่เวลาบ่ายโมงกว่าๆ ของวันศิศิราออกจากโรงแรมไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆของกรุงเทพฯ ที่เธออยากจะไปโดยมีบอดี้การ์ดที่พี่ชายส่งมาคุ้มกันและสาวใช้ที่ส่งมาดูแลติดตามไปด้วยหญิงสาวเดินเที่ยวชมเมืองกรุงและหาอาหารข้างทางอร่อยๆ ทานอย่างสนุกสนานแม้อากาศจะร้อนไปหน่อยและมลพิษทางอากาศจะเยอะไปบ้างแต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสนุกลดลงเลยเธอเดินเที่ยวและซื้อของอย่างเพลิดเพลินจนกระทั่งตกค่ำก็แวะหาอะไรทานจนอิ่มหนำจึงเดินทางกลับโรงแรม
ศิศิรามาถึงห้องพักก็เป็เวลาสี่ทุ่มกว่าแล้วการจราจรบนท้องถนนแน่นมากหญิงสาวจึงต้องนั่งเซ็งอยู่ในรถนานนับชั่วโมงกว่าจะกลับมาถึงที่พักได้พอเข้าห้องนอนมาได้เธอก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงทันทีอย่างหมดเรี่ยวหมดแรงเพราะวันนี้เดินเที่ยวเกือบทั้งวันความอ่อนเพลียทำให้ศิศิราเกือบจะเคลิ้มหลับไปทั้งที่ยังไม่ได้อาบน้ำหากไม่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นซะก่อน
“ฮัลโหล...” หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าแล้วกดรับสายเป็อัลเฟรโด้นั่นเองที่โทรมาหาเพราะเป็ห่วง เธอนอนคุยโทรศัพท์กับพี่ชายอยู่เกือบยี่สิบนาทีได้เล่าเื่ราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ว่าเธอไปทำอะไรที่ไหนมาบ้างให้เขาฟังทั้งหมดโดยยกเว้นเื่ที่เกิดขึ้นในห้องอาหารเอาไว้เนื่องจากไม่อยากเพิ่มความห่วงให้พี่ชายมากไปกว่านี้อีก
พอคุยโทรศัพท์เสร็จอาการง่วงจากความเหนื่อยก็จางหายไปศิศิราจึงลุกขึ้นไปอาบน้ำพอออกมาก็พบลิลลี่เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับแก้วนมสดในมือ
“นมอุ่นๆ ก่อนนอนค่ะคุณหนู”
“ขอบใจจ้ะ”หญิงสาวเดินเข้าไปรับนมจากมือสาวใช้มายกดื่มจนหมดแก้วแล้วส่งคืนให้พลางบอก “ฉันจะเข้านอนแล้วล่ะ เธอเองก็ไปนอนเถอะ”
“ค่ะ”ลิลลี่รับคำแล้วเดินถือแก้วเปล่าออกจากห้องไป เมื่อสาวใช้ออกไปแล้วศิศิราก็เดินไปที่ตู้เสื้อผ้าหยิบชุดนอนกระโปรงสีชมพูยาวเทียมเข่าแขนตุ๊กตาเนื้อผ้าพลิ้วเนียนลื่นมือมาสวมใส่จากนั้นก็เดินไปดับไฟในห้องแล้วเดินไปล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มซึ่งเพียงแค่ไม่กี่นาทีเธอก็หลับสนิทไป
เข็มนาทีชี้บอกเวลาเที่ยงคืนกว่าแล้วขณะที่คนในห้องพักกำลังนอนหลับสบายอยู่นั้น ที่ด้านนอกของห้องบอดี้การ์ดสองคนของอัลเฟรโด้กำลังต่อสู้อยู่กับคนร้ายร่างั์พอๆกันอย่างสุดกำลัง หลังจากที่อีกฝ่ายปลอมตัวเป็พนักงานทำความสะอาดห้องของโรงแรมแล้วเข้ามาจู่โจมพวกเขาอย่างไม่ทันให้ได้ตั้งตัวความจริงสองบอดี้การ์ดก็นึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมพนักงานถึงมาทำความสะอาดห้องในเวลาดึกดื่นแบบนี้แต่พอคิดว่าที่นี่เป็โรงแรมใหญ่และมีห้องพักเป็ร้อยห้องซึ่งกว่าจะทำความสะอาดเสร็จหมดก็คงดึกดื่นแบบนี้ดังนั้นพวกเขาเลยค่อนข้างวางใจ กว่าจะรู้ตัวว่าคิดผิดไปฝ่ายคนร้ายก็เข้ามาประชิดตัวเสียแล้ว
“อ๊ะ!” สองบอดี้การ์ดร้องออกมาแล้วทรุดตัวลงนอนนิ่งไปบนพื้นหลังจากถูกตีเข้าที่ท้ายทอยอย่างแรงเมื่อจัดการคนเฝ้าได้แล้วชายวัยฉกรรจ์สองคนในชุดพนักงานทำความสะอาดของโรงแรมก็เปิดประตูเข้าไปข้างในห้องทั้งคู่เดินฝ่าความมืดไปอย่างระมัดระวังแต่ก็รวดเร็วเพราะพวกเขาต้องรีบจับตัวเป้าหมายออกจากโรงแรมไปให้เร็วที่สุดก่อนที่บอดี้การ์ดอีกสองคนที่ลงไปข้างล่างจะขึ้นมาเสียก่อน
“ผู้หญิงที่เรา้ามันอยู่ห้องไหนล่ะ” คนร้ายหนึ่งในสองเอ่ยถามขึ้นหลังจากเห็นว่ามีห้องนอนอยู่สองห้อง
“ก็เข้าไปดูทั้งสองห้องสิวะแกไปห้องโน้น ส่วนฉันจะเข้าห้องนี้ แกจำหน้าเป้าหมายได้ใช่ไหม”
“ได้”
พวกมันกระซิบกระซาบกันก่อนจะแยกย้ายกันเข้าไปคนละห้องประตูห้องถูกเปิดเข้ามาอย่างแ่เบาร่างสูงเดินย่องมาที่เตียงนอนและพอได้เห็นใบหน้าของหญิงสาวที่นอนหลับสนิทอยู่เขาก็ยิ้มย่องด้วยความพอใจแต่ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไรก็มีเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นและเสียงนี้เองทำให้ร่างบางที่นอนนิ่งอยู่สะดุ้งตื่นขึ้นมา
ศิศิราลืมตาตื่นด้วยความใที่ได้ยินเสียงกรีดร้องก่อนหญิงสาวจะเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นผู้ชายร่างั์มายืนอยู่ในห้องนอนของเธอ
“กรี๊ด!! แกเป็ใคร แล้วเข้ามาในห้องนี้ได้ยังไงกัน” ศิศิรารีบลุกลงจากเตียงทันทีด้วยความหวาดกลัวพร้อมกับะโถามก่อนจะร้องเรียกคนของเธอเสียงลั่นห้อง “ช่วยด้วยใครอยู่ข้างนอกเข้ามาในนี้เร็วเข้า มีคนบุกรุกห้องฉัน ช่วยด้วย!”
“บ้าฉิบ!” คนร้ายสบถออกมาอย่างหัวเสียที่ผิดแผนเพราะเขา้าทำให้เงียบที่สุด เขากระโจนเข้าหาหญิงสาวพร้อมกันนั้นก็หยิบผ้าชุบยาสลบออกมาจากกระเป๋ากางเกงด้วยศิศิราหวีดร้องสุดเสียงอีกครั้งแล้ววิ่งหนีแต่ก็วิ่งได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ถูกกระชากแขนกลับมาเธอจึงหันมาต่อสู้เท่าที่จะทำได้และพยายามเบี่ยงหน้าหนีผ้าในมืออีกฝ่ายสุดกำลัง
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ลิลลี่...”หญิงสาวพยายามส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากคนของเธอไม่ว่าจะเป็สาวใช้ที่นอนอยู่อีกห้องหนึ่งหรือเหล่าบอดี้การ์ดของพี่ชายแต่ก็ไม่มีใครสักคนโผล่เข้ามาช่วยเลยและแล้วก็มีคนหนึ่งวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้องแวบแรกศิศิรารู้สึกใจชื้นขึ้นมาทันทีแต่พอเห็นหน้าของคนเข้ามาเท่านั้นก็ใจเสียแทน และด้วยความที่เธอมัวอึ้งไปอีกฝ่ายจึงอาศัยจังหวะนี้โปะผ้าที่มียาสลบใส่อยู่ลงที่ปากและจมูกของเธออย่างรวดเร็วมันกดไว้แน่นในขณะที่เธอพยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดแต่สุดท้ายก็ต้านทานกำลังและฤทธิ์ของยาสลบไม่ไหว สติสัมปชัญญะของหญิงสาวก็ดับวูบไปทันทีร่างที่ดิ้นรนก็อ่อนยวบอยู่ในวงแขนของคนร้าย
“สลบแล้วใช่ไหม”
“เออแกรู้ไหมว่าแกเกือบทำแผนพังหมดน่ะ”
“ขอโทษทีก็นังผู้หญิงห้องนั้นมันดันตื่นขึ้นมาตอนที่ฉันเปิดประตูเข้าไปพอดีน่ะสิ แต่ไม่ต้องห่วงฉันจัดการไปแล้ว”
“รีบไปกันเถอะก่อนที่พวกมันอีกคนสองจะกลับมา”จบคำมันก็ช้อนอุ้มร่างหมดสติของศิศิราเดินแกมวิ่งออกจากห้องไป ขณะนั้นลิลลี่ที่โดนทุบตีจนจุกไปหมดก็เดินซัดเดินเซออกมาพอดีพอเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายสาวเธอก็ฮึดสู้ขึ้นมาอีกรีบปราดเข้าไปช่วยอย่างไม่กลัวตาย
“ปล่อยคุณหนูนะพวกแกจะเอาตัวคุณหนูไปไหน ปล่อยนะ ปล่อย!”เธอพยายามดึงรั้งตัวคุณหนูของเธอเอาไว้
“แกรีบจัดการนังนี่ซะแล้วรีบตามออกไปเร็วๆ เข้า”คนที่อุ้มศิศิราอยู่สั่งอย่างหงุดหงิด
“ได้”ชายหนุ่มอีกคนบอกแล้วกระชากตัวลิลลี่เข้ามาตบหน้าหลายฉาดก่อนจะชกท้องของเธอจนเธอตัวงอใบหน้าแดงก่ำและเปล่งเสียงใดๆ ออกมาไม่ได้เลยสักคำเดียวเมื่อมันจัดการจนเธอหมอบกับพื้นแล้วก็วิ่งตามพรรคพวกออกไปจากห้อง
คนร้ายสองคนช่วยกันจับร่างไร้สติของศิศิรายัดลงไปที่ตะกร้าหวายขนาดใหญ่บนรถเข็นจากนั้นก็เอาผ้าปูเตียงหลายๆผืนมาปิดทับร่างบางเอาไว้จนมองไม่เห็นแล้วพวกเขาก็รีบเข็นรถไปที่ลิฟต์อย่างรวดเร็วเมื่อลงมาถึงชั้นล่างสุดของโรงแรมแล้วพวกเขาก็เข็นรถไปที่ห้องครัวเพราะวางแผนที่จะใช้ประตูหลังของห้องครัวเป็ทางออกจากโรงแรมแต่แล้วก็ต้องปรับเปลี่ยนแผนใหม่จนได้เมื่อภายในครัวนั้นมีพนักงานหลายคนกำลังประชุมงานเื่อาหารกันอยู่
“เอายังไงกันดีล่ะ” หนึ่งในสองถามเสียงเครียดเพราะไม่รู้ว่ามีประตูทางออกที่ไหนบ้างอีก
“คงต้องยอมเสี่ยงดูเราจะมามัวค้นหาทางออกไม่ได้หรอก”
“อย่าบอกนะว่า...”
