้วมาช่วยเรา”


    “เดี๋ยวก่อนนะ ตาแก่ตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมดาบมารโลหิตถึงพาผมมาล่ะ”


    “หากดูจากร่างกาย เป็นเช่นนั้นจริง ข้าตายไปแล้ว แต่ข้ายังคงเหลือวิญญาณ ด้วยทักษะลับของข้า เพียงเท่านี้ก็มากพอแล้วที่จะบอกให้ผู้นำนิกายคนอื่นเข้ามาช่วยแล้วหาร่างใหม่ให้กับข้า แต่ข้าก็เฝ้ารอแล้วรอเล่า ไม่รู้ว่าผ่านมากี่พันปี สุดท้ายเจ้าก็ปรากฎตัว แต่ก็น่าเสียดาย ดูเหมือนว่านิกายโลหิตของข้าจะล่มสลายไปแล้ว เพราะเจ้าของดาบมารโลหิตได้ตายที่สถาบันของเจ้า”


    “ตาแก่ นิกายโลหิตมีทักษะเยอะไหม แล้วทักษะเป็นทักษะปกติหรือทักษะมาร”  จากเดิมปลดปล่อยจิตสังหาร พวกเขาทั้งสองก็นั่งคุยกันเหมือนรู้จักกันมานาน


    “ฮ่าๆๆ เจ้านี่ถามตรงดี นิกายโลหิตของเรามีทักษะอยู่เพียง 5 ทักษะเท่านั้น แต่มันก็ทำให้พวกเราแข็งแกร่งมากๆ ใช้เพียงแค่คน 10 คนก็ท้าทายนิกายต่างๆที่มีศิษย์นับแสน”


    “โหว ทักษะแข็งแกร่งขนาดนั้นแสดงว่ามันจะต้องเป็นทักษะมารสินะ”


    “ใช่ ผู้นำนิกายโลหิตรุ่น 1 ไปเจอโครงกระดูกของปีศาจตัวหนึ่งเข้า บนร่างของมันทิ้งหนังสือทักษะเอาไว้ เขาจึงทำการดัดแปลงจนมนุษย์ฝึกฝนได้เกิดเป็นทักษะ 5 อย่างของนิกายโลหิต”


    “แล้วทักษะมารที่พูดถึง ใช้เลือดในการฝึกใช่ไหม”


    “ถูกต้อง เราจำเป็นต้องใช้เลือดในการฝึก ยิ่งเป็นเลือดของสิ่งที่แข็งแกร่งยิ่งทำให้เราแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก”


    “แกร่งแบบไหนเหรอ” ตงฟางยังคงสงสัย


    “แบบปีศาจ พละกำลัง การฟื้นฟู ความทนทาน สิ่งเหล่านี้เทียบเท่าปีศาจเลย ส่วนพลังวิญญาณของเราแม้จะเท่าคนอื่นๆ เรากลับใช้งานมันได้นานขึ้นเพราะมีร่างกายอันแข็งแกร่งเอาไว้ฆ่า”


    ตงฟางพยักหน้า ตามที่เขาเข้าใจทักษะของนิกายโลหิตทำให้ร่างกายแข็งแกร่งเท่าปีศาจ เป็นพวกบ้าพลัง ในหัวไม่มีอะไรนอกจากกล้าม


    “แล้วทักษะทั้ง 5 มีอะไรบ้างเหรอตาแก่”


    “หนึ่งทักษะดาบโลหิตพรั่งพรู ไม่จำเป็นต้องอธิบายก็น่าจะรู้ว่ามันเป็นทักษะดาบ มันทำให้รอยแผลเลือดไหลตลอดเวลา สองทักษะเท้าสายธารโลหิต ตามชื่อมันเป็นทักษะทำให้เราเคลื่อนไหวได้รวดเร็วสามารถไล่ตามหรือว่าหนีศัตรูได้ง่ายๆ สามทักษะวิญญาณโลหิตผันแปร เป็นทักษะที่ใช้สำหรับบ่มเพาะพลังโดยใช้เลือดแทนพลังวิญญาณ หลังจากดูดซับเลือดเข้ามาจะนำไปปรับเปลี่ยนส่วนต่างๆจนร่างกายของเราแข็งแกร่งขึ้น สี่ค่ายกลหลอมรวมโลหิต  เป็นค่ายกลเดียวของนิกาย หากเราบาดเจ็บภายในค่ายกลแล้วมีเลือดอยู่ข้างใน มันจะนำเลือดเหล่านั้นมารักษาร่างของเรา ห้าทักษะตุ๊กตาโลหิต เป็นทักษะสร้างผู้รับใช้ด้วยเลือด”


