“คนไข้ฟื้นแล้ว!”
เสียงพูดคุยในห้องผู้ป่วยดังไม่หยุด หมอและพยาบาลเข้ามาตรวจอาการของที่ซีดเซียวบนเตียงอย่างละเอียดและระมัดระวัง เธอนอนนิ่งสงบให้พวกเขาตรวจได้ตามอำเภอใจ ยังไงร่างกายนี้ก็ขยับตามอำเภอไจไม่ได้อยู่แล้ว
ไม่ใช่ว่ามันเป็โรคร้ายแรง ก็แค่ปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงและการขาดสารอาหารของร่างกายที่นอนหลับมาตลอดสามปี
ใช่แล้ว ร่างกายของลู่เมิ่งนอนนิ่งมาตลอดสามปี
พ่อและแม่ของเธอมองมาอย่างเป็กังวล แต่ก็มีความสุขและความดีใจซ่อนอยู่
ลู่เมิ่งยิ้มให้พวกท่านอย่างคิดถึง สำหรับคนที่หลับมาสามปีโดยทั่วไปคงไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่น่ามีทางเป็อย่างนี้ ควรจะตื่นขึ้นมาอย่างมึนงงและทำอะไรไม่ถูก แต่เธอรู้ดี
เพราะที่จริงแล้วจิติญญาของเธอไม่เคยหลับ
ลู่เมิ่งเลื่อนสายตาออกไปแล้วหันไปทางชายหนุ่มสองคนในชุดสีขาวและสีดำซึ่งยืนอยู่ตรงปลายเตียง ทั้งพ่อแม่ของเธอและหมอไม่ได้มองชายแปลกหน้าทั้งสอง สีหน้าของพวกเขาแตกต่างกันมาก แต่ดวงตากลับสื่ออารมณ์ที่เหมือนกัน
ความเสียใจ
ลู่เมิ่งไม่ได้ตาฝาด เธอเห็นชัดเจนมาก ถึงขนาดถลึงตาใส่พวกเขาอย่างไม่อดทน
ยมทูตมาทำหน้าเสียใจอยู่ที่ปลายเตียงตอนเพิ่งฟื้น ยังจะมีใครอารมณ์ดีอยู่ได้อีก ถ้าลุกจากเตียงได้เธออยากจะเอาไม้กวาดไล่ตีพวกเขา
นั่นแหละ ชายทั้งสองคนนี้คือยมทูตดำขาว เฮยไป๋อู่ฉาง
ที่มายืนทำหน้าเสียใจเหลือเกินกันอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เพราะว่าไม่สามารถเก็บิญญาของเธอ พวกเขาเป็คนพาเธอมาส่งเอง แต่เป็เพราะเมื่อเธอกลับมาในร่างแล้ว ‘งาน’ ที่เธอเคยทำก่อนหน้านี้จะถูกกระจายไปให้คนอื่น ซึ่งรวมไปถึงเฮยไป๋อู่ฉางด้วย
“เสี่ยวเมิ่ง เ้ากลับไปทำงานกลับพวกเราอีกไม่ได้หรือ?” ไป๋อู่ฉางพูดด้วยสีหน้าขอความเห็นใจ
“อย่างไรงานของเ้าต่อให้เป็มนุษย์ก็ทำได้ไม่ใช่รึ” เฮยอู่ฉางกอดอกพูดอย่างคับข้องใจ
พวกเขาพูดในตอนที่พ่อแม่และพวกหมอออกไปแล้ว ลู่เมิ่งจึงสามารถตอบกลับพวกเขาได้โดยไม่ถูกมองด้วยสายตาแปลกประหลาด
“ไม่เอาค่ะ ั้แ่ฉันฟื้นขึ้นมาก็ตั้งใจไว้แล้วว่าไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเื่ภูตผีโดยไม่จำเป็อีก”
ก่อนหน้านี้เมื่อประสบอุบัติเหตุจนิญญาได้หลุดออกจากร่างไป เธอไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีความตาย แต่กลับถูกยมทูตดำขาวมือใหม่พาตัวไปลงทะเบียนิญญาคนตายในยมโลก
ตามจริงลู่เมิ่งต้องถูกส่งกลับไป แต่จากบัญชีชีวิตของเธอบันทึกไว้ว่าจะต้องไม่ได้สติไปอีกสามปี ไม่มีทางจะได้ตื่นขึ้นมาเองได้ แม้ว่าจะบังคับิญญาหลับเข้าร่างไปก็แค่ทำให้เธอตื่นอยู่ตลอดเวลา แต่ร่างกายขยับไม่ได้เหมือนกัน หรือไม่ก็ต้องให้อาจารย์เต๋ามาทำพิธีให้ถึงจะฟื้นขึ้นมาก่อนเวลา
แต่ยุคสมัยนี้ที่พลังิญญาลดลง ผู้มีวิชาที่แท้จริงก็ลดลงไปด้วย อาจารย์เต๋าที่มีวิชาแท้จริงแล้วหาไม่ง่าย ต้องมีชะตาร่วมกันระดับหนึ่งถึงได้พบพาน และดวงของเธอจะไม่พบจนกระทั่งอีกสามปีข้างหน้า
สรุปก็คือถึงกลับไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรนัก
เ้าตำหนักในยมโลกเลยเสนอให้เธอทำงานเป็ยมบาลชั่วคราว เพราะเธอมีพลังิญญาที่ค่อนข้างสูงและบุญกุศลในิญญาก็มากพอควร ไม่น่ามีปัญหาอะไรในการทำงาน ฝึกฝนพลังเสียหน่อยก็ได้แล้ว
ลู่เมิ่งคิดว่าอยู่ว่างๆ ก็คงเบื่อเลยยอมตกลง สามปีในการทำงานเป็ยมบาลชั่วคราวก็คงไม่ได้แย่อะไร
พอได้เริ่มทำงานถึงได้รู้ว่าตัวเองตกหลุมพรางของเ้าตำหนักยมโลกจอมเ้าเล่ห์
ที่แท้ในยมโลกก็มีคนทำงานไม่พอ ิญญาที่มีบุญกุศลอยู่บ้างและยอมทำงานในนรกก็มีไม่มาก ส่วนคนที่ทำงานยมทูตและยมบาลเมื่อสะสมบุญเพียงพอแล้วก็ไปเกิดใหม่แทบจะทันที คนงานไม่พองานเลยล้นมือกันไปหมดทุกคน
ถึงแม้ในยมโลกจะมีเครื่องอำนวยความสะดวกทำให้ดำเนินงานได้รวดเร็วขึ้นแล้วก็ยังไม่รวดเร็วเพียงพอ บางทียมทูตก็ต้องไปทำงานอื่นนอกเหนือตำแหน่ง
ใน่สามปีตามเวลาบนโลกมนุษย์ที่ทำงานลู่เมิ่งตระหนักได้ว่า นรกไม่ใช่แค่สถานที่ทรมาน แต่งานก็หนักมาก
ััประสบการณ์ทำงานหนักไม่มีวันตายได้แล้วที่นี่
เมื่อกลับมาที่โลกมนุษย์ได้ก็บอกลากับเื่ในโลกิญญาอย่างไร้เยื่อใย
ความเสียใจสองอย่างหลังจากฟื้นตื่นขึ้นมาก็คือ เธอมีดวงตาหยินหยางติดมาด้วย ทำให้ยังมองเห็นิญญาอยู่
อีกเื่คือเธอยังมีความทรงจำใน่ที่เป็ิญญา ทั้งที่ความทรงจำนี้ควรจะถูกลบออกไปหลังจากฟื้นขึ้นมาแต่กลับยังจำทุกอย่างได้อย่างชัดเจนเกินไป
การที่ยังมีความทรงจำอยู่จะทำให้เธอมีพฤติกรรมแปลกแยกในโลกคนธรรมดานี่สิ
มันแย่มากจริงๆ
“เอาเถอะ ถึงเ้าจะไม่อยากยุ่งแต่ดวงตาหยินหยางและจิติญญาที่เคยทำงานอยู่ในยมโลกของเ้าก็อาจจะทำให้เ้ามีปัญหา” เฮยอู่ฉางกล่าวดูระรื่นขึ้นมาเล็กน้อย “ถ้ามีปัญหาอะไรก็โทรมาหาพวกเราแล้วกัน เ้าคงจำเบอร์พวกเราได้”
“โทรศัพท์ในโลกมนุษย์มันโทรติดในโลกิญญาด้วยเหรอ” ลู่เมิ่งมุมปากกระตุก
ถึงจะเคยมีโทรศัพท์เป็ของตัวเองตอนอยู่ในยมโลก แต่เธอไม่ได้เอามันขึ้นมาด้วยเพราะไม่คิดจะติดต่อใครในยมโลกแล้วและคงจำอะไรไม่ได้ แต่คิดไม่ถึงว่าโทรศัพท์ของโลกมนุษย์จะติดต่อกับโลกิญญาได้เหมือนกัน
“ติดต่อได้อยู่แล้วสิ สัญญาณในยมโลกของเราใช้เครือข่ายเต๋า์น่ะ ตราบใดที่โลกไม่พังทลายเราก็ติดต่อกันได้” ไป๋อู่ฉางหัวเราะ
“แล้วปัจจุบันก็มีอาจารย์เต๋าบางคนมีเบอร์ติดต่อของพวกเรานะ” เฮยอู่ฉางยิ้ม
ลู่เมิ่ง “...”
เอาเต๋า์มาเป็เครือข่ายอย่างนี้ก็ได้เหรอ
รู้สึกพูดไม่ออก
แล้วพวกคุณแจกเบอร์กันง่ายๆ ให้อาจารย์เต๋าไปทำไมกันน่ะ ตอนเธอเป็ยมบาลยังไม่เคยแจกเบอร์ใครเลยนอกจากเหล่าเ้าตำหนักทั้งสิบ เพราะบางทีพวกท่านก็เรียกเธอไปทำงานที่นั่นที่นี่...
แค่กๆ ลืมพวกมันไปเถอะ ตอนนี้เธอเป็อิสระแล้ว
“ถ้ามีปัญหาอะไรที่จัดการไม่ได้ฉันจะติดต่อไปแล้วกัน” ลู่เมิ่งพูดเสียงเบา ดูแล้วการที่จะตัดขาดจากโลกิญญาอย่างฉับพลันคงเป็ไปไม่ได้ในตอนนี้
ดวงตาหยินหยางสามารถปิดผนึกได้ตัวเอง ส่วนจิติญญาที่ดูซับพลังหยินมาก็ไม่ต้องห่วง แค่ออกไปอาบแดดบ่อยๆ รับพลังหยางจากดวงอาทิตย์เข้าไปก็ช่วยได้แล้ว ถึงจะใช้เวลานานแต่ก็ไม่เป็ปัญหา มีเพียงความทรงจำเท่านั้นที่ไม่มีวิธีลบทิ้ง
ลู่เมิ่งจะใช้เวลาเพื่อช่วยให้ลืม ตราบใดที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้ััเป็เวลานานก็คงจะลืมไปเองนั่นแหละ
หลังจากเฮยไป๋อู่ฉางไปแล้วลู่เมิ่งก็มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสายตาอ่อนโยนและคิดถึง แสงแดดที่ร้อนแรงไม่ได้ทำให้รู้สึกหงุดหงิด เธอสูดลมหายใจเอาอากาศเข้าไปเต็มปอด
“ฮ้า~ การมีชีวิตนี่มันดีจริงๆ”
ลู่เมิ่งพักผ่อน กินอาหารโภชนาการ กินยาและกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องตลอดสองเดือนถึงสามารถกลับมาเดินได้ปกติ แต่ยังไม่สามารถวิ่งได้
หมอบอกว่าการรักษาของเธอเป็ไปด้วยดีและเร็วกว่าที่คาดเอาไว้ แต่สำหรับเธอแล้วมันจะนานกว่าที่คิดอยู่
เพราะเธอใช้พลังิญญาได้ จึงดูดซับพลังิญญาเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
เธอไม่ได้รีบร้อนจะฟื้นตัวนักแต่จะให้อยู่โรงพยาบาลนานๆ ก็ไม่ไหว เธอไม่ชอบกลิ่นที่นี่จึงยอมใช้พลังิญญาเพื่อปรับปรุงร่างกาย เวลาสองเดือนนี้นอกจากรักษาตัวก็ยังช่วยให้เธอปรับตัวให้เข้ากับโลกมนุษย์มากขึ้นด้วย
ถึงแม้เทคโนโลยีบนโลกมนุษย์กับยมโลกจะไม่ต่างกันแต่สภาพสังคมก็ต่างกันมาก
ข่าวสารสำคัญในสังคมต่างๆ และความเป็ไปของครอบครัวถูกเล่าให้ฟังทุกวันโดยพ่อแม่และพี่ชายของเธอ ลู่เมิ่งรับฟังอย่างมีความสุข กิจการครอบครัวเป็ไปได้ด้วยดี
เธอรู้ว่าพ่อแม่งานยุ่งมากแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังหาเวลามาเยี่ยมเธอ นี่แสดงถึงความรักความใส่ใจของพวกท่าน
ลู่เหวิน พี่ชายของเธอตอนนี้เปิดบริษัทของตัวเอง ทำงานยุ่งทุกวัน มีโอกาสแวะมาเยี่ยมเธอไม่บ่อยเช่นกัน แต่ทุกครั้งที่มาก็เอาขนมมามากมาย เขายังจำได้ว่าเธอชอบกินขนมหวาน ยังเอาโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดและโน้ตบุ๊คสำหรับให้เล่นแก้เบื่อด้วย
ยังเป็พี่ชายที่เอาใจใส่เหมือนเดิม
สามปีที่ผ่านมาทุกอย่างเปลี่ยนไปมาก ถึงแม้ว่าทั้งสามคนจะทำตัวให้เหมือนเดิมยังไงก็ไม่มีทางเหมือนเดิม รวมถึงลู่เมิ่งด้วย ดังนั้นจึงมีระยะห่างที่มองไม่เห็นกับเธอแล้วครอบครัวอยู่่หนึ่ง
ยังไงเื่ที่ไปทำงานในยมโลกคงเอามาพูดไม่ได้
แต่เมื่อใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น ระยะห่างเหล่านี้ก็จะสั้นลง ครอบครัวลู่และเธอก็เข้ากันได้เหมือนเมื่อก่อน
ลู่เมิ่งกลับมาบ้านหลังจากห่างไปนาน ยังคงเป็บ้านหลังเดิมที่เธอเคยอยู่ ถึงจะห่างไปแค่สามปีแต่กลับรู้สึกคิดถึงมากอย่างบอกไม่ถูก
“เมิ่งเมิ่งเดินรอบบ้านไหม?” ลู่เหวินที่เป็คนไปรับลู่เมิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลวันนี้เอ่ยชวน วันนี้เขาหยุด มีเวลาว่างอยู่กับน้องสาวทั้งวัน
“ไปค่ะ” ลู่เมิ่งก็อยากไปชมรอบบ้าน
ถึงจะเป็บ้านในความทรงจำแต่ก็ห่างหายไปนาน คิดว่ามันอาจจะมีหลายๆ อย่างเปลี่ยนไป เธออยากไปดูด้วยตัวเองทุกพื้นที่ในบ้าน
รอบๆ บ้านไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ดอกไม้ที่เคยปลูกไว้ก็ยังอยู่ แต่ดอกเก่าได้ร่วงโรยไปแล้วดอกใหม่ก็ผลิบานขึ้นมา ความสวยงามในวันวานเป็ยังไงวันนี้ก็ยังเป็อย่างนั้น