“ใช่”คนที่คิดแผนการได้พยักหน้ารับก่อนจะอธิบายถึงแผนที่เขาคิดไว้ให้เพื่อนฟังซึ่งแผนนี้มันเสี่ยงมากแต่ถ้าทำสำเร็จก็จะออกจากโรงแรมได้อย่างปลอดภัยพอคุยกันเสร็จแล้วอีกคนก็จัดการโทรศัพท์หาพรรคพวกอีกคนที่นั่งเฝ้ารถอยู่ทันทีเขาสั่งให้อีกฝ่ายขับรถมาจอดรอเทียบหน้าบันไดของโรงแรมตามแผนที่เปลี่ยนใหม่
เมื่อบอกแผนการให้คนรถฟังเสร็จแล้วทั้งสองคนก็รีบดึงร่างของศิศิราออกมาจากตะกร้าหวายทันที หนึ่งในสองอุ้มร่างเธอขึ้นพวกมันมองหน้ากันแล้วพยักหน้าให้กันอย่างมั่นใจ จากนั้นทั้งคู่ก็เดินลิ่วๆออกไปยังห้องโถงของโรงแรมซึ่งที่นั่นมีพนักงานหลายสิบชีวิตประจำหน้าที่ของตนเองอยู่
ทันทีที่พวกเขาปรากฏตัวพนักงานคนหนึ่งเห็นเข้าก็รีบเดินเข้ามาถามด้วยความเป็ห่วงทันที
“เกิดอะไรขึ้นคะคุณผู้หญิงคนนี้เป็อะไรไปหรือคะ”
“เธอไม่สบายครับท้องเสียอย่างรุนแรง ผมกับเพื่อนก็เลยจะรีบพาเธอไปหาหมอ”
“ให้ทางเราช่วยติดต่อโรงพยาบาลให้ไหมคะ” พนักงานรีบถามเพราะเห็นว่าลูกค้าเป็คนต่างชาติจึงกลัวว่าจะพาไปไม่ถูก
“ไม่ต้อง” เขาปฏิเสธเสียงห้วนแล้วรีบเดินต่อไปขณะที่เดินไปใกล้ประตูที่มีพนักงานยืนเปิดปิดประตูให้นั้น พนักงานก็เปิดประตูกระจกออกให้ชายหนุ่มสองคนที่กำลังเดินขึ้นบันไดมาด้วยความเร่งรีบพวกเขาไม่รอให้อีกฝ่ายเดินเข้าประตูมาก่อนเลยเดินเบี่ยงตัวผ่านออกไปแทนชายหนุ่มทั้งสองฝ่ายจึงได้ประจันหน้ากันอย่างใกล้ชิด
อัลแบร์โต้รู้สึกไม่พอใจกับความไร้มารยาทของอีกฝ่ายแต่ก็ไม่คิดจะพูดอะไรและคงจะไม่ใส่ใจอีกหากเสี้ยวหน้าของผู้หญิงที่เขาเห็นในอ้อมแขนของอีกฝ่ายนั้นจะไม่ใช่คนที่เขารู้จัก
“คาริน่า...” ชายหนุ่มพึมพำออกมาพลางมองตามไปอย่างไม่แน่ใจว่าตนเองจะจำผิดหรือเปล่าแต่แม้จะไม่มั่นใจเขาก็ตัดสินใจวิ่งตามไปพร้อมกับร้องเรียก “เดี๋ยวก่อนครับเดี๋ยวก่อน...”เขาวิ่งมาขวางหน้าเอาไว้เมื่ออีกฝ่ายไม่หยุดเดิน
“มีอะไร” ชายหนุ่มอีกคนที่ไม่ได้อุ้มร่างบางไว้ตะคอกถามอย่างหงุดหงิดสีหน้านั้นดูเครียดจัด มีเหงื่อผุดตามหน้าผากเต็มไปหมดและแววตาก็ดูลุกลี้ลุกลนอย่างน่าประหลาดใจนัก
“พวกคุณจะพาเธอไปไหน”
“ไปโรงพยาบาลเธอท้องเสียมาก พวกผมต้องรีบพาเธอไปหาหมอ” กล่าวจบทั้งสองคนก็ก้าวลงบันไดต่อไปซึ่งระหว่างนั้นก็มีรถยนต์สีดำติดฟิล์มหนาทึบจนมองไม่เห็นคนในรถแล่นมาจอดเทียบบันไดอัลแบร์โต้ยืนมองคนทั้งคู่พาร่างบางไร้สติของศิศิราเข้าไปในรถด้วยความรู้สึกห่วงใยระคนสงสัยเนื่องจากท่าทางของชายหนุ่มทั้งสองดูมีพิรุธอย่างบอกไม่ถูก
“ผมว่ามันมีบางอย่างผิดปกตินะครับเ้านาย” ฟานบิเอโก้บอกด้วยความรู้สึกไม่ต่างจากผู้เป็นายเลย
“ใช่ ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกันฟาน”
บอดี้การ์ดหนุ่มครุ่นคิดอยู่ครู่ก่อนดวงตาคมจะเบิกกว้างเมื่อจดจำบางอย่างขึ้นมาได้