    “แล้วทักษะทั้ง 5 อยู่ไหนล่ะ”


    “อยู่ในหัวของข้านี่ไง เอาล่ะตงฟาง แกคงไม่มีอะไรจะถามอีกแล้วใช่หรือไม่”


    “ ตามแก่ ผมยังมีอีกหนึ่งอย่างจะถาม”


    “เอ่ยออกมา”


    “หากว่าผมตาย ทุกอย่างของผมจะกลายเป็นของตาแก่ใช่ไหม ร่าง ความทรงจำ”


    “ใช่ แต่ข้าไม่เอาความทรงจำของแกหรอก ข้าต้องการเพียงแค่ร่าง”


    “แล้วถ้าตาแก่เป็นฝ่ายตายล่ะ”


    “ไม่มีทาง แม้ตอนนี้ข้าจะมีพลังน้อยนิด แต่วิญญาณของข้างก็อยู่ในระดับบรรพกาลวิญญาณมาก่อน เจ้าคิดว่าจะสู้กับวิญญาณแข็งแกร่งขนาดนี้ได้หรือ”


    ตงฟางตกใจตื่นเมื่อได้ยินระดับบรรพกาลวิญญาณ มันเป็นระดับสูงสุดในหัวของเขาแล้ว หากวัดเป็นระดับก็เทียบเท่ากับพลังจิตเลเวล 10 อย่างไรก็ตามตงฟางไม่มีสิทธิกลัวเพราะตอนนี้เขาถูกบังคับให้สู้ ไม่อย่างนั้นเขาจะตาย


    “ตาแก่ ยังไม่ตอบคำถามเลยนะหากตาแก่ตายผมจะได้อะไร แม้ตาแก่จะคิดว่าตัวเองไม่ตาย แต่ขอล่ะ ตอบผมหน่อย เผื่อตาแก่จะสะดุดหินล้มหัวฟาดพื้นตาย”


    “ฮ่าๆๆ ข้าชมชอบลูกเล่นในการพูดของเจ้า หากข้าตาย ทักษะทั้ง 5 อย่างที่พูดไปเจ้าจะได้เรียนรู้มัน”


    “แน่นะตาแก่”


    “แน่สิ ถ้าคิดว่าฆ่าข้าได้ก็ลองดู”


    บรึ้ม~!


    พลังวิญญาณมหาศาลถาโถมเข้าใส่ร่างวิญญาณของตงฟาง แม้มันจะเป็นพลังน้อยนิดกลับมหาศาลสามารถฆ่าเขาได้ ถึงอย่างนั้นเขากลับฉีกยิ้มดีใจแล้วยกมือชูขึ้นฟ้าเปลี่ยนท้องฟ้าสีแดงเลือดให้กลายเป็นเพลิงจากความสามารถของพลังจิต


    “นี่เจ้า เจ้าทำได้ยังไงกัน หรือว่าเจ้าจะมีจิตยุทธ์”


    “ตาแก่ คุณบอกว่าไข่มุกสีเลือดไม่เกี่ยวข้องกับตาแก่อย่างคุณใช่ไหม มันเป็นของที่ตาแก่ยัดใส่ร่างของผม เพื่อให้ร่างของผมแข็งแกร่งขึ้นพอจะรองรับวิญญาณของคุณ”


    “ใช่ การย้ายวิญญาณของข้าไปยังร่างของใครสักคน ร่างนั้นจะต้องมีจิตที่ทนต่อวิญญาณของข้าได้ ข้าตรวจดูแล้วแท้ๆว่าเจ้าไม่มีจิตยุทธ์ ไม่มีทางที่เจ้าจะสู้กับข้าในรูปแบบวิญญาณได้”


    “ฮ่าๆๆ นั่นสินะ ใช่ผมน่ะ ไม่มีจิตยุทธ์หรอกตาแก่ แต่ผมมีหนึ่งสิ่งที่คิดว่าจิตยุทธ์เทียบไม่ได้”


    “อะไร เจ้ามีอะไร”


    “พลังจิต มันเป็นสิ่งที่จิตยุทธ์ ไม่สามารถเทียบ จะพูดแบบนี้ก็เกินไปหน่อยละน่ะ เนื่องจากผมไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิตยุทธ์ แต่คิดว่าพลังจิตของผมชนะชัว”


    บรึ้ม!


    เปลวไฟด้านบนท้องฟ้าเริ่มก่อตัวกันเป็นพายุขนาดใหญ่ ผู้นำนิกายโลหิตรุ่น 2 ที่มองจ้องไปด้านบนได้ใช้ทักษะจิตเข้าต้าน ด้วยการดึงเลือดใต้เท้าของมันที่เป็นบึงน้ำขึ้นปะทะกับไฟเกิดเป็นพายุเลือดขนาดใหญ่ ทันใดนั้นตงฟางกลับยกมืออีกข้างชูขึ้นฟ้าสร้างพายุสีขาวขนาดไม่ต่างกัน ด้านในของมันเต็มไปด้วยลมมากมายมหาศาล เขาไม่รอช้านำมันเข้าไปรวมกันกับพายุไฟ ทำให้เกิดพายุที่รุนแรงกว่าเดิมขึ้นมาในทันที


    บรึ้ม~!


    อร๊ากกกกก


    พายุสีเลือดหมุนปั่นผสมกันกับพายุสีแดงเพลิงจากพลังของตงฟางที่รวมเอาธาตุไฟและลมเข้าด้วยกัน ภายใต้มิติสีแดงเลือดที่เขาถูกดึงเข้ามา ตอนนี้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขาไปแล้ว หลังจากไข่มุกสีเลือดรวมเข้ากับสมองของเขา ทุกอย่างภายในสถานที่แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนแขนขาของเขา ด้วยการที่มันอยู่ในร่างกายเขาจึงใช้พลังจิตแปรเปลี่ยนมันให้กลายเป็นสิ่งที่สุดแสนจะอันตราย โจมตีชายแก่จนมันร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด


    “ตาแก่ อยากรู้ไหมว่าทำไมผมถึงสร้างความเสียหายให้ตาแก่อย่างคุณได้”


    “เจ้า ไม่ ไม่ ไม่มีทาง เจ้ากำลังใช้ทักษะบางอย่างหลอกข้า ข้าต้องตั้งสติ ทุกอย่างมันเป็นภาพลวงตา”


    “ฮ่าๆๆ ภาพลวงตาเหรอ นั่นสินะ ไหนๆตาแก่อย่างคุณก็เพิ่มพลังจิตให้ผมจนกลายเป็นเลเวล 5 จากการฝังไข่มุกใส่หัวสมองของผมเพื่อให้จิตของร่างผมแข็งแกร่งพอจะรองรับวิญญาณของตาแก่แบบคุณ ผมบอกให้ก็ได้  พื้นที่ที่เราอยู่ตอนนี้มันไม่ใช่พื้นที่ในไข่มุกอีกต่อไปแล้ว มันเป็นพื้นที่ในจิตของผม ไข่มุกที่ตาแก่รู้จัก มันกลายเป็นพลังให้สมองผมไปแล้ว ถ้ายังไม่เชื่อ ผมจะทำให้คุณเชื่อด้วยการฆ่าคุณ… ตาแก่”


    ตงฟางฉีกยิ้มกว้างกับพลังจิตเลเวล 5 ที่เพิ่มขึ้นมา แม้อีกฝั่งจะเป็นวิญญาณบรรพกาลวิญญาณ แต่ตอนนี้อยู่ภายในจิตของเขา ศัตรูจึงมีโอกาสน้อยมากๆที่มันจะชนะเขาได้ ตงฟางจึงดึงเปลวไฟและสายลมเข้าไปหมุนปั่นร่างของชายแก่จนมันร้องคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด


    อร๊าก~!


    “ตงฟาง  ตงฟาง ถ้าแกคิดว่าจะจัดการข้าได้ง่ายๆ ฝันไปเถอะ”


    บรึ้ม!






    คล้ายกับเรื่อง[จบ]Psychokinesis พลังจิตเหนือเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน