ที่ต้นยางนาใหญ่... ต้นเดียวกับที่เคยผูกมัดไนซ์ไว้เมื่อสองวันก่อน
“ยังไงกันเล่า! ไอ้คนที่เราทั้งหมู่บ้านทุ่มเทช่วยมันหายหัวไปไหนแล้วล่ะ! ตายห่าไปแล้วใช่มั้ย ไอ้ออด! มึงว่าไงล่ะ ไหนบอกไอ้ไนซ์รอดเรารอด มันตายเราตาย ไงล่ะมึง! แล้วตอนนี้มันอยู่ไหน!”
เสียงะโอย่างเกรี้ยวกราดดังมาจาก พิท ชายชราผมหงอกขาววัยเดียวกับออด เขาเพิ่งถูกออดตรวจพบว่าเป็ ‘ตาบอดสีแดง’
ไนซ์หายตัวไปสองวันแล้ว มีเพียงกลุ่มญาติของเขาและออดเท่านั้นที่รู้ว่าเกิดเื่อะไรขึ้นในคืนนั้น พิทถูกนำตัวมามัดติดกับต้นยางนาใหญ่เช่นเดียวกับไนซ์และคนอื่นๆ ที่ผ่านมา เขาะโด่าทออย่างบ้าคลั่ง ขณะที่ออดมองชาวบ้านและคนงานรอบๆ ด้วยความหนักใจ
นัทก้าวออกมา ข้างหน้า มองพิทและชาวบ้านด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง
“เื่ของไนซ์... เรามีข่าวดีที่จะบอก คือไนซ์ยังไม่ตาย”
เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ไปทั่วฝูงชาวบ้านทันที
“แต่เขายัง้าเวลาพักฟื้น สิ่งที่เราต้องทำในเวลานี้! ตอนนี้!” นัทพูดพร้อมใช้ไม้ฟาดลงบนแผ่นสังกะสีใกล้ๆ ดัง ปัง! ทุกคนสะดุ้งและนิ่งฟังอย่างสงบ
“เราจะรักษาทุกคนเหมือนกับที่เราทำกับไนซ์! เมื่อไนซ์รอด ทุกคนก็มีโอกาสรอดเช่นกัน!”
กลุ่มคนงานและชาวบ้านร้องเฮลั่นด้วยความดีใจ นัทหันไปมองพิทแล้วยิ้มจนเห็นลักยิ้มสองข้างบนแก้ม แต่พิทกลับรู้สึกเสียวสันหลังวาบราวกับเจอดี
“แม่ อานุช อาปุ๊ก ถึงไนซ์ไม่อยู่เราก็ทำยาตามสูตรของเขาได้ ยาเดิมยังมีเหลืออยู่นิดหน่อย สมุนไพรเราก็พอมีทำได้อีกชุด เดี๋ยวให้ชาวบ้านช่วยหามาเติม จะได้มีสำรองไว้ทำต่อเนื่อง”
“เอาโว้ย! หาปลวก หามด แมลง หาทุกอย่างที่กินได้ ขนมานี่ให้หมด! ส่วนคนที่หาสมุนไพรครั้งก่อน ให้ทำหน้าที่เดิม เลือกตามที่ไอ้หนูไนซ์บอกไว้ว่าเป็สมุนไพรกลายพันธุ์ เอามาเยอะๆ!” ออดเสริมอย่างรู้งาน ในใจนึกสยองเมื่อคิดถึงน้ำยารสชาติขมเข้มนรกสูตรนั้น
เมื่อชาวบ้านแยกย้ายกันไปตามคำสั่งออด นัทก็หันมาหาพิทที่ขยับได้แค่ส่วนศีรษะ
“เมื่อกี้ แช่งให้ไนซ์ตายเหรอ...” เธอเดินเข้าไปหาพร้อมแก้วยาเย็นที่เหลือจากการจับกรอกไนซ์ครั้งก่อน
“น้องกานต์ จับตานี่อ้าปาก” นัทสั่งเสียงเฉียบ
“กรอกเลยเหรอพี่นัท แกยังไม่คลั่งเลยนะ” กานต์มองตาปริบๆ
“กรอกเลย ตานี่ปากไม่ดี เมื่อกี้แช่งไนซ์ว่าตายแล้ว”
“อ้าก! อึก... อึก... พอแล้วอีหนู กูยอมแล้ว!” เสียงร่ำร้องของพิทดังซ้ำๆ อยู่หลายชั่วโมง
“กลืนเข้าไปสิ ไม่กลัวตายแล้วเหรอ ไนซ์มันก็กินแบบนี้แหละ” น้ำเสียงของนัทไม่ได้ราบเรียบเหมือนเดิม แต่มันเจือไปด้วยความเหี้ยมเกรียม
ออดนั่งมองจนขนลุกขนชัน เขาเคยใช้นิ้วจิ้มยานี้ขึ้นมาแตะลิ้นนิดเดียว ความขมยังติดคอไปตั้งหลายวัน
“เอ... หนูนัท นี่มันก็ค่ำแล้วนา ไอ้พิทมันไม่เห็นอาละวาดเลย แต่อาการมันแปลกๆ เอาแต่ร้องกลัวยาอย่างเดียว”
“ไอ้ออด ไอ้เหี้ย! มึงบอกให้มันหยุดที กูหิว... มึง... มึงเอาไอ้แมลงพวกนั้นให้กูกินหน่อย” พิทตะคอกสวนขึ้นมา
“หา! แมลงพวกนี้มันดิบนะ ต้องย่างก่อนมั้ย”
“ไม่ต้อง! เอามาให้กูเร็วๆ!”
ทุกคนต่างแปลกใจ ไม่มีคนสติดีที่ไหนกินแมลงและปลวกดิบๆ พวกนี้ มันน่าขยะแขยงเกินไป แต่ที่ไนซ์ต้องใช้ของดิบป้อนให้คนคลั่ง เป็เพราะไนซ์ศึกษาและลงมือคนเดียวจนไม่มีเวลาทำให้สุก และเขาเปรียบเทียบกับ ‘พวกตัวสั่น’ ที่กินเนืุ้์ดิบๆ ว่านอกจากเกิดอาการสั่นแล้ว พวกมันก็ยังใช้ชีวิตอยู่ได้ดี
นัทเริ่มสงสัยอะไรบางอย่าง เธอขอให้ออดชวนพิทคุยขณะป้อนแมลงไปด้วย พิทกินอย่างหิวโหย แต่ไม่ถึงกับมูมมามบ้าคลั่ง
“ไอ้พิท มึงจำกูได้มั้ย”
“ไอ้เหี้ยออดไง”
“มึงรู้จักตานึกมั้ย”
“ตานึกนั่นพ่อกู ไอ้สัตว์ออด! มึงป้อนช้าลงหน่อย อย่ายัด กูแดกไม่ทัน! โอ๊ย... อีเด็กเวร กูไม่กินยา! อึก... อึก...”
ผ่านไปอีกหลายชั่วโมง แมลงที่พิทกินไปไม่ถึงครึ่งกระสอบ และเขายังมีสติพูดคุยรู้เื่ แต่นัทก็ยังคงสั่งให้กานต์จับกรอกยาเข้าไปเป็ระยะ
จนกระทั่งรุ่งเช้า พิทก็ยังสบายดี มีเพียงดวงตาที่แดงเรื่อเล็กน้อย และส่งเสียงร้องหาอาหารนานๆ ครั้ง
ภายในหมู่บ้าน การตรวจสอบตาบอดสียังคงดำเนินไปอย่างเข้มงวด วันนี้ไม่มีคนป่วยหน้าใหม่ จนกระทั่งบ่ายคล้อย กานต์ก็เดินมาบอกนัทว่าตาพิทยังคุยรู้เื่ และไม่มีทีท่าว่าจะตาย
“ไอ้ออด กูรู้สึกมีเรี่ยวแรงมากกว่าเดิม ตากูแจ้ง หูกูไวกว่าเดิมเยอะเลย กูได้ยินเสียงคนคุยกันไกลๆ นู่น ไอ้พดไอ้น้องเหี้ยมันหาว่ากูตายแล้ว”
ชาวบ้านเริ่มทยอยเข้ามามุงดู เมื่อเห็นว่าพิทยังมีชีวิตอยู่ ต่างจากคนอื่นๆ ที่พอข้ามคืนก็กลายเป็ศพ ซ้ำพิทไม่มีอาการคลุ้มคลั่งเลย แถมยังด่ากราดได้คล่องปาก ดูท่าทางกระฉับกระเฉงกว่าเดิมเสียอีก ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
“รอดแล้ว...”
