บทที่32ลางสังหรณ์
“ข้า หลงเหอ ส่วนมัน เฟยหลง”
เหยียนจินอวี้พินิจมองบุรุษหนุ่มทั้งสองโดยบุคคลแรกคือ เฟยหลง บุรุษที่มีใบหน้าหล่อเหลาราวกับภาพวาดที่ถูกสรรสร้างขึ้นจากจิตรกรมือหนึ่งแห่งแผ่นดินขลับเข้ากับเส้นผมดำยาวปลิวสยายปะบ่าน่าชมมองยิ่ง ทั้งท่าทีและพลังฝึกปรือก็ดูลึกล้ำเกินอายุไปมากส่วนบุรุษอีกผู้นาม หลงเหอ มันผู้นี้ก็มีรูปร่างสูงใหญ่ หล่อเหลาคมคายคล้ายชนอาณารยะการแต่งตัวดูแปลกประหลาด ทั้งเป็นบุรุษเพียงผู้เดียวที่ไว้ผมสั้นไม่คุ้นตา และสิ่งที่คล้ายอาวุธทรงกระบอกที่พาดอยู่ด้านหลังกับถุงย่ามที่มันสะพายอยู่ล้วนดูแปลกประหลาดไปเสียหมดนางจ้องมองได้ชั่วครู่ก็ได้กล่าวถามขึ้น
“ดูคุณชายทั้งสองจะมิใช่คนของแคว้นเหยียนมิทราบต้องการเดินทางไปที่ใดหรือ เผื่อข้ารู้จัก จะได้ช่วยเหลือชี้แนะหนทางให้พวกท่านเป็นการตอบแทน”
เฟยหลงเดินเข้าหานางแล้วกล่าว“พวกเราต้องการไปยังอารามแห่งหนึ่งที่อยู่ในแคว้นเหยียนนี้”
“อารามใดหรือ?”
“มิทราบ เพียงรู้ว่าต้องไปยังอารามแห่งหนึ่งเท่านั้น”
เหยียนจินอวี้ขมวดคิ้วเป็นปม ก่อนกล่าว“พวกท่านมิทราบ แล้วจะไปถูกได้เช่นไร”
หลงเหอชี้นิ้วไปทางเฟยหลง แล้วหันหน้ามากล่าวกับเหยียนจินอวี้“มันบอก ให้อาศัยโชคชะตานำพาไป”
เหยียนจินอวี้แย้มยิ้มพร้อมกับส่ายหน้าน้อยๆแล้วกล่าว “พวกท่านช่างแปลกคนเสียจริง”
และแล้วเหตุการณ์อันวุ่นวายในเหลาสุราขนาดเล็กที่ชายแดนแคว้นเหยียนก็สิ้นสุดลงโดยที่เฟยหลง และหลงเหอได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับอารามทั้งหมดในแคว้นเหยียนแห่งนี้จากเหยียนจินอวี้ก่อนที่จะแยกย้ายร่ำลาจาก จนเวลาล่วงเลยผ่านไปหนึ่งสัปดาห์เต็ม เฟยหลงและหลงเหอก็ได้เดินทางไปยังอารามต่างๆมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบที่ แต่ก็ยังไม่พบชายชรากวาดพื้นที่สามารถให้ข้อมูลหรือให้เบาะแสของเฒ่าพยากรณ์จูกั๊กม่อ ได้
“เฟยหลง ข้าว่าพวกเราตามหาเช่นนี้ย่อมไม่ประสบผลทั้งอารามก็มีนับพันแห่ง มีหวังอีกหนึ่งปี สองปี หรือไม่ก็สิบปียังมิแน่ว่าจะหาพบ พวกเราไม่มีหนทางอื่นอีกแล้วหรือ”
เฟยหลงส่ายหน้าช้าๆ มิอาจจะสรรหาคำใดมาอธิบายหรือชี้แนะหลงเหอได้เช่นนั้นพวกมันก็ทำได้เพียงค้นหาอย่างไร้จุดหมาย โดยอาศัยโชคชะตาเป็นตัวกำหนดแล้ว
……………………..
กลางขุนเขาน้อยใหญ่ที่ขึ้นเรียงรายแน่นขนัดทางตอนเหนือของแคว้นเหยียนมีถนนลูกรังขนาดไม่กว้างมากสายหนึ่ง ทอดยาวจากเขตชายแดนลงสู่ทางตอนกลางของแคว้น ที่ถนนสายนี้เป็นเส้นทางที่ผู้คนไม่ค่อยใช้สัญจรมากนักเนื่องเพราะมันตัดผ่านขุนเขาหลายลูก หนทางไม่สะดวก ทั้งยังวกวนไปมา หากไม่ชำนาญเส้นทางรับรองได้ว่าต้องหลงและหาทางออกไม่ได้เป็นแน่อีกทั้งหนทางสายนี้ยังขึ้นชื่อในเรื่องของโจรภูเขาที่มากมายชุกชุมยิ่งกว่ายุงป่า แต่ทว่าถึงแม้จะเป็นหนทางที่คนไม่ค่อยนิยมผ่านแต่ก็มิได้หมายความว่าจะไม่มีผู้ใดใช้สอย เพราะยังมีคนบางกลุ่มที่ถือคติว่า สถานที่ที่อันตรายที่สุดย่อมเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยได้เช่นกัน ฉะนั้นในตอนนี้จึงมีเทียมเกวียนคันหนึ่งวิ่งผ่านไปอย่างมิช้ามิเร็วบนเทียมเกวียนนี้ใช้อาชาพ่วงพีสองตัวลากจูง มีบุรุษวัยกลางคนที่บนหัวสวมงอบคอยคุมบังเหียนบุรุษผู้นี้ด้านหลังของมันสะพายไว้ด้วยกระบี่คู่ กลิ่นอายที่ปลดปล่อยออกมาจากตัวมันก็ดูลึกล้ำยากหยั่งถึงยิ่งส่วนภายในเทียมเกวียนนั่งไว้ด้วยสตรีสคราญโฉมสองผู้ ดูแล้วอายุยังมิน่าจะเกินยี่สิบสองยี่สิบสามปี นางทั้งสองกำลังนั่งสนทนากันอยู่
“องค์หญิง ทรงแน่พระทัยดีแล้วนะเพคะที่จะกลับสู่พระราชวังครั้งนี้”
“พระบิดาทรงพระประชวร ทั้งพระวรกายเริ่มอ่อนแอลงไปมากเราเป็นห่วงนัก”
“แต่สถานการณ์ตอนนี้อันตรายเป็นอย่างมากองค์จักรพรรดิคงทรงไม่พอพระทัยเป็นแน่ที่องค์หญิงกลับไป”
“นั่นคือบ้านเมืองของเรา บิดาของเราเรามิอาจทำตัวเมินเฉยให้เรื่องราวเลวร้ายเกิดขึ้นได้อีกต่อไป”
“แล้วพวกเราจะทรงทำเช่นไรได้เพคะอาศัยเพียงกำลังของพวกเราไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้”
“เรารู้ แต่เราจะมิยอมให้เสด็จพ่อทรงสู้เพียงพระองค์เดียวอีกแล้ว”
เหง่งงง หง่างงง เสียงก้องกังวานของระฆังใบใหญ่ที่ถูกแขวนเอาไว้ทางด้านทิศตะวันออกของอารามขนาดเล็กบนยอดเขาสูงแห่งหนึ่งเสียงระฆังเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่ายามราตรีใกล้จะมาเยี่ยมเยือนแล้ว ท่อนไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกนักพรตผู้หนึ่งโอบรั้งไว้ต่างเคลื่อนเข้าออกอย่างเป็นจังหวะจะโคน เมื่อท่อนไม้เคลื่อนเข้ากระทบถูกระฆัง ตัวระฆังก็เกิดการสั่นไหวและเคลื่อนที่ไปด้านหน้าเล็กน้อยตามแรงกระแทกกระแสเสียงถูกส่งผ่านตัวกลางคืออากาศ และกระทบเข้าสู่โสตประสาทสัมผัสการได้ยินของมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆยิ่งระดับความสูงของที่ตั้งตัวระฆังกอปรกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นขุนเขาหุบเขาแล้ว ยิ่งส่งให้เสียงก้องกังวาลนี้ดังสะท้อนไปไกลนับหลายสิบลี้ท่ามกลางป่าเขารกชันเหล่านี้ เสียงของระฆังนับเป็นเสียงจากสวรรค์ที่ช่วยชี้แนะบุรุษสองผู้ที่กำลังหลงทางอยู่ก็ปาน
“เฟยหลง เจ้าได้ยินเหมือนที่ข้าได้ยินหรือไม่”
“อืม เสียงระฆัง ทั้งจากที่ข้าใช้จิตสัมผัสรับรู้เสียงมาจากทางด้านนั้น ห่างออกไปไม่ถึงสามสิบลี้”
“เช่นนั้นพวกเราไป เสียงระฆังน่าจะมาจากอารามที่อยู่รอยต่อทางตอนกลางของแคว้นเหยียนแห่งนี้ตามคำบอกกล่าวของแม่นางเหยียนจินอวี้”
เฟยหลงเรียกรังสีกระบี่สีทองเจิดจรัสออกมาก่อนพาหลงเหอกระโดดขึ้นเหยียบรังสีกระบี่ แล้วบินทะยานพุ่งฝ่าอากาศไป ตอนนี้เฟยหลงด่านญาณถือว่ารุดหน้าเป็นอย่างยิ่งจึงทำให้มันสามารถรักษาสภาวะการขี่รังสีกระบี่บินได้ไกลหลายลี้ เช่นนั้นใช้เวลาไม่นานนักพวกมันทั้งสองก็บรรลุถึงตีนเขาอันเป็นที่ตั้งของอารามที่มีเสียงระฆังดังกังวาลก่อนหน้าแล้วเฟยหลงและหลงเหอหยุดชะงักชั่วครู่ คนขมวดคิ้วเป็นปม ก่อนหันหน้ามามองกัน จากนั้นค่อยพยัคฆ์หน้าเบาๆแล้วเดินขึ้นสู่ยอดเขาด้านบนไป
เสียงเหง่ง หง่าง ของระฆังก่อนหน้าลอยเคลื่อนมาตามสายลมพัดผ่านไปตามเส้นทางขนาดเล็กสายหนึ่งกลางขุนเขานับสิบลูก ก่อนพัดพาเข้ากระทบสู่โสตประสาทการได้ยินของเหล่าคนที่กำลังบรรทุกอยู่ในเทียมเกวียนคันสีดำสนิทนี้
“เสียงระฆังจากอาราม อวู่ยี่ทำให้เรานึกถึงครั้งที่พระบิดาทรงนำพาเราเมื่อครั้งเยาว์วัย ไปเยี่ยมเยียนชายชรากวาดพื้นผู้หนึ่งผู้ที่ข้าเคารพนับถือในความดีและความมีคุณธรรมของท่านมากที่สุด แม้เหล่าบุตรหลานท่านจะสร้างความเดือดร้อนแก่ราชวงศ์เราก็ตาม”
“ชายชราผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในแคว้นของเราทั้งยังถือคุณธรรมเป็นที่ตั้ง แต่น่าเสียดาย น่าเสียดายที่ลูกหลานท่านกลับเป็นตัวเลวร้ายเหล่าหนึ่ง”
“หากเราไม่เร่งรีบ หรือไม่มีข้อห่วงกังวลให้คิดคงแวะเยี่ยมเยียนท่านซักครา”
“ถึงองค์หญิงจะเสด็จไป มิแน่ท่านผู้เฒ่าก็อาจจะมิได้ดำรงอยู่ที่นั้นแล้ว”
“ก็จริงของเจ้า ท่านผู้เฒ่ามักเดินทางอย่างอิสระอยู่เสมอต่อให้มียามสามตาก็ยากจะสืบหาพบ”
ฟิ้ววว ฟิ้วววว ลมราตรีพัดผ่านยอดเขากระทบถูกร่างของเฟยหลงและหลงเหอส่งให้ชุดที่พวกมันสวมใส่อยู่ตีลมดัง พรึบบบ พรึบบบ ชุดที่หลงเหอใส่แน่นอนว่าเมื่อสัปดาห์ก่อนเหยียนจินอวี้เป็นธุระจัดหาให้มันเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจ ทำให้ชายหนุ่มได้ใส่ชุดที่ถักทอขึ้นมาจากเส้นด้ายหยาบๆ ในยุคโบราณนี้เป็นครั้งแรกเช่นนั้นคนจึงรู้สึกขัดเขิน ไม่คุ้นชินอยู่บ้าง แม้จะใส่มาเป็นสัปดาห์แล้วก็ตาม เฟยหลงเห็นท่าทางของหลงเหอคนจึงกล่าวถามขึ้น
“เจ้าเป็นอะไรของเจ้า”
“ข้าใส่ชุดโบราณนี้กลับรู้สึกจั๊กจี้ยิ่งโดยเฉพาะเวลาลมพัดผ่าน”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เดี๋ยวเจ้าก็คุ้นชินกลับมันเอง”
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่พลันมีเสียงชราแหลมสูงของบุคคลผู้หนึ่งกล่าวสอดแทรกขึ้น
“มิทราบผู้มาทั้งสองท่านมิกิจธุระใดถึงได้มาเยี่ยมเยียนอาราม อวู่ยี่ เราดึกดื่นเพียงนี้”