ลู่เหวินชี้ไปบางจุดที่มีความทรงจำบางอย่างในวัยเด็กที่น่าละอายของลู่เมิ่ง เป็การทบทวนความทรงจำวัยเยาว์ที่รู้สึกอยากทุบตีกันเองขึ้นมา ลู่เมิ่งหน้าแดงด้วยความโกรธและอาย เหยียบเท้าลู่เหวินไปหลายครั้ง แต่ลู่เหวินไม่เคยเจ็บ
ตัวของน้องสาวเขาเบามากเกินไป
เมื่อเหยียบเท้าให้เจ็บไม่สำเร็จลู่เมิงก็เปลี่ยนวิธีการ ขุดเื่น่าอายของพี่ชายขึ้นมาแก้แค้น คราวนี้ลู่เหวินเจ็บแล้ว กัดฟันกรอดขยี้ผมน้องสาวจนฟู
สองพี่น้องตระกูลลู่มองค้อนกันไปมาแล้วก็หัวเราะขบขัน
“นึกว่าหลับไปแล้วก็ลืมเื่ในอดีตไปซะอีกนะ” ลู่เหวินลูบผมที่ชี้ฟูของลู่เมิ่งลง ถึงจะแกล้งด้วยความมั่นเขี้ยวแต่ก็ยังต้องช่วยน้องรักษาภาพลักษณ์
“ฉันแค่หลับไปนะพี่ชาย ไม่ได้ความจำเสื่อม” ลู่เมิงตีมือของเขาอย่างแง่งอน
“นั่นสินะ แค่หลับไป...”
“ลู่เมิ่ง?” เสียงเรียกดังขึ้นขณะที่เธอกับลู่เหวินกำลังจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน ดังมาจากอีกฝ่ายหนึ่งของรั้ว ลู่เมิ่งหันกลับไปมอง
“พี่... โจวจื่อชิง?”
ลู่เมิ่งนึกอยู่ครู่กว่าจะพูดชื่อของเขาออกไปได้ เพราะทำงานที่ต้องเจอหน้ามนุษย์นับหมื่นในแต่ละวันเลยมีอาการเบลอ มองใครรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาไปหมด นอกจากคนในครอบครัวที่จำแม่นแล้ว ใบหน้าคนอื่นๆ เธอก็จำแทบไม่ได้แล้ว
เขาเป็ชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาที่เรียบหรู ใบหน้าหล่อเหลาที่คุ้ยเคยยังคงเ็า ดวงตาฉายความประหลาดใจอย่างหาได้ยาก ในนั้นยังเจือไปด้วยความยินดีเล็กๆ
โจวจื่อชิง เป็พี่ชายข้างบ้าน อายุมากกว่าลู่เหวินหนึ่งปี
ตอนเด็กๆ พวกเราก็เล่นด้วยกันจึงนับว่าสนิทกันดี แต่พอชายหนุ่มทั้งสองที่อายุมากกว่าเธอถึงสามสี่ปีเข้าเรียนมัธยมปลาย พวกเราก็ไม่ได้เล่นกันบ่อยๆ อีก ถึงจะเจอกันบ้างเป็บางครั้งก็เพียงคำทักทายไม่กี่คำ
จะว่ายังไงดี หลังจากโจวจื่อชิงเรียนมัธยมปลายเขาก็กลายเป็คนเ็าไปแล้ว ออกห่างจากผู้หญิงไปหมด ลู่เมิ่งพลอยออกห่างไปด้วย
ก็ไม่ใช่เขาบอกให้รักษาระยะห่าง เธอถอยออกมาเองไม่อยากให้เขาลำบากใจ
แม้แต่ตอนนี้เธอก็ยังคงรักษาระยะห่างอยู่
โจวจื่อชิงขยับเข้ามาใกล้รั้ว เขามองสำรวจลู่เมิ่งอย่างละเอียด ร่างกายผอมบางกว่าเมื่อก่อนมาก แม้ว่าสองเดือนมานี้จะผ่านการบำรุงอย่างดีก็ไม่อาจชดเชยที่ขาดหายไปสามปีได้ ลู่เมิ่งดูเป็หญิงสาวอ่อนแอบอบบางที่จะปลิวได้หากลมแรง
“ผอมลงไปเยอะมากจริงๆ” โจวจื่อชิงมีสายตาอ่อนลงมาก
“คนเพิ่งฟื้น นายจะให้อ้วนระหว่างนอนหรือไง” ลู่เหวินขมวดคิ้วพูดอย่างประชดประชัน สายตาไม่เป็มิตร โจวจื่อชิงไม่ได้ถือสายังคงพูดกับลู่เมิ่ง
“ขอโทษที่ไม่ได้ไปเยี่ยมเลยในตอนที่เธอเพิ่งฟื้น ตอนนั้นพี่อยู่ที่ต่างประเทศเพิ่งได้รับข่าว กำลังคิดจะไปเยี่ยมเธอก็ออกจากโรงพยาบาลแล้ว”
“ฉันเข้าใจค่ะ พี่ยุ่งมาก” แม้ว่าเธอจะไม่ได้รับข่าวของโจวจื่อชิงั้แ่ฟื้นขึ้นมา แต่ก็เข้าใจได้ เขาถือว่าเป็คนรุ่นเดียวกับลู่เหวิน ตอนนี้ก็ต้องทำงานแล้ว จะยุ่งก็เื่ธรรมดา
“ใช่แล้วล่ะ โจวจื่อชิงยุ่งมากทุกวัน ค้างคืนอยู่ที่บริษัทก็บ่อย การจะไปเยี่ยมเมิ่งเมิ่งคงเป็ไปไม่ได้” ลู่เหวินพูดแล้วยิ้มเยาะ
อีกครั้งที่ลู่เหวินประชดประชัน ลู่เมิ่งเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ ทำไมพี่ชายถึงได้ดูเข้ากันไม่ได้กับโจวจื่อชิง ไม่ใช่ว่าเมื่อก่อนสนิทกันหรอกเหรอ
เกิดอะไรขึ้นใน่สามปีที่ผ่านมา?
โจวจื่อชิงเม้มปาก สายตาอันตรายจับจ้องลู่เหวิน แต่ลู่เหวินก็ไม่ได้ถอยให้แม้แต่ครึ่งก้าว พวกเขาทั้งสองย่อมรู้เื่อยู่ในใจ แต่พอหันไปเห็นหน้าตาไม่เข้าใจของลู่เมิ่ง โจวจื่อชิงจึงยอมอ่อนลง
“เสี่ยวเมิ่งคงเหนื่อยแล้ว แม้จะเพิ่งออกจากโรงพยาบาลก็ยังต้องพักผ่อนมากๆ ไว้พรุ่งนี้พี่จะมาเยี่ยมเธออีกครั้ง”
“นายยุ่งไม่ใช่เหรอ ไม่ต้องมาหรอก” ลูเหวินปฏิเสธแทนเสียงแข็ง
“ลู่เหวิน!” โจวจื่อชิงหมดความอดทนแล้ว
“พี่เหวิน” ลู่เมิงจับแขนเสื้อห้ามปรามพี่ชายที่อารมณ์ไม่ดี
ลู่เหวินขมวดคิ้ว เดาะลิ้นครั้งหนึ่งแล้วไม่ได้พูดอะไรอีก โจวจื่อชิงก็ยกยิ้มเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ แต่พอฟังที่ลู่เมิ่งพูดต่อเขาก็หุบยิ้มทันที
“พรุ่งนี้ฉันคงไม่สะดวกให้พี่โจวมาเยี่ยมนะคะ”
“ทำไม?”
“ฉันมีนัดออกไปซื้อของกับคุณแม่ั้แ่เช้า พี่โจวคงต้องมาวันอื่นแล้ว”
“ไม่เป็ไร” โจวจื่อชิงมีสีหน้าคลายลง
ลู่เมิ่งบอกลาโจวจื่อชิงอย่างสุภาพห่างเหินแล้วรีบลากลู่เหวินกลับเข้าบ้าน โดยไม่ได้สังเกตเห็นสายตาฟาดฟันกันของชายหนุ่มทั้งสองเลยสักนิด