เสียงพูดเบาๆ ข้างหูทำเอาออดสะดุ้งโหยง
“ไอ้หนูไนซ์!” เสียงะโของออดทำให้ทุกคนฮือฮาและรีบหันมามอง
ไนซ์ยืนอยู่ข้างออดโดยไม่มีใครรู้ว่าเขามาั้แ่เมื่อใด ออดรู้สึกว่าไนซ์เปลี่ยนไป แต่เขาก็บอกไม่ได้ว่าเปลี่ยนตรงไหน ดูเหมือนตัวจะสูงขึ้นอีกนิดหน่อย และอาจเป็เพราะตอนนี้ไนซ์ไม่ได้สวมแว่นตา หน้าตาจึงดูแปลกไปจนไม่คุ้นเคย เขาดูกลมกลืนเข้ากับคนรอบข้างได้อย่างประหลาด ทั้งที่ยืนอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าเขาไม่ตั้งใจแสดงตัว ก็เหมือนจะไม่มีใครมองเห็นเขาเลย ไนซ์ดูเป็ธรรมชาติมาก... ไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดา
นัทประคองฝนที่จ้องมองใบหน้าไนซ์อย่างเหม่อลอย ค่อยๆ เดินเข้ามาหา
“กลับมาแล้วแม่ ไม่เป็ไรแล้ว” ไนซ์เดินเข้าไปกอดฝน เธอกอดลูกชายแล้วร้องไห้โฮ สามวันที่ผ่านมาเธอเฝ้ากังวลใจ หลังจากได้รู้ความจริงเกี่ยวกับคำร่ำลาในจดหมายของหนึ่งที่เธอไม่เคยได้เห็น ฝนรู้แล้วว่าหนึ่งไม่ได้ออกไปหาเสบียงอะไรทั้งนั้น เขาแค่ลาไปตายอย่างเดียวดาย แต่สุดท้ายเขาก็กลับมาช่วยไนซ์และทุกคนในนาทีชีวิต... ทว่าเขาไม่ใช่หนึ่งคนเดิมอีกต่อไปแล้ว
“แล้วพ่อล่ะ” นัทถามเบาๆ ขณะส่งแว่นตาให้ไนซ์ เธอกวาดสายตามองไปรอบด้าน นัทรู้สึกแปลกๆ กับน้องชายในตอนนี้ บางครั้งก็รู้สึกสนิทสนม แต่บางครั้งกลับเหมือนไม่เคยรู้จักเขาเลย
“อยู่ใกล้ๆ แถวนี้แหละ พ่อมีปัญหาด้านการพูด สื่อสารกับคนปกติได้ยาก แต่กับ ‘พวกรอด’ ด้วยกัน... เราจะเข้าใจกันด้วยสัญชาตญาณ” ไนซ์ตอบขณะรับแว่นตาจากนัท เขาพับขาแว่นแล้วเก็บมันลงในกระเป๋าคาดเอวอย่างทะนุถนอม
นัทมองด้วยความแปลกใจ ไนซ์ไม่ใส่แว่นตาแล้ว เหมือนกับพ่อ... ทั้งที่สองคนนี้สายตาสั้นมากจนปกติถ้าขาดคอนแทคเลนส์หรือแว่นตาจะมองอะไรไม่เห็นเลย
“พวกรอด...” ออดพึมพำ
“ครับ ผมใช้เรียกคนอย่างผม พ่อ และ...” ไนซ์ชี้ไปที่พิทที่ยังถูกมัดอยู่กับต้นไม้
“นั่นรอดแล้วเหรอ ทำไมมันดูง่ายนัก แล้วที่ตายกันไปตั้งเยอะแยะก่อนหน้านี้ล่ะ” ออดถาม