“เ้านาย...เท่าที่ผมจำหน้าบอดี้การ์ดทั้งสี่คนของคุณคาริน่าที่เราเจอในห้องอาหารได้ไม่มีใครหน้าตาเหมือนผู้ชายสองคนนั้นเลยนะครับ แล้วอีกอย่าง...ชุดที่พวกนั้นใส่ก็เหมือนชุดพนักงานโรงแรมของเราเลย”
อัลแบร์โต้ครุ่นคิดตามและก็เริ่มเห็นด้วยแม้่เวลาตอนเที่ยงที่ได้พบกันมันจะแสนสั้นนักแต่สายตาของพวกเขาก็เก็บรายละเอียดทุกอย่างของฝ่ายตรงข้ามได้เป็อย่างดีเมื่อครู่นี้เขามัวแต่เป็ห่วงหญิงสาวเลยไม่ได้สังเกตชุดที่ชายสองคนนั้นสวมใส่เลยทำให้พลาดไป
ชายหนุ่มมองหน้าบอดี้การ์ดคู่ใจเพียงตาสบตาโดยไม่ต้องเอ่ยอะไรออกมาก็รู้ใจกันได้แล้ว ดังนั้นทั้งที่ไม่ได้พูดกันสักคำแต่ชายหนุ่มทั้งสองก็รีบออกวิ่งไปยังรถของพวกเขาแล้วรีบขับตามรถของคนร้ายไปอย่างรวดเร็ว
ภายในโรงแรมบอดี้การ์ดอีกสองคนที่ลงไปทำธุระส่วนตัวที่ห้องพักของตนเองที่อยู่ชั้นล่างนั้นเมื่อขึ้นมาก็ต้องใที่เห็นเพื่อนร่วมงานสองคนนอนสลบอยู่ที่หน้าห้องพักของนายสาวพวกเขารีบผลักบานประตูห้องที่เปิดอ้าอยู่ออกทันทีแล้วรีบวิ่งเข้าไปในห้องพร้อมกับปืนในมือขณะนั้นร่างของสาวใช้ที่นอนหมอบอยู่เพราะจุกท้องก็ค่อยๆ ดันตัวลุกขึ้นนั่งพอดีพลางร้องครางออกมาด้วยความเจ็บ
“เกิดอะไรขึ้นคุณหนูหายไปไหน” หนึ่งในสองบอดี้การ์ดถามเสียงเครียด
“คุณหนู...เร็วเข้า!พวกมันจับตัวคุณหนูไปแล้ว”ลิลลี่ละล่ำละลักบอกก่อนจะเล่าให้ฟังอย่างคร่าวๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น
“พวกมันยังหนีไปได้ไม่ไกลตามไปเร็ว” บอดี้การ์ดอีกคนที่ถือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์รับสัญญาณติดตามตัวศิศิราไว้นั้นเอ่ยบอกเพื่อนทันทีที่เขาเปิดเครื่องแล้วจับสัญญาณติดตามตัวที่อยู่บนตัวของนายสาวได้โชคดีเหลือเกินที่อัลเฟรโด้รอบคอบจึงได้ใส่เครื่องส่งสัญญาณติดตามตัวไว้ดังนั้นไม่ว่าศิศิราจะไปอยู่ที่ไหนในโลกนี้ พวกเขาจะสามารถติดตามตัวได้อย่างแน่นอน
“ฉันขอไปด้วยค่ะ”ลิลลี่ที่เป็ห่วงนายสาวรีบเอ่ยขอเมื่อเห็นชายหนุ่มทั้งสองตั้งท่าจะวิ่งออกจากห้องพักไป
“ไม่ได้ เธออยู่รอฟังข่าวที่นี่แหละช่วยดูแลอีกสองคนนั้นด้วย” กล่าวจบสองหนุ่มก็วิ่งออกไปจากห้องทันทีสองบอดี้การ์ดขับรถไปตามเส้นทางที่เครื่องส่งสัญญาณบอกตำแหน่งพวกเขาพยายามมองหารถเป้าหมาย แล้วเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นหนึ่งในสองที่ไม่ได้ทำหน้าที่ขับรถเป็คนกดรับสาย
“ฮัลโหล”
“พวกนายตามตัวน้องฉันเจอหรือยัง!” อัลเฟรโด้ถามด้วยความโกรธจัด ทันทีที่ลิลลี่โทรรายงานเื่ที่เกิดให้ฟังหัวใจเขาก็แทบหล่นหายพอตั้งสติได้ก็รีบโทรมาถามความคืบหน้ากับลูกน้อง
“ยังเลยครับตอนนี้พวกเรากำลังขับรถตามสัญญาณที่ติดอยู่ที่ตัวคุณหนูอยู่ครับเอ๊ะ...ใกล้แล้วครับเ้านาย พวกเราขับรถเข้าใกล้เป้าหมายขึ้นเรื่อยๆ แล้วครับอีกไม่นานคงเจอรถคนร้ายจนได้ครับ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้หัวใจอันร้อนรนของผู้เป็พี่ก็เริ่มผ่อนคลายลงได้บ้างก่อนจะสั่งลูกน้องเสียงเครียด
“ตามหาและช่วยน้องฉันให้ได้แล้วโทรรายงานฉันทุกระยะๆ ด้วย”
“ครับ” บอดี้การ์ดหนุ่มรับคำแล้ววางสายไป ตอนนี้พวกเขาเข้าใกล้เป้าหมายได้แล้วแต่ก็ไม่รู้ว่ารถคันไหนคือรถที่ศิศิรานั่งอยู่เพราะมันมีสองคัน
ในยามดึกสงัดบนท้องถนนที่มุ่งสู่นอกเมืองเริ่มโล่งว่างไม่มีรถมาคอยกีดขวางมากนักรถยนต์ทั้งสามคันจึงวิ่งลิ่วๆปาดซ้ายปาดขวาได้อย่างไม่เกรงกลัวอันตรายใดๆ รถยนต์คันหน้าเร่งเครื่องเต็มพิกัดเพราะรู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกตามไล่ล่าอยู่ขณะที่คนขับและเพื่อนที่นั่งอยู่ด้านหน้ากำลังเคร่งเครียดกับสถานการณ์อยู่นั้นชายอีกคนที่นั่งคุมตัวเชลยอยู่เบาะด้านหลังของรถก็กวาดสายตาหื่นกระหายไปทั่วร่างบอบบางที่อยู่ในชุดนอนสีชมพูหวานเนื้อผ้าที่เรียบลื่นเป็มันวาวส่งให้เรือนร่างขาวนวลของหญิงสาวดูงดงามและอ่อนหวานเหลือเกินจนคนมองใจสั่นและอดยื่นมือไปัักับเรียวขาขาวเนียนไม่ได้
“สวยชะมัดเลยว่ะ”
“ไอ้บ้า! กำลังหน้าสิ่วหน้าขวานยังจะมีอารมณ์หื่นอีก เอามือของมึงออกไปเลยนะ!” เพื่อนที่นั่งคู่คนขับหันมาตวาดใส่อย่างโมโหเมื่อเห็นเพื่อนกำลังทำอะไรอยู่
“เฮ้ย! ทำไมต้องโมโหด้วยวะ หรือมึงคิดจะเก็บไว้กินเองคนเดียว”
“กูไม่บ้าผู้หญิงเหมือนมึงหรอกถ้ามึงไม่อยากถูกเ้านายยิงตายเหมือนหมาข้างถนนละก็ อย่ายุ่งกับผู้หญิงคนนี้!”
“ถ้าไม่บอกเ้านายก็ไม่รู้หรอกน่า กูว่ามึงกันท่ากูมากกว่า”
“กูไม่ได้กันท่า!”
“ไอ้พวกบ้าเอ๊ย! ถ้าพวกมึงยังไม่หยุดเถียงกันสักทีกูจะเอาลูกตะกั่วยัดปากพวกมึงซะเดี๋ยวนี้เลย!” คนที่ทำหน้าที่ขับรถและดูเหมือนจะเป็หัวหน้ากลุ่มเอ่ยะโลั่นรถด้วยความโมโห“แหกตาดูซะมั่งว่าตอนนี้กำลังถูกตามล่าตัวอยู่ เดี๋ยวเถอะมึงเดี๋ยวได้ลงนรกกันหมดนี่แหละ”
ชายสองคนที่ทะเลาะกันอยู่หุบปากเงียบทันทีและเริ่มเครียดขึ้นมาบ้างเมื่อรถยนต์คันหลังยังขับตามมาติดๆไม่ลดละชายหนุ่มที่มองศิศิราด้วยสายตาหื่นกระหายเมื่อครู่นี้หันกลับมามองร่างบางอีกครั้งด้วยความเสียดายแต่แล้วความรู้สึกอย่างหนึ่งก็เข้ามาแทนที่เมื่อมันเห็นสร้อยข้อมือฝังเพชรของเธอมันเหลือบตามองเพื่อนทั้งสองคนก่อนจะรีบแกะสร้อยข้อมือฝังเพชรของเธอออกแล้วเก็บใส่กระเป๋าเสื้อของตนเองอย่างรวดเร็ว
ทางด้านอัลแบร์โต้กับฟานบิเอโก้ที่ขับรถไล่ตามอยู่นั้นก็นึกสงสัยรถคันหลังที่ตามมาว่าเป็พวกใดกันแน่ระหว่างคนของศิศิราหรือว่าพรรคพวกของคนร้ายที่จับตัวเธอไปแต่ไม่ว่าจะเป็พวกไหนพวกเขาก็ไม่คิดประมาทอย่างเด็ดขาด
“มันกำลังเปลี่ยนเส้นทางครับ” บอดี้การ์ดหนุ่มบอกทันทีเมื่อเห็นรถคนร้ายเบี่ยงเข้าทางขวาซึ่งก็เป็จริงตามที่เขาพูดเพราะเพียงไม่กี่วินาทีรถคันหน้าก็เลี้ยวเข้าซอยข้างทางทันทีฟานบิเอโก้รีบหักพวงมาลัยเลี้ยวตามซึ่งรถอีกคันที่ตามหลังพวกเขามาก็กำลังจะเลี้ยวตามเช่นกันแต่โชคไม่ดีที่มีรถคันอื่นมาปาดหน้าเสียก่อนทำให้รถเสียหลักจนต้องหยุดจอดกะทันหันไปเลยเหลือรถเพียงสองคันที่ยังไล่ล่ากันอยู่
เส้นทางที่คนร้ายขับเข้ามาค่อนข้างเปลี่ยวนานๆ จะผ่านบ้านคนสักหลังหนึ่งและทางก็มืดมิดเพราะไม่มีเสาไฟฟ้าข้างทางคอยส่องแสงสว่างให้เมื่อเห็นทางเปลี่ยวอัลแบร์โต้ก็ตัดสินใจที่จะหยุดรถคันหน้าทันที ชายหนุ่มหยิบปืนพกของตนเองออกมาสบตากับลูกน้องเพียงนิดแล้วกดเปิดกระจกให้ลดลงจนสุด จากนั้นเขาก็สอดตัวออกไปด้านนอกเกือบครึ่งแล้วเล็งปืนไปที่ยางรถคันหน้าทันทีแต่พวกคนร้ายก็ไม่ปล่อยให้เขาได้ทำสำเร็จง่ายๆเพราะพวกมันเองก็ชะโงกตัวออกมานอกรถเพื่อยิงตอบโต้เขากลับเช่นกัน
“บ้าฉิบ!” อัลแบร์โต้สบถเบาๆ อย่างหัวเสียเมื่อลูกะุเฉียดหัวเขาไปหน่อยเดียวเท่านั้นทั้งสองฝ่ายยังยิงต่อสู้กันอยู่ในขณะที่รถก็ยังคงแล่นฉิวท่ามกลางความมืดด้วยความเร็วเช่นเดิมชายหนุ่มเล็งปลายกระบอกปืนไปที่ยางล้อด้านหลังของรถคันหน้าอีกครั้งก่อนจะยิงออกไปด้วยความมั่นใจจากนั้นก็รีบหลบเข้าด้านในของรถเมื่ออีกฝ่ายยิงสวนกลับมาบ้างซึ่งแน่นอนว่าฟานบิเอโก้ขับรถส่ายไปมาเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามยิงล้อยางรถเขาได้เช่นกัน
ฝีมือการยิงของอัลแบร์โต้แม่นยำนักเพราะบัดนี้รถของคนร้ายเริ่มส่ายไปมาเหมือนงูไม่มีผิดความเร็วของรถทำให้ไม่สามารถบังคับทิศทางได้อย่างใจ้าและสุดท้ายตัวรถก็ไถลลงข้างทางชนต้นไม้โครมใหญ่ ฟานบิเอโก้ที่ชะลอความเร็วลงก่อนหน้านี้แล้วรีบเหยียบเบรกรถทันทีเมื่อเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นชายหนุ่มทั้งสองเปิดประตูรถออกแล้ววิ่งไปที่รถฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็ว พวกเขาต้องรีบนำร่างของศิศิราออกมาก่อนเพราะไม่ไว้ใจว่ารถจะะเิหรือไม่ทว่าขณะที่ทั้งสองวิ่งไปนั้นคนร้ายในรถที่นั่งอยู่เบาะหลังคู่กับหญิงสาวก็เปิดประตูรถออกมาด้วยท่าทางมึนงงแต่พอเห็นมีคนวิ่งมาปุ๊บก็รีบยกปืนในมือขึ้นเล็งทันที ทว่ายังไม่ทันได้เหนี่ยวไกปืนก็ถูกฟานบิเอโก้ยิงสวนมาเสียก่อนซึ่งตรงหน้าอกพอดีอีกฝ่ายจึงขาดใจตายทันที
อัลแบร์โต้รีบเปิดประตูรถอีกด้านหนึ่งออกซึ่งก็พบว่าร่างของศิศิรากลิ้งลงไปนอนอยู่ที่วางเท้าชายหนุ่มจึงดึงร่างบางออกมาจากรถในขณะที่ฟานบิเอโก้กำลังตรวจสอบคนร้ายอีกสองคนอยู่ด้วยความระแวดระวัง
“พวกมันทั้งสองคนตายแล้วครับเ้านายคอหักตาย” เขารายงาน
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปกันเถอะ” อัลแบร์โต้บอกแล้วช้อนร่างไร้สติของศิศิราขึ้นอุ้มไว้ในวงแขนแกร่งจากนั้นก็เดินแกมวิ่งไปที่รถของตนเองที่จอดอยู่ไม่ไกลนักซึ่งระหว่างนั้นก็มีแสงสว่างโร่ส่องมากระทบพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์
เปรี้ยง! เปรี้ยง!
ลูกะุปืนเฉียดผ่านร่างของอัลแบร์โต้ไปเพียงนิดเดียวจนชายหนุ่มต้องหยุดวิ่งแล้วใช้ตัวเองบังตัวหญิงสาวเอาไว้ในขณะที่ฟานบิเอโก้ยิงสวนกลับไปบ้างสองนัดซ้อนเช่นกันซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็ใครเนื่องจากมองไม่ชัดเพราะไฟหน้ารถส่องตาเขานั่นเองแต่ถึงจะเป็ใครเขาก็ไม่สนใจ เขารู้แต่เพียงว่าเขาต้องปกป้องผู้เป็นายเท่านั้น
ระหว่างที่บอดี้การ์ดคนสนิทยิงต่อสู้กับฝ่ายมาใหม่นั้นอัลแบร์โต้ก็อุ้มร่างศิศิราขึ้นอีกครั้งแล้ววิ่งพาไปหลบอยู่ในรถเมื่อเห็นหญิงสาวปลอดภัยดีแล้วชายหนุ่มก็หวนกลับมาช่วยลูกน้องสู้อีกแรง สองฝ่ายยิงสู้กันอยู่พักหนึ่งก่อนฝ่ายมาใหม่จะได้รับาเ็ทั้งสองคนเมื่อฝ่ายตรงข้ามไม่ยิงตอบโต้กลับมาอีกอัลแบร์โต้ก็ส่งสัญญาณบอกให้ฟานบิเอโก้ไปขึ้นรถประจำที่คนขับก่อนเขาจะวิ่งตามไปบ้างโดยขึ้นนั่งที่เบาะหลังรถแทนและเพียงแค่เขาขึ้นนั่งลูกน้องคนสนิทก็บึ่งรถออกไปทันที
“นายเป็ยังไงบ้าง” คนที่โดนยิงที่ไหล่จนะุฝังในกัดฟันข่มความเ็ปถามเพื่อนคู่หูด้วยความเป็ห่วงซึ่งเพื่อนคนที่ถูกยิงเข้าที่ต้นขากับแขนก็กัดฟันตอบกลับมา
“ยังไม่ถึงกับตายเรารีบตามพวกมันไปเถอะ ว่าแต่นายขับรถไหวหรือเปล่า”
“ไหว”
แล้วทั้งสองก็ขึ้นนั่งบนรถ แต่ยังไม่ทันได้ออกรถเพื่อนที่ดูจอเรดาร์อยู่ก็ร้องขึ้นมาอย่างสงสัย
“เฮ้ย...ทำไมเป็แบบนี้ล่ะ”
“เกิดอะไรขึ้น”
“ก็เครื่องติดตามตัวคุณหนูน่ะสิมันไม่ได้เคลื่อนไปไหนเลยแถมยังอยู่จุดเดียวกับเราด้วย นี่ไงล่ะ” บอดี้การ์ดหนุ่มที่ถือเครื่องตรวจจับเรดาร์อยู่ยื่นหน้าจอให้คู่หูดู
“บ้าฉิบ! แสดงว่าสร้อยข้อมือของคุณหนูต้องหลุดออกจากตัวคุณหนูแล้วแน่ๆ แล้วแบบนี้เราจะตามตัวคุณหนูทันได้ยังไงกันล่ะเนี่ย” เขาทุบพวงมาลัยรถอย่างหัวเสีย และยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ตัดสินใจอย่างไรต่อเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นสองบอดี้การ์ดมองหน้ากันอย่างเครียดจัด ก่อนจะหยิบขึ้นมากดรับด้วยความหวาดหวั่นใจ