เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    กับดัก


    ตอนที่ 87


    กับดัก


     


                    เสวี่ยหมิงยืนนิ่งใช้พลังจิตวิญญาณแผ่สำรวจออกไปโดยรอบ ทำให้พบว่าจื่อเจียงและก้านลู่นั้นยังไม่ได้เดินทางออกไปไกลจากจุดที่ประตูมิติของสำนักมังกรฟ้าส่งทั้ง 5 เข้ามา แต่พวกมันทั้งสองกลับหลบซ่อนคอยจับตามองเสวี่ยหมิงอยู่ ซึ่งก็ตรงตามคำบอกกล่าวของจงเหลียง ทำให้เสวี่ยหมิงมีความรู้สึกดีต่อศิษย์พี่ผู้ที่เสวี่ยหมิงเอาชนะมาได้ในการประลองรอบ 8 คนสุดท้ายของการคัดเลือกตัวแทนสำนัก


     


                    แม้ว่าในตอนนี้เสวี่ยหมิงจะมั่นใจในพลังฝีมือของตนเองแต่การที่ต่อสู้เป็นตายกับยอดฝีมือระดับสูงของสำนักมังกรฟ้าถึงสองคนเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เพราะผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ล้วนซ่อนความลับในการเอาตัวรอดของตัวเองเอาไว้ใช้ยามตัดสินเป็นตาย ดังนั้นการเสี่ยงโดยไม่มีแผนการจึงถือเป็นเรื่องราวอันโง่เขลา แถมการหลบหนสะเปะสะปะก็เป็นการบั่นทอนเวลาในการฝึกฝนรวมถึงตามหาของวิเศษที่ซุกซ่อนอยู่ภายในด่านกักมังกรอีก เสวี่ยหมิงจึงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงเส้นทางที่จื่อเจียงหมอบซุ่มเอาไว้และพยายามหลบหนีการติดตามของทั้งสองเข้าไปยังเขตของสัตว์อสูรลมปราณระดับต่ำก่อนเพื่อทดสอบเรื่องความเร็วของคู่ต่อสู้ แต่ไม่ว่าเสวี่ยหมิงจะใช้ความเร็วสูงที่สุดของตนรวมถึงหลบหลีกวกวนเพียงใดก็ไม่อาจสลัดหลุดจากการติดตามของก้านลู่และจื่อเจียงไปได้ จนเวลาผ่านไปกว่าสองชั่วยามจื่อเจียงและก้านลู่ก็ยังคงเคลื่อนไหวสะกดรอยตามเสวี่ยหมิงอยู่ไม่ห่างนักทำให้เสวี่ยหมิงไม่อาจมีสมาธิจดจ่อกับการเดินทางที่เริ่มมองเห็นสัตว์อสูรลมปราณอยู่ไกลลิบตา


     


                    ...เห็นทีเราคงไม่อาจหลีกเลี่ยงการปะทะกับเจ้าตัวน่ารำคาญทั้งสองนี้ไปได้ แต่ให้เลือกเข้าไปเปิดฉากจู่โจมก่อนก็คงไม่ดีนัก เช่นนั้นเราคงต้องคิดแผนการรับมือพวกมันเอาไว้ก่อนน่าจะดีกว่า


                    เมื่อคิดได้เช่นนี้เสวี่ยหมิงจึงไม่ได้มุ่งหน้าลึกเข้าไปในเขตสัตว์อส฿รอีก แต่เลือกที่จะวนเวียนสำรวจไปรอบ ๆ พร้อมสังหารสัตว์อสูรที่หลงฝูงไปพลาง ซึ่งการต่อสู้กับสัตว์อสูรโดยรอบนั้นเสวี่ยหมิงจงใจไม่เปิดเผยฝีมือของตัวเอง แถมยังจงใจใช้ฝีมือที่ต่ำกว่าการแสดงเอาไว้ในการประลองครั้งล่าสุด


     


                    "ข้าว่าเจ้าหนูนี้มันรู้ตัวว่าเราทั้งคู่กำลังติดตามมันอยู่" ก้านลู่หยีตาเล็กเรียวจับจ้องไปยังทิศซึ่งเสวี่ยหมิงกำลังเก็บเกี่ยวสิ่งที่ได้จากการสังหารสัตว์อสูรพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 3 อยู่


     


                    "ข้าเองก็คิดเช่นเดียวศิษย์พี่ แต่ว่าข้าเองก็ไม่แน่ใจในฝีมือที่แท้จริงของมันจึงอยากจะประเมินดูเสียก่อน" จื่อเจียงที่กำลังหลับตาใช้ความคิดอยู่ พลันเขย่ากล่องขนาดเล็กในมือจนเกิดเสียง...วิ้ง วิ้ง จากนั้นเพียงชั่วอึดใจเดียวก็มีแมลงสีแดงบินกลับเข้ามา เมื่อแมลงกลับมาแล้วจื่อเจียงก็ป้อนโลหิตของตัวเองให้กับมันหยดหนึ่ง ก่อนที่มันจะบินกลับไปยังทิศของเสวี่ยหมิง


     


                    "อืม ความคิดของเจ้าแม้รอบคอบแต่จะชักช้าเสียโอกาสในการฝึกตนรวมถึงแสวงหาสมบัติล้ำค่า ตามความเห็นของข้าพลังของเจ้าเสวี่ยหมิงแม้จะมีระดับฝึกตนเพียงแค่พื้นฐานลมปราณระดับที่ 4 แต่จากท่าจู่โจมหมัดลมปราณที่แสดงออกในการประลองคัดเลือกตัวแทนสำนัก ทำให้ข้าประเมินได้ว่าระดับลมปราณของมันน่าจะสูงเทียบเคียงกับผู้ฝึกตนระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 ช่วงปลายสุด แต่เพราะมันมีวิชาฝีมือพิสดารบางอย่างที่ทำให้สามารถหน่วงการทะลวงผ่านระดับชั้นของลมปราณจนระดับความหนาแน่นของลมปราณมันสูงผิดปกติ"


     


                    "ศิษย์พี่วิเคราะห์ได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก เรื่องระดับพลังนั้นข้ากลับไม่เป็นห่วง หากแต่ที่ข้ากังวลนั้นเป็นเรื่องของพลังจิตวิญญาณของมัน"


     


                    "อย่ากังวลไปต่อให้มีพลังจิตวิญญาณสูงส่งแต่หากถูกกระหนาบรุมจากพวกเราทั้งสองมีหรือที่มันจะเล็ดรอดจากความตายไปได้ ต่อให้ตอนนี้มันมีระดับพลังลมปราณทัดเทียมกับข้า แต่ดูจากทักษะยุทธ์ที่มันใช้ในการประลองรวมกับข้อมูลที่เจ้าให้มา ข้าเชื่อว่าระดับทักษะยุทธ์ของเจ้าเด็กผู้นี้ยังห่างไกลจากวิชาฝ่ามือเบญจพิษของข้าอยู่อีกมาก ดังนั้นหากการจู่โจมฉกฉวยของเจ้าสามารถล่อหลอกดึงความสนใจมันได้ ส่วนข้าก็จะลอบเปิดฉากโจมตีซ้ำเติมโดยใช้สิ่งของที่เจ้าให้มา หากแผนการประสบผลข้าก็ไม่เชื่อว่าเจ้าเด็กเสวี่ยหมิงจะมีหนทางเอาชีวิตรอดไปจากเงื้อมมือของพวกเราทั้งสองไปได้อย่างเด็ดขาด"


     


                    "ความคิดของศิษย์พี่ช่างประเสริฐยิ่งนัก งั้นก็ตกลงตามแต่ศิษย์พี่เพียงแต่เราคงต้องหารือจังหวะเวลาเพื่อให้การประสานเสริมในครั้งนี้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด"


     


                    "ตกลง แม้ข้าจะมีพลังฝีมือสูงกว่าเจ้า แต่เรื่องวางแผนอุบายต่าง ๆ ตัวข้ายังนับว่าห่างชั้นจากศิษย์น้องอยู่อีกช่วงใหญ่"


     


                    "ขอบคุณศิษย์พี่ที่เอ่ยชม"สิ้นเสียงตอบรับ จื่อเจียงและก้านลู่ก็หัวเราะขึ้นพร้อม ๆ กัน


    .


    .


                    ในระหว่างที่ก้านลู่และจื่อเจียงหารือกันนั้น เสวี่ยหมิงก็วิ่งวนสำรวจพื้นที่โดยรอบรัศมีหลายสิบลี้อย่างต่อเนื่อง ก่อนจะเลือกจุดทำเลปักหลักฝึกฝนทักษะการต่อสู้ของตนเองในวันแรก โดยเสวี่ยหมิงเลือกที่จะต่อสู้กับสัตว์อสูรลมปราณเพียงแค่ระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 3 เท่านั้น ด้วยเหตุผลว่าเขาสามารถรับมือกับสัตว์อสูรระดับนี้ได้อย่างง่ายดายโดยที่สมาธิอีกส่วนใช้เพื่อจับตาดูวายร้ายทั้งสองที่จ้องเล่นงานทีเผลอ


     


                    วันแรกในด่านกักมังกรของเสวี่ยหมิงผ่านพ้นไปโดยที่เสวี่ยหมิงได้รับผลตอบแทนเพียงน้อยนิดจากการสังหารสัตว์อสูร แต่ยังดีที่ภายในมิติปิดแห่งนี้มีปราณธรรมชาติอันแข็งแกร่งอบอวลอยู่ทั่ว จึงทำให้ระดับลมปราณที่ดึงดูดได้ของเสวี่ยหมิงเพิ่มขึ้นมากกว่าการฝึกฝนอยู่ภายในสำนักมังกรฟ้าถึง 5 เท่า


     


                    เมื่อถึงยามค่ำคืนเสวี่ยหมิงก็ยังคงทำตัวตามสบาย ไม่ได้แสดงอาการระวังป้องกันภัยใด ๆ จากก้านลู่และจื่อเจียง แม้จะรู้ว่าทั้งสองกำลังรอจังหวะฉกฉวยโอกาสอยู่ก็ตาม เพราะเสวี่ยหมิงเชื่อว่าที่พวกมันยังคงรั้งรอไม่เปิดฉากโจมตีเพราะว่ายังไม่มั่นใจว่าจะสามารถสังหารเสวี่ยหมิงลงได้ เพราะหากปล่อยให้เสวี่ยหมิงหลบหนีไปได้โอกาสในการสังหารเสวี่ยหมิงครั้งที่สองคงจะทำได้ยากเย็นยิ่ง และเสวี่ยหมิงอาจจะสร้างปัญหาใหญ่ตามมาให้พวกมันทั้งสองในอนาคตอีกด้วย


     


                    "ศิษย์น้องจื่อเจียงข้าว่าเจ้าเสวี่ยหมิงมันดูเหมือนจะมั่นใจแล้วว่าไม่มีใครติดตามจึงได้ปล่อยตัวตามสบายเช่นนี้"


     


                    "ศิษย์พี่ใจเย็นก่อน ข้าว่าเราน่าจะทดสอบดูอีกสักหนึ่งคืนหากว่ามันไม่ระวังตัวจริง ๆ เราทั้งสองค่อยลงมือก็ยังไม่สาย"


     


                    ก้านลู่พยักหน้ารับเห็นด้วยกับความคิดของจื่อเจียง


    .


    .


                    เช้าวันใหม่เสวี่ยหมิงยังคงรับรู้การคงอยู่ของจื่อเจียงและก้านลู่เช่นเดิม แต่วันนี้ดูเหมือนทั้งสองจะทิ้งระยะห่างจากเสวี่ยหมิงสั้นลงกว่าเดิม และเพราะว่าเมื่อคืนทั้งสองไม่ได้ฉวยโอกาสที่เสวี่ยหมิงหลับพักผ่อนเข้าจู่โจมฉกฉวยทำให้เสวี่ยหมิงยิ้มออกมาแวบหนึ่ง เนื่องจากเสวี่ยหมิงมั่นใจแล้วว่าพวกมันทั้งสองคงลังเลและรอคอยจังหวะที่เสวี่ยหมิงพลาดพลั้ง...ซึ่งคงไม่มีช่วงจังหวะใดเหมาะกว่าการที่เสวี่ยหมิงกำลังต่อสู้ติดพันอยู่กับสัตว์อสูร


     


                     เมื่อคิดออกได้เช่นนั้น วันนี้เสวี่ยหมิงจึงเลือกที่จะขยับลึกเข้าไปยังเขตเชื่อมต่อ ซึ่งเริ่มปรากฏสัตว์อสูรระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 4 ให้เห็นบ้าง จนกระทั่งเสวี่ยหมิงพบว่าศิษย์พี่ทั้งสองของตนนั้นยังคงตามติดมาไม่ห่าง เสวี่ยหมิงจึงเลือกที่จะเปลี่ยนเป้าหมายไปต่อสู้กับสัตว์อสูรลมปราณขั้นที่ 4 แม้ว่าสัตว์อสูรลมปราณขั้นที่ 4 จะเก่งกาจกว่าสัตว์อสูรลมปราณขั้นที่ 3 อยู่พอสมควร แต่ในตอนนี้เสวี่ยหมิงมีร่างกายที่แข็งแกร่งรวมทั้งพลังทางกายภาพก็ไม่ด้อยไปกว่าสัตว์อสูรพื้นฐานลมปราณขั้นสี่แม้แต่น้อย ดังนั้นสัตว์อสูรลมปราณขั้นที่ 4 สำหรับเสวี่ยหมิงจึงแตกต่างจากสัตว์อสูรลมปราณขั้นที่ 3 เพียงแค่ต้องใช้เวลาในการสังหารที่เพิ่มมากขึ้นอีกเล็กน้อยเท่านั้น


     


                    "ศิษยน้องข้าว่ามันไม่รับรู้ว่าเราทั้งสองติดตามมันอย่างแน่นอนแล้วละ"ก้านลู่เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าเสวี่ยหมิงเลือกที่จะต่อสู้กับสัตว์อสูรลมปราณที่มีระดับสูงขึ้นกว่าเมื่อวาน


     


                    "อืม...ข้าก็คิดเช่นเดียวกันกับศิษย์พี่ แต่ดูแล้วสัตว์อสูรพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 4 ยังไม่ตึงมือเจ้าเด็กเสวี่ยหมิงมัน ข้าว่าเราควรจะรอจังหวะที่มันเปลี่ยนจากสัตว์อสูรระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 4 เป็นขั้นที่ 5 น่าจะเหมาะแก่การลอบกระหนาบจู่โจมมากที่สุด"


     


                    "เยี่ยม ความคิดของศิษย์น้องจื่อเจียงช่วงวิเศษยิ่งนัก เอาเป็นว่าเมื่อเจ้าเด็กเสวี่ยหมิงเปลี่ยนเป้าหมายไปยังสัตว์อสูรลมปราณขั้นที่ห้าเมื่อใด เวลานั้นจะเป็นเวลาตายของมัน"


     


                    จื่อเจียงพยักหน้ารับโดยไม่ได้ตอบคำมัน เพราะในสมองของจื่อเจียงในตอนนี้ มีเพียงแต่ความเคียดแค้นชิงชังที่มีต่อเสวี่ยหมิง เด็กน้อยที่บังอาจมาลูบคมพยัคฆ์ร้ายเช่นมัน โดยการทำลายเหมืองหินลมปราณซึ่งตัวมันต้องทุ่มเททั้งแรงกายและแรงทรัพย์ลงไปเป็นจำนวนมหาศาลจนพินาศสิ้น


    .


    .


                    ค่ำคืนวันที่สองเสวี่ยหมิงก็ยังทำตัวตามสบายไม่ต่างจากวันแรก เสวี่ยหมิงเลือกที่จะถอยออกมาพักแรมยังนอกเขตของสัตว์อสูรลมปราณเช่นเดียวกับในวันแรกเพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวเขานั้นรอบคอบและระแวดระวังสัตว์อสูรลอบจู่โจม แต่การปล่อยตัวก็เพื่อแสดงออกว่าเสวี่ยหมิงนั้นไม่ได้ระแวดระวังภัยจากจื่อเจียงและก้านลู่ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ต่างจากในคืนแรก


     


                    เช้าวันใหม่วายร้ายทั้งสองก็ยังไม่คิดที่จะลอบโจมตีเสวี่ยหมิงที่กำลังต่อสู้กับสัตว์อสูรพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 4 ถึงสองตัว ทำให้ในวันนี้เสวี่ยหมิงเลือกที่จะยุติการไล่ล่าสัตว์อสูรพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 4 เพียงเท่านี้


     


                    หลังจากที่เสวี่ยหมิงหยุดพักใช้ความคิดและปรับลมหายใจครู่ใหญ่ เสวี่ยหมิงค่อยเปลี่ยนเป้าหมายเป็นทะยานลึกเข้าไปจนกระทั่งถึงเขตสัตว์อสูรพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 ก่อนจะออกสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างระมัดระวังอยู่นานพอสมควร...จนในที่สุดเสวี่ยหมิงก็ที่หยุดยืนอยู่นยดไม้สูงเผยรอยยิ้มออกมา


     


                    ...หากวันนี้จื่อเจียงยังไม่ลงมืออีก ข้าคงต้องหาทางหลบหนีด้วยวิธีการอื่นเพื่อให้หลุดรอดจากการติดตามของพวกมันทั้งสองเสียแล้ว


                    เสวี่ยหมิงคิดพลางทะยานตรงไปยังสัตว์อสูรพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 ซึ่งอยู่โดดเดี่ยวตัวหนึ่ง


     


                    "ศิษย์พี่ก้านลู่ได้เวลาลงมือแล้ว" จื่อเจียงที่เพิ่งจะเรียกแมลงโลหิตกลับเข้าไปในกล่องหันไปหาก้านลู่ที่เปลี่ยนเป็นสวมชุดคลุมพรางกายซึ่งได้รับมาจากจื่อเจียง ทำให้ทั้งร่างของก้านลู่หลอมกลืนไปกับสภาวะแวดล้อมของป่าเขา เมื่อก้านลู่ทะยานหายลับไปแล้ว จื่อเจียงก็ทะยานลงจากต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ก่อนใช้ออกด้วยท่าร่างอันว่องไวมุ่งตรงไปยังเสวี่ยหมิงในทันที



    คล้ายกับเรื่องเนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน