“กรี๊ด...ท่าน ท่านปล่อยข้านะคุณหนูช่วยข้าด้วย...อ๊าย” เสียงซูจิ้งร้องดังอย่างน่าเวทนา องครักษ์ของท่านอ๋องคงจัดการทำให้นางเงียบตามคำสั่งของผู้เป็นายแน่แล้ว
“อย่านะ...อย่าทำอะไรซูจิ้ง” หญิงสาวดิ้นหลุดจากพันธนาการได้ในที่สุดนางวิ่งถลาไปข้างหน้าด้วยความเป็ห่วงสาวใช้คนสนิทกลัวว่าองค์รักษ์ของฉินอ๋องจะทำรุนแรงกับนาง
ซูจิ้งเติบโตมาพร้อมเยี่ยนเยว่ฉีจึงมีความรักความผูกพันต่อกันอย่างมาก ตลอดเวลาก็รับใช้ไม่ขาดตกบกพร่องเป็สาวใช้ที่รู้กาลเทศะและมีกิริยามารยาทเรียบร้อยนางเป็เพียงเด็กสาวอ่อนแอไร้ซึ่งวรยุทธ์คงไม่อาจทนได้หากถูกจับไปลงโทษ
เยี่ยนเยว่ฉีวิ่งได้ไม่ถึงสามก้าวมู่เลี่ยงหรงก็ปราดมาดักหน้านางเอาไว้ร่างกายไวกว่าความคิด คนงามตวัดฝ่ามือใส่หน้าผู้เป็อ๋องอย่างเต็มแรงฉาดหนึ่งชายหนุ่มรับแรงกระแทกจากผ่ามือเต็ม ๆ โดยไม่ได้หลบเลี่ยง
เขาหาได้เจ็บกาย...ทว่าเจ็บที่ใจต่างหาก
บัดนี้บุรุษผู้อ่อนโยนซึ่งเคยยั่วเย้านางได้หายไปแล้ว แววตาก็เปลี่ยนเป็ดุดันเหี้ยมเกรียมบรรยากาศรอบ ๆ เย็นเยียบจนนางหนาวสั่น เมื่อเขาก้าวมาอีกก้าวหนึ่งนางก็ก้าวถอยหลังอีกหนึ่งก้าวเช่นกัน เขาเริ่มโกรธจริง ๆ เสียแล้วหากนึกเสียใจตอนนี้คงจะไม่ทันการณ์
“เ้ากล้าตบหน้าเปิ่นหวาง” ทั้งที่เมื่อครู่เขาเพียงอยากจะรั้งนางเพื่อขออภัย แต่สตรีน่าตายผู้นี้กลับสะบัดมือฟาดบนหน้าของเขาเต็มแรง
“หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจเพคะ”
“ไม่ได้ตั้งใจถ้าตั้งใจเ้าคงจะเดินลมปราณแล้วซัดเราจนตายไปเลยกระมัง” ใช่แล้วสตรีผู้นี้นางมีวรยุทธ์เขารับรู้ถึงกำลังภายในที่ค่อนข้างแข็งแกร่งด้วยแกล้งเปิดโอกาสให้หญิงสาวลงมือตั้งหลายครั้งหลายคราแต่นางเพียงกอดและจูบตอบ ดังนั้นเขาย่อมคิดว่าอีกฝ่ายมีใจให้แต่ที่แท้สตรีผู้นี้ไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวอะไรเลยสินะ
เยี่ยนเยว่ฉีคุกเข่าลงกับพื้น มู่เลี่ยงหรงรู้ทุกอย่างจากััเมื่อครู่วรยุทธครึ่ง ๆ กลาง ๆ ของนางเพียงพอที่จะทำร้ายคนให้าเ็ได้
“หม่อมฉันไม่มีทางทำร้ายท่านอ๋องเพคะ”
“เ้าลงมืออย่างไม่กลัวตายไปแล้ว”
“ท่านอ๋องได้โปรดยกโทษหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”
“สายไปแล้วเยี่ยนเยว่ฉีหวังว่าชั่วชีวิตนี้เราคงไม่ต้องพบหน้าเ้าอีก” มู่เลี่ยงหรงคิดตัดใจนางไม่ได้ชอบเขา ซ้ำยังตบหน้าอีก หากเป็ผู้อื่นคงถูกปะาสามชั่วโคตรไปแล้วพระเชษฐาอยากผูกสัมพันธ์นักก็ให้แต่งตั้งนางเป็พระสนมไปเถิด
อ๋องหนุ่ม้าจะจากไปให้เร็วที่สุดหวังว่าไม่นานเขาจะลืมเื่ทุกอย่างในวันนี้ได้ จวนอ๋องไม่ได้ขาดสตรีส่วนตำแหน่งหวางเฟยคงต้องว่างเปล่าอยู่เช่นเดิม
ได้ยินคำของฉินอ๋อง เยี่ยนเยว่ฉีคิดว่าตนต้องถูกปะาแน่นางจึงตัดสินใจโผเข้าไปกอดขาชายหน่มหวังให้เขาคลายโทสะลงก่อนมิเช่นนั้นท่านพ่อคงเดือดร้อนไปด้วย
มู่เลี่ยงหรงเบิกั์ตาด้วยความใสตรีผู้นี้จะเล่นเล่ห์อะไรอีก
“หม่อมฉันเพียงใกลัวซูจิ้งเป็อันตรายท่านอ๋องอย่าเกลียดเยว่ฉีนะเพคะ”
“ปล่อยเปิ่นหวางเดี๋ยวนี้” มือแข็งแรงดันไหล่น้อย ๆ ของหญิงสาว เขาออกแรงไม่มาก เพียงแค่อยากรักษาระยะห่างด้วยไม่อาจเดาใจสตรีที่กำลังเปลี่ยนท่าทีแต่ความโกรธที่พวยพุ่งขึ้นเมื่อครู่กลับค่อย ๆ มลายหายไปอย่างประหลาดเขาไม่อาจเชื่อได้ว่าตนเองจะสามารถตัดใจจากสตรีผู้นี้ได้เลย
‘ให้ตายเถอะ เยี่ยนเยว่ฉีหากเ้าไม่ยอมปล่อยมือเสียตอนนี้ ข้าสาบานว่าจะไม่รามือจากเ้าอีกต่อไปเช่นกัน’
“ไม่เพคะ ท่านอ๋องจะไม่เมตตาเยว่ฉีจริงๆ หรือ” นางช้อนั์ตาหวานซึ้งขึ้นสบกับเขาแล้วกัดริมฝีปาก
ภาพตรงหน้าทำให้ชาติบุรุษถึงกับหายใจไม่ออกเห็นนางเศร้าสร้อยจิตใจก็อ่อนวูบอย่างไรก็ตามเขาไม่มีทางให้นางได้ล่วงรู้ถึงความอ่อนไหวที่กำลังก่อตัวขึ้น
“ปล่อย...เปิ่นหวางจะไม่ฟังอะไรอีกแล้วพอกันที” ขาขยับถอยออกเล็กน้อยแต่มือนุ่มนิ่มนั้นยึดชายชุดคลุมสีดำเอาไว้แน่น ไม่มีทีท่าว่าจะยอมปล่อยซ้ำนางยังกระถดตัวตามมาอีกด้วยเขาจึงต้องหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นเกรงว่าหัวเข่าของนางจะถลอกจนได้เืฉินอ๋องปั้นสีหน้าเ็าส่งสายตาโกรธขึ้งไปยังหญิงสาว
“ท่านอ๋องเพคะ หม่อมฉันสำนึกผิดแล้ว”
“ไม่ได้ยินที่เปิ่นหวางพูดหรือเราจะไม่กล่าวซ้ำ”
“ท่านอ๋องลงโทษหม่อมฉันเพียงผู้เดียวเถิดเพคะโปรดละเว้นท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่ชายทั้งสองด้วย”
“เ้าเพ้อเจ้ออะไร” มู่เลี่ยงหรงเหยียดริมฝีปาก ดูเ็าหน้ากลัวยิ่งนัก
“หม่อมฉันล่วงเกินท่านอ๋องย่อมต้องถูกปะาแต่คนในครอบครัวไม่มีส่วนรู้เห็น ท่านอ๋องได้โปรดเมตตาปล่อยพวกเขาไปเถิดนะเพคะ”เยี่ยนเยว่ฉีเข้าใจว่าฉินอ๋องผู้เด็ดขาดย่อมลงโทษตามกฎมณเฑียรบาลนางจึงยิ่งร้องห่มร้องไห้ อ้อนวอนขอร้องด้วยเสียงอันสั่นเครือ
“อ่อ...นึกหวั่นขึ้นมาบ้างแล้วสินะทีตอนลงมือทำไมไม่กลัว หือ”
“หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะเพคะ”
เมื่อเห็นนางกลัวอาญาถึงเพียงนี้มู่เลี่ยงหรงจึงคิดแผนการบางอย่างขึ้นมาได้ในเมื่อเขาใช้วิธีละมุนละม่อมแล้วนางไม่ยินดีเช่นนี้ก็ให้นางรับโทษเสียก็หมดเื่
‘เยี่ยนเยว่ฉีเอ๋ยเ้าไม่อาจจะบิดพลิ้วอะไรได้อีกแล้ว’
“อืม...ถ้าไม่อยากตายเช่นนั้นจะชดใช้อย่างไร”
“แล้วแต่ท่านอ๋องจะเมตตาเพคะ”
“เ้าแน่ใจแล้วหรือ”
“เพคะ”
“โทษทัณฑ์ของการลบหลู่ผู้แทนพระองค์นั้นช่างหนักหนาเกรงว่าคุณหนูเยี่ยนคงต้องใช้ทั้งชีวิตเพื่อชดใช้”
“ท่านอ๋องจะให้เยว่ฉีเป็บ่าวของท่านตลอดไปก็ย่อมได้เพียงละเว้นครอบครัวของหม่อมฉันก็เพียงพอแล้ว” ดวงตากลมโตเห็นประกายแห่งความหวังขึ้นมาบางหากฉินอ๋องเอ็นดูนางสักนิด อย่างมากก็คงลงโทษให้นางไปเป็ทาสเท่านั้น
“ดีเช่นนั้นก็มาเป็หวางเฟยของเปิ่นหวางจงอุทิศตนปรนนิบัติเราทั้งเช้าค่ำไปจนจวบสิ้นลมหายใจ” มู่เลี่ยงหลงประคองสาวน้อยตัวสั่นเทาขึ้นมาจากพื้นัันั้นเต็มไปด้วยความทะนุถนอมยิ่ง ั์ตาเหยี่ยวลุ่มลึกสะกดใจของนางเขาสวมกอดสตรีในชุดสีชมพูแล้วประทับจุมพิตแ่เบาลงบนหน้าผากมนทีหนึ่ง
“นี่ล่ะบทลงโทษที่เหมาะสมสำหรับเ้า”
“ท่านอ๋อง…”
นี่คือการลงอาญาชนิดใดกันหัวใจของหญิงสาวเต้นระรัวราวกับมีผู้ลั่นกลองรบ ฉินอ๋องเมตตาถึงเพียงนี้หรือว่าเขามีใจให้นางอย่างแท้จริง ตำแหน่งพระชายาเอกไม่ใช่ใครก็เป็ได้เยี่ยนเยว่ฉีแทบไม่อยากเชื่อ เป็ไปได้ไหมว่าเขาคือเนื้อคู่ตามคำทำนายของพี่รอง
“ถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเชียวรึ”อีกฝ่ายกลั้วหัวเราะเบา ๆ
“ท่านอ๋องมั่นใจหรือเพคะตำแหน่งหวางเฟยไม่มากเกินไปสำหรับคนธรรมดาอย่างหม่อมฉันหรือ”
ดรุณีน้อยลูบสาบเสื้อสีดำปักลายพยัคฆ์เบาๆ นางแหงนหน้าจนสบกับั์ตาสีเข้ม นาง้าจะค้นหาว่าแท้ที่จริงแล้วบุรุษผู้นี้คิดกับตนเช่นไรกันแน่
“ทุกคำ เปิ่นหวางล้วนไตร่ตรองแล้วเหลือเพียงเ้ายินยอมทำตามก็เท่านั้น” ว่าแล้วก็ลูบเส้นผมสีดำเงางามดั่งท้องฟ้ายามรัตติกาลก่อนเผยอยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ที่มากพอจะทำให้สตรีในอ้อมแขนต้องมนต์ บุตรสาวแม่ทัพทำได้แต่เพียงแค่เหม่อมอง
“เพคะ...หม่อมฉันยอมรับโทษนี้”
เยี่ยนเยว่ฉีรับคำเสียงอ่อนหวังว่านี่คงเป็การตัดสินใจที่ถูกต้อง ถึงแม้ในใจยังคงลังเลอยู่ไม่น้อยด้วยตัวเคยอยู่แต่เมืองหานจี จึงแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับชายผู้นี้เลยที่เคยได้ยินเสียงเล่าลือก็มีเพียงเื่ผลงานกับความเด็ดขาดของฉินอ๋องเท่านั้นหวังว่าเขาจะไม่ใช่ผู้ชายเ้าชู้มากรักหลายใจหรอกนะ
“ดี เราจะขอพระราชทานสมรสเสียวันนี้เลย”
“เราเพิ่งพบกัน ไม่เร็วเกินไปหรือเพคะ”
“ไม่เร็วสักนิดอีกอย่างเรา้าหลักประกันว่าเ้าจะไม่มีทางบิดพลิ้ว” มู่เลี่ยงหรงคลายอ้อมกอดจากนั้นจึงรั้งบ่าสองข้างของนางเอาไว้ทำให้ทั้งคู่ยืนประจันหน้ากันเขากับนางจดจ้องกันและกันนิ่ง
“ตลอดชีวิตนี้ เ้าหนีเราไม่พ้นแล้ว”
“อ่อ...เป็เช่นนี้เอง” นางรู้สึกเจ็บแปลบอย่างประหลาดที่แท้ฉินอ๋องเพียง้าใช้ราชโองการผูกมัดนางเอาไว้เพื่อชดใช้ให้เขาหญิงสาวเสมองไปทางอื่นไม่ยอมจ้องดวงตาคู่นั้นอีกต่อไป
‘ไม่เพียงเท่านั้นหรอกพระจันทร์ดวงน้อยของข้า’ มู่เลี่ยงหรงลอบยิ้มในใจที่นางมีทีท่าแง่งอนเช่นนี้
“นี่ขลุ่ยของเ้า” อ๋องหนุ่มก้มหยิบขลุ่ยที่วางอยู่บนตั่งหินคืนให้นาง
“ขอบพระทัยเพคะ” เยี่ยนเยว่ฉียอบกายคำนับแล้วยื่นมือไปรับเครื่องดนตรีประจำกายคืนมาใบหน้างดงามเต็มไปด้วยรอยยิ้มราวกับได้พบสิ่งล้ำค่าที่หายไปนางรีบเหน็บขลุ่ยหยกไว้ข้างเอว
“เราสมควรกลับเข้าไปในงานได้แล้ว”สิ้นคำมู่เลี่ยงหรงก็สาวเท้าเดินนำออกไปตามทางเดินสู่ปากถ้ำหินเยี่ยนเยว่ฉีเยื้องกรายตามเขาไปติด ๆ อย่างคนว่าง่าย