กว่าสองวันเต็มที่ถังซิ่วใช้ชีวิตอย่างสบายใจ เขาไม่ได้บ่มเพาะพลังและไม่เรียนหนังสือ เขาใช้เวลาทั้งวันอยู่กับแม่และมีความสุขมาก เขาฝันถึง่เวลานี้มาโดยตลอดหลายหมื่นปีภายในดินแดนแห่งนิรันดร์และในที่สุดความฝันของเขาก็เป็จริงจึงใช้ทุกวินาทีอย่างคุ้มค่าเคียงข้างแม่ ไม่ว่าอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ ดวงตาของเขาไม่เคยละสายตาไปจากแม่ของเขาแม้แต่วินาทีเดียว
“ไอ้เด็กคนนี้จะจ้องหน้าแม่ไปถึงเมื่อไหร่ บนหน้าแม่มีอะไรติดอยู่หรือไง?”
เมื่อเห็นลูกที่จ้องมาที่ตัวเธอไม่กะพริบตาแล้วทำให้เธอรู้สึกดีมากแต่ก็อดหยอกล้อไม่ได้
“ใบหน้าของแม่นั้นสวยงามเสียยิ่งกว่าดอกไม้”
ถังซิ่วตอบโดยไม่ต้องคิด
“ปากหวานจริงๆ สงสัยจังว่ามีแฟนที่โรงเรียนแล้วหรือยัง?”
เมื่อได้ยินคำชมของลูกในใจเธอนั้นมีความสุขมากพร้อมเหน็บแนมเขาทันที
“ผมเองก็อยากมีแฟนนะ ช่างน่าเสียดายที่ไม่มีใครชอบผมสักคน”
ถังซิ่วพูดอย่างไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่
หลังจากพูดจบพักหนึ่ง ในสมองของเขาก็คิดถึงรูปร่างของฮั่นชิงหวูและเขารู้สึกคุ้นเคยกับเธอมาก
“นั่นหมายความว่าพวกเขาตาไม่ถึง สักวันพวกเขาจะต้องเสียดาย”
เมื่อเห็นใบหน้าของลูกชายที่กำลังแสดงถึงความพอใจ ซูหลิงหยุนก็เอามือไปลูบที่หัวของเขาพร้อมกอดเขา
วันแห่งความสุขมักจะสั้นเสมอ วันหยุดสองวันได้หมดลงแล้ว แม้ว่าใจของถังซิ่วจะไม่อยากกลับไปที่โรงเรียนเลยแต่หลังจากที่แม่พูดก็ทำให้เขาเชื่อฟัง
“นายรู้ไหม คะแนนสอบของเดือนนี้ออกมาแล้ว ได้ยินมาว่าคนในห้องเรามีคนติดหนึ่งในยี่สิบด้วยแหละ”
“ฉันเองก็ได้ยินมาเหมือนกัน ไม่คิดเลยว่าเฉิงเยี่ยนหนานจะไม่เพียงแค่ต่อยตีเก่งแต่ยังเรียนเก่งอีกนะเนี่ย ฉันจะเอาเธอเป็แบบอย่าง”
“คะแนนสอบของเฉิงเยี่ยนหนานเดือนที่แล้วได้แค่สี่เปอร์เซ็นต์เองไม่ใช่หรอ ทำไมถึงได้ก้าวะโแบบนั้นล่ะ?”
เมื่อก้าวเข้ามาในห้อง ถังซิ่วก็ได้ยินเสียงพูดคุยเกี่ยวกับคะแนนสอบเดือนนี้ทันที ถังซิ่วไม่ได้สนใจในสิ่งที่พวกเขาพูดเลยแม้แต่น้อยแต่กำลังคิดว่าจะหาเงินอย่างไรดี
หลังจากจบเหตุการณ์ที่ร้านอาหารนั้น เขาก็ได้เข้าใจสิ่งสำคัญข้อหนึ่ง เขาเข้าใจว่าถ้าก่อนหน้านี้เขาเหมือนกับ่ที่ปัญญาอ่อน ไร้กำลัง เขาและแม่จะต้องถูกเล่นงานโดยพวกกลุ่มอันธพาลนั้นทุกวันอย่างแน่นอน ผลลัพธ์แบบนั้นมันช่างเลวร้ายยิ่งนัก
เพราะความโชคดีของตัวเขาเองที่สามารถฝึกเคล็ดวิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์ได้ มันทำให้ในหนึ่งเดือนมานี้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก เขาสามารถเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ร้ายๆได้ด้วยกำลังของตัวเขาเอง
เพราะว่าผลข้างเคียงของวิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์ร้ายแรงมากจึงทำให้เขาไม่กล้าที่จะฝึกวิชาในเดือนนี้แต่เลือกหาวิชาบ่มเพาะและวิทยายุทธอื่นมาฝึกทดแทนก่อน อย่างไรก็ตาม หลังจากหนึ่งเดือนผ่านไปแล้วเขาก็พบว่าทุกวิชาที่มาจากดินแดนแห่งนิรันดร์นั้นมีความ้าพลังิญญามากซึ่งไม่เหมาะที่จะบ่มเพาะบนโลกใบนี้
เมื่อเคล็ดวิชาบ่มเพาะและวิทยายุทธ์ทั้งหมดที่มาจากดินแดนแห่งนิรันดร์นั้นไม่สามารถที่จะฝึกได้ หากว่าถังซิ่ว้าที่จะปกป้องครอบครัวของเขาหรือแม้กระทั่งล้างแค้นคนที่อยู่ในดินแดนแห่งนิรันดร์ เขาก็จะต้องเลือกที่จะบ่มเพาะด้วยวิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์ หาก้าที่จะบ่มเพาะวิชานี้ เขาจะต้องซื้อสมุนไพร ยาและแร่ล้ำค่ามากมาย พร้อมด้วยน้ำยาปรับสภาพร่างกายเพื่อใช้หล่อหลอมร่างกายของเขาแต่มันจำเป็ต้องใช้เงินจำนวนมาก
“นี่ถ้าเราทำเครื่องรางมาขาย เราจะกลายเป็พระเ้าเลยหรือเปล่า?”
“ไม่รู้ว่าบนโลกนี้จะมีผู้ฝึกยุทธหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นถ้าเราสร้างค่ายกลมันจะทำเงินได้ดีหรือเปล่า?”
“หรือเราจะปรุงยาขายดี?”
เขาใช้เวลาคิดตลอด่บ่าย เขา้าที่จะหาเงินจำนวนมากและคิดว่าตัวเขานั้นไม่เหมาะที่จะใช้ความรู้จากดินแดนแห่งนิรันดร์มาทำเงินได้
“ลูกพี่ การทดสอบครั้งนี้นั้นมันไม่ได้มีผลอะไรเลยกว่าจะถึงการสอบเข้าวิทยาลัยก็อีกตั้งสองเดือน ถ้านายตั้งใจพยายามนายจะต้องมีโอกาสสอบเข้าวิทยาลัยได้อย่างแน่นอน”
เมื่อเห็นใบหน้าหงอยๆของถังซิ่ว หยวนชูหลิงคิดว่าถังซิ่วที่เป็แบบนี้เพราะหลังจากที่ได้เห็นคะแนนของตัวเองจึงได้เข้าไปปลอบใจ
“เ้าอ้วน นายรู้วิธีดีๆในการทำเงินหรือเปล่า?”
เมื่อได้ยินคำพูดของหยวนชูหลิง ั์ตาเขาก็เป็ประกายพร้อมจับอีกฝ่ายเอาไว้แล้วถามอย่างตื่นเต้น
ถังซิ่วรู้แล้วว่าทำไมเขาถึงหาวิธีทำเงินไม่ได้ ข้อแรกเลยนั้นเพราะว่าเขานั้นเป็เด็กที่มาจากชนบทพร้อมทั้งไม่มีหัวการค้าและเป็เพราะเขาได้ใช้ชีวิตภายในดินแดนแห่งนิรันดร์มานับหมื่นปีจึงทำให้เขาตามยุคสมัยนี้ไม่ทัน
แต่หยวนชูหลิงนั้นต่างออกไปเพราะพ่อแม่ของเขานั้นเป็พ่อค้าที่ประสบความสำเร็จ เขาโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมแบบนั้นภายใต้การมองและการรับรู้ เขาจะต้องมีหัวการค้าและความสามารถที่มากกว่าตัวเองอย่างแน่นอน
“ลูกพี่ นาย้าเงินเท่าไหร่ ฉันให้ยืมไปก่อนก็ได้”
เมื่อได้ยินคำพูดของถังซิ่วแล้วก็ทำให้หยวนชูหลิงรู้สึกทึ่งใจพร้อมตอบด้วยเสียงใส
“ฉันไม่อยากจะยืมเงิน ฉัน้าทำเงิน นายบอกฉันมาว่าธุรกิจอะไรในโลกนี้ที่ทำเงินได้มากที่สุดและเร็วที่สุด”
ถังซิ่วรู้ว่าหยวนชูหลิงนั้นตีความหมายของคำพูดของเขาผิดไป เขารีบส่ายหัวพร้อมตอบไป
“ถ้าอยากจะทำเงินให้เร็วที่สุด ของมันแน่อยู่แล้วว่าคือการปล้น! ปล้นธนาคารหรือไม่ก็ร้านขายเพชร ไม่มีธุรกิจสุจริตอะไรที่ทำเงินได้รวดเร็วโดยเริ่มจากไม่มีอะไรหรอก”
หยวนชูหลิงตอบอย่างไม่ลังเล
ถังซิ่วได้ยินคำตอบของหยวนชูหลิงก็ได้ตบไหล่ของเขาไปทีหนึ่งพร้อมสายตาคาดหวัง
“ตอบจริงจังหน่อยสิ ฉันคาดหวังกับคำตอบของนายมากนะ”
“ถ้าไม่อยากจะปล้นธนาคารหรือไม่กล้าปล้น งั้นก็ไปซื้อหวยสิ สามารถทำให้จากคนจนๆกลายเป็เศรษฐีได้ใน่ข้ามคืน แต่นี่มันขึ้นอยู่กับโชคเท่านั้นเหมือนเป็แค่ภาพลวงตา”
“หรือไม่ก็เล่นหุ้น แต่การจะเล่นหุ้นนั้นต้องใช้ทุนจำนวนมากผนวกกับความขยันซึ่งมันไม่เหมาะกับนายอย่างแน่นอน”
“ถังซิ่ว ถ้าอยากรู้วิธีหาเงินก็มาถามฉันนี่ ฉันรู้วิธีหาเงินที่เหมาะกับนายมากคือการสอบเข้าวิทยาลัยชวนฉิงด้วยคะแนนอันดับหนึ่ง ตราบใดที่นายสอบได้อันดับหนึ่งได้นั้น เงินรางวัลและผู้สนับสนุนต่างๆก็จะเข้ามาหานายแบบไม่ขาดสายเอง คนธรรมดาไม่สามารถจะหาเงินได้มากเท่านั้นเลยในชั่วชีวิต”
ระหว่างที่ถังซิ่วกำลังพูดกับหยวนชูหลิงนั้นก็ได้มีคนพูดแทรกเข้ามา เมื่อถังซิ่วเห็นว่าเ้าของเสียงนั้นเป็ซูเชียงเฟย์ก็ทำให้เขาอยากที่จะลุกจากโต๊ะเพื่อสั่งสอนอีกฝ่ายเสียหน่อย
อย่างไรก็ตาม คำพูดของซูเชียงเฟย์นั้นทำให้เขาตื่นเต้นทันทีพร้อมลดความโกรธในใจลงและถามหยวนชูหลิงว่า
“เป็ความจริงอย่างที่มันพูดหรอเ้าอ้วน ถ้าหากสอบได้ที่หนึ่งในวิทยาลัยชวนฉิงนั้นน่ะ?”
“ลูกพี่ ตำแหน่งที่หนึ่งของการสอบเข้าวิทยาลัยชวนฉิงนั้นมีค่าอย่างแน่นอน แต่ปัญหาคือโรงเรียนเรานั้นไม่มีใครสอบเข้าได้ที่หนึ่งของวิทยาลัยชวนฉิงมาสิบสามปีแล้ว ถ้านายสามารถที่จะสอบเข้าวิทยาลัยนั้นได้จริงๆแล้วละก็ โรงเรียนของเราคงจะมอบเงินรางวัลให้นายไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านอย่างแน่นอน”
ภายใต้การจับจ้องของถังซิ่วนี้เองที่หยวนชูหลิงได้ตอบกลับไปอย่างขมขื่น
“ฮ่าๆๆๆๆ น่าขำดีจริงๆ นี่คิดจะสอบเข้าด้วยคะแนนที่หนึ่งจริงๆงั้นเรอะ?”
“คิดไว้แล้วว่ามันต้องเป็อย่างที่เขาลือกัน สมองแกนี่ต้องมีปัญหาแน่ๆ”
“ก่อนหน้าการสอบรายเดือนมันก็บอกว่าจะเอาที่หนึ่ง ตอนนี้ก็บอกว่าจะสอบเข้าวิทยาลัยด้วยคะแนนอันดับหนึ่งอีก อีกไม่กี่วันมันคงพูดว่าจะไปเดินข้างนอกจักรวาลอย่างแน่นอน”
เมื่อเห็นใบหน้าที่แน่วแน่ของถังซิ่ว ซูเชียงเฟย์และนักเรียนห้องสิบได้แต่เยาะเย้ยออกมา หยวนชูหลิงที่อยู่ข้างๆนั้นถึงกับโกรธจนตัวสั่น คนที่นั่งอยู่หน้าถังซิ่วอย่างเฉิงเยี่ยนหนานเองก็ถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากัน มีแค่ถังซิ่วเท่านั้นที่นั่งอยู่นิ่งๆโดยไม่สนใจอะไร
“ถังซิ่ว คะแนนสอบอังกฤษและคณิตศาสตร์ได้ถูกส่งกลับมาแล้ว นายออกห้องสอบก่อนเวลา นายคิดว่าได้คะแนนเท่าไหร่กันล่ะ”
หลังจากที่ซูเชียงเฟย์ยิ้มอยู่นานก็ได้พูดออกมา
“อ้าว คะแนนถูกส่งกลับมาแล้วรึ? ทำไมฉันไม่เห็นรู้เื่เลยล่ะ?”
ถังซิ่วมองไปรอบๆพร้อมเห็นเพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆได้กระดาษข้อสอบของตัวเองคืนแล้ว
“เ้าอ้วน เห็นกระดาษคำตอบของฉันไหม?”
หลังจากที่เขาหันมองรอบโต๊ะและใต้โต๊ะก็ไม่พบเห็นมันจึงได้เอ่ยปากถามออกมา
“ลูกพี่ ฉันไม่เห็นกระดาษคำตอบของนายเลย ฉันคิดว่านายรับมันไปกับมือเองแล้วซะอีก”
เสียงของหยวนชูหลิงตอบกลับเบาๆ
“ฮ่าฮ่า น่าหัวเราะจริงๆ ก่อนหน้าการสอบพูดว่าจะได้ที่หนึ่ง ตอนนี้ไม่กล้าที่จะเอากระดาษคำตอบให้เพื่อนดู อย่าบอกนะว่าได้ศูนย์คะแนนทั้งสองวิชาน่ะ?”
เมื่อเห็นท่าทางของถังซิ่วแล้ว ซูเชียงเฟย์เองก็ไม่สามารถกลั้นเสียงหัวเราะได้อีกต่อไป
“แต่ละวิชาก็ออกห้องสอบก่อนครึ่งชั่วโมง เกือบจะทำให้โรงเรียนคิดว่าห้องเรานั้นมีเด็กมีความสามารถผุดขึ้นมา ที่ไหนได้!”
“ตอนนี้ยังจะมาทำเป็แกล้งโง่ ถังซิ่ว แกทำตัวน่าทุเรศในห้องที่ห้าแต่ก็ไม่คิดเลยว่าพอมาถึงห้องสิบก็จะทำตัวแบบนี้ หน้าของนายนี่คงจะหนามากสินะ!”
ด้วยการกระทำและคำพูดของซูเชียงเฟย์ ทำให้นักเรียนห้องสิบคนอื่นๆ ต่างลุกขึ้นด่าถังซิ่วตามๆ กัน
“ถังซิ่ว ออกมาข้างนอกหน่อย”
หยวนชูหลิงที่ไม่สามารถที่จะทนฟังได้ กำลังจะก้าวออกไปปกป้อง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงสดใสดังมาจากนอกประตู
หลังจากได้ยินเสียงที่คุ้นเคยนี้ก็ทำให้ห้องเรียนนั้นเงียบลงอย่างรวดเร็วพร้อมกลับไปประจำที่นั่งและเริ่มแกล้งทำเป็เหมือนกำลังอ่านหนังสือ