“มันไม่ได้ง่ายอย่างที่ปู่เห็นหรอกครับ ยาสมุนไพรเย็นที่พี่นัทกับแม่ปรุงตามสูตรที่ผมเขียน มันมาจากการทดลองสมุนไพรกลายพันธุ์นับสิบชนิด ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายร้อยครั้ง โดยคาดเดาจากคุณสมบัติดั้งเดิมของมัน ยานี้ช่วยรักษาสติปัญญาไว้ใน่ที่ร่างกายกำลังบ้าคลั่ง ทุกศพ... ทุกชีวิตที่เสียไป นั่นเป็เพราะพวกเขายังไม่มีสมุนไพรสูตรนี้”
“และที่ตาพิทรอดมาได้แบบเหลือเชื่อ เพราะพี่นัททำในเื่ที่ผมพลาดไป... เื่ง่ายๆ อย่างการกรอกยาทันทีที่ตรวจพบว่าตาบอดสี มันช่วยรักษาสติไว้ไม่ให้หิวโหยจนบ้าคลั่ง เมื่อผ่าน่เวลาที่สำคัญที่สุดไปได้ ร่างกายก็จะปรับตัวและเอาชีวิตรอดได้เอง”
“ที่ผ่านมาผมลงมือคนเดียว ทั้งคิดสูตรยา หาวัตถุดิบ ปรุงยา มันใช้เวลานานเกินไป พอเสร็จ คนพวกนั้นก็เกิดอาการคลั่งแล้ว บางครั้งก็ออกอาการก่อนจะมาถึงมือผมด้วยซ้ำ ทำให้ผมมองข้ามจุดนี้ไป สรุปคือถ้าตรวจพบเร็ว กรอกยาเร็ว โอกาสรอดก็จะสูงมาก แม้แต่ตัวผมเองที่รู้ตัวเร็ว แต่มัวแต่วางแผนนานก็เลยได้รับยาช้าไป ถ้าพ่อไม่มาช่วยผมก็คงไม่รอด เพราะตอนนั้นถ้าผมดิ้นหลุดออกมา... ปู่ก็คงยิงผมทิ้งไปแล้ว”
“รู้แบบนี้แล้ว เอ็งโกรธปู่มั้ยล่ะ” ออดถามโดยไม่หันมามองหน้า
“โกรธสิครับ... เมื่อวันของปู่มาถึง ผมจะเป็คนกรอกยาปู่เอง”
ออดฟังแล้วทำหน้าพะอืดพะอมทันที
“ปู่เชื่อสัญชาตญาณของผมมั้ย” ไนซ์ถามต่อ
“เชื่อเื่อะไร” ออดทำหน้าสงสัย
“ถ้าปู่ปล่อยคนนั้น... เขาจะตาย”
“อ้าว ทำไมเป็งั้นล่ะ เอ็งว่ามันรอดแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ครับ รอดแล้ว แต่จะตายเพราะเื่อื่น... ลองกันดูมั้ยล่ะครับ”
“เฮ้ย! ไม่เอาๆ มันรอดก็ดีแล้ว อย่าเอาความตายมาล้อเล่น ว่าแต่ปล่อยมันได้หรือยัง มันไม่คลั่งแล้วใช่ไหม”
“ปล่อยได้ครับ... ผมกับพ่ออยู่ที่นี่ ต่อให้คลั่งก็ไม่เป็ไรหรอก” ไนซ์พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย