ในโลกนี้ล้วนมีขาวล้วนมีดำ เขาทั้งสองผู้หนึ่งเปรียบเสมือนหยินผู้หนึ่งเปรียบเสมือนหยางหลายปีมานี้์เจ็ดชั้นฟ้าและดินแดนใต้พื้นพิภพหรืออีกอย่างที่มนุษย์เรียกกันว่า'นรกอเวจี' ต่างสงบสุขไร้ความขุ่นเคืองใจจึงเป็ที่น่าเบื่อหน่ายแก่จอมมารอย่างหวังเยี่ยนจวินเป็อย่างมากแม้ว่า่แปดแสนปีก่อนหน้านี้จะมีเื่ให้ต้องครุ่นคิดอย่างหนักมากก็เถอะ
ท้องฟ้าแปรผัน สรรพสิ่งผันแปรคนที่เคยอยู่เคียงข้างกันลาจากไปจากหนึ่งเป็สองจากสองเป็หลายคน...
“หลิงหลิวเหว่ยที่์ชั้นฟ้ามีเื่อะไรน่าสนใจหรือไม่ข้าเหงาอยากหาอะไรสนุก ๆ ทำเสียหน่อย”จอมมารหนุ่มอายุราวแปดแสนปีอ้าปากหาววอดวอดโดยมีหลิงหลิวเหว่ยผู้สงสารชั้นดีที่แต่ก่อนเคยเป็เซี่ยเซียน[1]ปรนนิบัติรับใช้
แน่นอนว่าจอมมารไม่ได้ถามความยินยอมจากเขาแต่กลับชิงตัวมาไว้แดนโลกันตร์ไปๆ มา ๆ หลิงหลิวเหว่ยกลับชอบที่นี่เสียอย่างนั้น
จอมมารอย่างเขาปราถนาสิ่งไหน ย่อมต้องเอาสิ่งนั้นมาให้ได้ไม่ว่าจะได้มาด้วยวิธีการใด
ในมือของหวังเยี่ยนยังคงถือคันฉ่องสีทองอร่ามประดับด้วยเม็ดทับทิมแดงลูกโตชื่นชมความงามของตนเอง
“เรียนท่านจอมมาร ข้าฟังมาว่าเม่ยเม่ย[2]ของเทียนจวิน[3]เสด็จลงมาจากหุบเขาสิ้นชีวาแล้วเขาลือกันทั่วทั้งสี่ทะเลแปดดินแดนเทียวว่ามีรูปโฉมงดงามดั่งภาพวาดงามล่ม์ล่มนรกแต่นางรักสันโดษ ละทิ้งทางโลกจนบัดนี้นี่เป็ครั้งแรกในรอบหลายแสนปีที่นางเสด็จลงมาจากหุบเขาสิ้นชีวา…” หลิงหลิวเหว่ยกระซิบบอกผู้เป็นาย
“เดี๋ยว ๆ หยุดก่อนข้าสงสัยจริงทั่วทั้งสี่ทะเลเเปดดินแดนนี้ยังมีคนที่งดงามกว่าข้าอีกหรือ? น่ามหัศจรรย์ใจ” จอมมารหนุ่มทำหน้าประหลาดใจ
ข้าไม่คิดเลยว่าในโลกนี้ยังมีคนที่มีใบหน้างดงามกว่าข้าเช่นนั้นนรลักษณ์ของนางจะเป็เช่นใด?
หลิงหลิวเหว่ยได้แต่แอบถอดถอนหายใจเบาเบา
แต่ไหนไรมาท่านจอมมารผู้นี้แสนจะหลงตัวเองเป็ที่สุดแต่ก็ไม่ใช่ว่าเขากล่าวผิดไปหมดเสียทุกอย่างเหตุเพราะมีทั้งเทพเซียนชายเอยหญิงเอยและเทพเผ่าอื่น ๆต่างหลงใหลในรูปลักษณ์ของหวังเยี่ยนทั้งสิ้นฉะนั้นการที่จอมมารท่านนี้จะหลงใหลในรูปลักษณ์ตนเองจึงมิใช่เื่ผิดแปลกอะไรคนเราโดนเยินยอนานวันเข้าก็เป็เช่นนี้
“งามมากทีเดียวฝ่าาเขายังลือกันอีกนะว่าแม้อยู่ห่างจากนางหลายร้อยลี้แต่กลิ่นกายมวลบุปผาหอมละมุนอบอวลเหลือเกิน...”
นอกจากความงามแล้วกลิ่นกายยังมีกลิ่นหอมงามทั้งรูปรสจอมมารหนุ่มฟังคุณสมบัติที่ว่าแล้วแสนพอใจ
แต่ไหนแต่ไรเขาไม่ค่อยนิยมชมชอบในการเสพนารีเสียเท่าไหร่นารีล้วนวุ่นวาย มีมากยิ่งปัญหามากตัวอย่างมีให้เห็นเฉกเช่นวัง์
กาลก่อนแยกตัวมาปกครองแดนโลกันตร์เห็นเทียนจวินไล่จับเหล่าธิดาเซียนสนมบ่อยครั้งเข้าจนสะอิดสะเอียนเหลือทนนับั้แ่เขาสูญเสียคู่หมั้นไปในครั้งอดีตก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับสตรีนางใดอีกบางทีมันอาจถึงเวลาที่เขาจะหาใครสักคนมาเคียงคู่เบื้องบัลลังก์
“ดี! ไปฉุดมาให้ข้าที” จอมมารหนุ่มออกคำสั่งแก่หลิงหลิวเหว่ย
“เกรงว่าคงมิได้ฝ่าาแม่นางผู้นั้นเป็เทพเซียนชั้นสูงกระหม่อมคงมิอาจต่อกรนางได้ฝ่าาต้องกระทำการนี้เองเท่านั้น” หวังเยี่ยนจ้องเขม็งกับท่าทีลนลานนั้นร่างแกร่งลุกขึ้นจากตั่งเตียงทองอร่ามะโออกมาเสียงเหี้ยม
“พวกเ้านี่เลี้ยงเสียข้าวสุกเสียจริงถ้าข้าจับนางได้เมื่อไหร่แล้วคุณสมบัติไม่ตรงกับที่เ้าบอกเตรียมตัวโดนเฉือนปากทิ้งได้เลย”หลิงหลิวเหว่ยหน้าซีดเป็ไก่ต้ม
ข่าวลือนะ ข่าวลือจะทำให้ข้าซวยแล้วสินี่!
พูดจบหวังเยี่ยนก็เรียกกระบี่โลหิตสนองจันทร์ออกมาบางทีอาจไม่ต้องลงมือให้มากความเพียงแค่นางเห็นใบหน้าเขามิแน่อาจจะเดินตามเขามาแต่โดยดีก็เป็ได้
หากกล่าวถึงหุบเขาสิ้นชีวา...
แน่นอนว่านั่นไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะอยู่ได้ หากจิตไม่แน่วแน่ไม่หยั่งถึง ไม่ล้ำลึก หมกมุ่น จักมิสามารถออกจากหุบเขาแห่งนั้นได้เลยเว้นแต่เขาผู้ผ่านความเป็ความตายมานับครั้งไม่ถ้วนเพราะชีวิตแสนทุกข์ยากลำบากในอดีตทุกวันนี้จึงกลายเป็ผู้กระหายกลิ่นอายโลหิต กระหายถึงขั้นน้ำทุกหยาดหยดต้องดื่มเป็เืกระทั่งน้ำที่ใช้อาบด้วยก็เช่นกัน
บางครั้งเขาก็อยากเสพสมความสวยงามมากกว่าความโสมมเช่นนี้ทว่าเื่ค่อนแค้นในอดีตหลายปีผ่านไปยังมิจางลงเซียนหญิงท่านนั้นกับเฟิงหวังเหล่ยจะมีอุปนิสัยคล้ายกันมากน้อยเพียงใดต้องััด้วยตนเองจึงจะตัดสินได้
กาลหนึ่งหวังเยี่ยนเคยสนิทสนมกับเฟิงหวังเหล่ยแต่กลับมิเคยได้ประสบพบเจอกับน้องสาวเขาแม้แต่ครั้งเดียวเคยได้ยินมาว่าหลังจากนางสำเร็จขั้นเป็ซ่างเซียน[4]จนบรรลุสู่ขั้นซ่างเสิน[5]นั้นมีกิริยาที่เงียบขรึมและเคร่งครัดในวิถีเซียนอย่างถ่องแท้มีความเรียบง่ายแต่ยาก พิธีรีตองมากแต่ก้าวล้ำครั้งนี้คงได้เจอะเจอกับตาว่าเป็ดั่งคำเล่าลือจริงหรือไม่..
หวังเยี่ยนควบอาชาปีศาจอย่างห้าวหาญออกจากเมืองไปดวงตาคู่คมแน่วแน่เด็ดเดี่ยวฉุดสตรีทั้งทีต้องให้เกียรตินางจะทำตัวเหมือนโจรป่าถ่อย ๆ มิได้เป็ถึงาามารจะยอมขายหน้าได้อย่างไร?
“หอม” กลิ่นหอมลอยคละคลุ้งทั่วอาณาบริเวณเขาได้กลิ่นบุปผาหลากชนิดมากเสียจนไม่สามารถแยกได้เลยว่าเป็กลิ่นของบุปผาชนิดใดแม้อากาศภายนอกจะให้ความรู้สึกแห้งชื้นทั้งยังมีหมอกควันปกคลุมแต่นั่นก็ยืนยันได้เป็อย่างดีว่าเขาเดินทางมาถึงหุบเขาสิ้นชีวาแล้ว
เมื่อมองไปไกลสุดลิบตาปรากฏภาพเรือนร่างงามระหงษ์ของหญิงสาวในชุดขาวบนใบหน้าไม่เห็นนรลักษณ์ใด นางสวมผ้าแพรบางผูกปิดตาอำพรางใบหน้าไว้และอีกครึ่งเสี่ยวก็ถูกปกปิดมิดชิดด้วยผ้าแพรขาวด้วยเช่นกัน ไม่เห็นแม้แต่ริมฝีปากแลดูเหมือนนางกำลังใช้จมูกในการดมกลิ่นของสมุนไพรมือเรียวสวยก็จับใบต้นตังกุยอย่างถนอมกำลังนางคงฝึกวิชาเซียนวิชาใดวิชาหนึ่งอยู่กระมัง
“แม่นางมีอะไรข้าช่วยหรือไม่” จอมมารหนุ่มตรงดิ่งเข้าหานางผู้นั้นในทันที
กลิ่นหอมเช่นนี้มาจากตัวนางจริง หรือนางจะเป็คนที่เขาตามหา?
ไหนใครว่านางเป็เทพเซียนชั้นสูงทว่าคนตรงหน้ากลับเป็เพียงแค่คนตาบอดที่มีรูปร่างทรวดทรงองค์เอวมีเนื้อมีหนังงดงามดว่าใครที่เคยพบแม้ไม่เห็นดวงตาไม่เห็นริมฝีปาก แต่ท่วงท่าสงวนกิริยาอ่อนช้อย ถี่ถ้วน นี้ช่างน่าดึงดูดใจยิ่งกว่า
“ท่านเป็ใคร มาที่นี่ด้วยจุดประสงค์ใด”สตรีเซียนััได้ถึงพลังต่างขั้วจึงชักกระบี่ประจำตัวขึ้นมา
ตรงด้ามสลักอักษรว่า 'เฟิงจางจิ้ง'หวังเยี่ยนจึงคาดเดาว่าคงเป็ชื่อของนาง จากที่เทียนจวินมีนามว่า 'เฟิงหวังเหล่ย' ไม่ผิดต้องเป็นางแน่
“ข้ามีนามว่าหวังเยี่ยน เ้าเคยได้ยินหรือไม่?” เขาก้าวขาเข้าไปใกล้นางหนึ่งก้าวนางถอยหลบอีกหนึ่งก้าวเพียงเท่านี้เขาก็รู้แล้วว่าประสาทััของนางดีเลิศเพียงใดแม้ว่านางจะไม่ยอมปลดผ้าแพรขาวที่ปิดดวงตาลงก็ตาม
“ไม่” วาจาสงบเยือกเย็นแฝงไปด้วยความระวังตัวแสดงออกอย่างนิ่งเฉยไม่เผยถึงความกลัวหรือหวั่นวิตกใด ๆ
ช่างเป็หญิงสาวที่น่าสนใจ น่าเขาชอบสตรีที่สงบเสงี่ยมเจียมตัวและเยือกเย็นเช่นนี้ ในเมื่อตั้งใจมาฉุดก็ต้องฉุด!
“จุดประสงค์ของข้าก็คือ...”
นางกัดริมฝีปากแน่นแต่ทว่า..เพียงแวบเดียวดั่งใจนึกกระบี่ในมือก็ถูกปลดลงอย่างง่ายดายนางััได้ถึงลำแขนล่ำสันแข็งแรงและแผงอกแกร่งกับร่างกายแสนบอบบางที่กำลังลอยหวืออยู่กลางอากาศ
“ท่าน!!”
ใช่! นางอยู่ในอ้อมกอดของเขาแล้ว!
วิชาเซียนของนางใช่จะต่ำต้อยด้อยค่าเพียงแต่นางกำลังฝึกรับประสาทััให้แม่นยำมากขึ้นนางประมาทเกินไป ชายผู้นี้เป็ใครกันนะ กล้าแม้กระทั่งบุกเข้ามาในที่ของนาง
เขาค่อยค่อยก้มลงกระซิบข้างหูเซียนสาวซึ่งไม่รู้ว่าภายใต้ผ้าแพรสองผืนกำลังทำหน้าแบบใดจะโกรธหรือนึกตำหนิเขาอยู่
“ฉุดเ้า เทียนจวินมีเทียนโฮ่ว ข้าก็ต้องมีจักรพรรดินีของข้าบ้างสิจริงไหม”
“บังอาจ!!!”หวังเยี่ยนเหยียดยิ้มร้ายกาจก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากสวยซึมซับความหอมกลิ่นกรุ่นบุปผาหอมราวกับดอกหลันฮวา[6]
'หลงใหลในรูปโฉม' อาจจะจริงอย่างที่เขาว่ากันว่า 'โฉมงามชวนให้ลุ่มหลง กลิ่นยวนเย้าชวนให้สุขสม' สมกับที่เขาว่ากันไว้จริงๆ
[1]เซียนธรรมดา หนึ่งในลำดับชั้นของเทพเซียน
[2]เม่ยเม่ย หมายถึง น้องสาว
[3]เทียนจวิน หมายถึงจักรพรรดิสูงสุดแดนเซียน
[4]ช่างเซียน หมายถึง เซียนชั้นสูง
[5] ซ่างเสินหมายถึง เทพชั้นสูง
[6]ดอกหลันฮวา หรือ หลานฮวา แปลว่า ดอกกล้วยไม้