สิ้นเสียงคำกล่าว ปรากฏที่ประตูทางเข้าอารามมีบุรุษชราสวมชุดนักพรตสีดำเดินออกมาเมื่อคนก้าวผ่านประตูย่างกายเข้ามาใกล้ จึงทำให้เห็นรูปร่างได้ชัดตา บุรุษชราผู้นี้ดูไปอายุราวห้าสิบเศษรูปร่างผอมสูง เส้นผมหนวดเคราทุกเส้นต่างขาวโพลน ใบหน้าของท่านซูบผอมตอบลึก เป็นเฟยหลงและหลงเหอที่ประสานมมือขึ้นคาราวะแล้วกล่าวโดยพร้อมเพียง
“คำนับท่านนักพรต”
จากนั้นเฟยหลงก็กล่าวว่า “พวกเราทั้งสองมาที่นี่เพื่อตามหาคน”
นักพรตชราขมวดคิ้ว สำรวจมองคนทั้งสองอยู่ชั่วครู่ก่อนย้อนถาม “หาคน? ใครหรือ”
หลงเหอกล่าว “รู้เพียงว่าเป็นชายชรากวาดพื้นอาราม”
นักพรตชราตอบ “ที่นี่มีชายชรากวาดพื้นอารามอยู่หลายคน แล้วพวกมันตอนนี้คงพักผ่อนไปหมดแล้วเอาเป็นว่าพวกเจ้าพักอยู่ที่นี่ก่อน ไว้รุ่งเช้าค่อยไปตามหาดู เผื่อมีคนที่พวกเจ้ากำลังค้นหา”
“ขอบพระคุณท่านนักพรต ลำบากท่านแล้ว”
“มิได้ มิได้… เชิญด้านใน”
เฟยหลงและหลงเหอมองหน้ากันอีกครั้งก่อนก้าวเดินติดตามนักพรตเบื้องหน้าไปเดินติดตามได้ซักพัก พวกมันก็ได้มาถึงห้องขนาดเล็กแห่งหนึ่ง นักพรตชรากล่าวว่า
“พวกเจ้าพักผ่อนยังห้องนี้ ติดขัดอันใดสามารถเรียกหาข้าได้ตลอดข้าจะเข้าญาณสมาธิที่โถงด้านหน้านั่น”
เฟยหลงกล่าวตอบขึ้น “ทราบแล้ว ขอบพระคุณผู้อาวุโสอีกครั้ง”
นักพรตชรายิ้มเมตตา ก่อนกล่าว“อันมนุษย์หากปล่อยปะละเลยซึ่งกันและกัน จะมีสิ่งใดเล่าที่เหลียวแล พวกเจ้าพักผ่อนเถอะมิต้องเกรงใจ”
เฟยหลงและหลงเหอเข้าสู่ภายในห้องก่อนปิดประตูลงพร้อมทั้งจัดแจงที่นอนอย่างเสร็จสรรพ ชายหนุ่มทั้งสองหลังจากที่เดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อยมาตลอดนับตั้งแต่กลับมาจากโลกศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดโดยมักอาศัยพื้นดินเป็นดั่งเตียงนอน ผืนนภาเป็นดั่งผ้าห่ม เช่นนั้นวันนี้จึงนับว่าได้ที่พักพิงอันประเสริฐเป็นครั้งแรกพอคนเอนตัวลงแล้วห่มผ้าคลุมโปงคนละผืนเพื่อป้องกันความหนาวเย็นของอากาศบนยอดเขา จึงได้พล่อยหลับไป
ท่ามกลางราตรีที่มืดมิด กอปรกับเสียงลมพัดอู้อวี้ ที่อารามอวู่ยี่ยามดึกสงัดกลับมีคนกลุ่มหนึ่ง จำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบคนกำลังเคลื่อนไหวอยู่พวกมันทั้งหมดต่างใช้สภาวะตัวเบาวิ่งไต่เข้ามาตามหลังคาและกำแพง ทุกฝีก้าว ทุกการกระทำทุกการเคลื่อนไหวต่างไร้ซึ่งสุ้มเสียงใดๆ แม้แต่เสียงลมหายใจยังถูกเสียงสายลมบนยอดเขาพัดกลบจนหมดสิ้นทั้งหมดต่างเคลื่อนไหวโดยพร้อมเพียง และหยุดลงโดยพร้อมพรัก ซึ่งตำแหน่งที่พวกมันหยุดลงและยืนล้อมไว้กลับเป็นตำแหน่งห้องที่เฟยหลง และหลงเหอพักอยู่นั่นเอง ผ่านไปชั่วอึดใจที่คนกลุ่มนี้หยุดลงพลันมีเสียงชราแหลมสูงถ่ายทอดเข้าสู่มโนจิตของพวกมัน
“คนทั้งสองมาตามหาท่านผู้นั้น ซึ่งพวกมันอาจเป็นคนของทางการ หากพวกมันตามหาท่านผู้นั้นพบและขอร้องให้ท่านกลับไปช่วยท่านย่อมยื่นมือช่วยด้วยคุณธรรม และต้องสามารถคลี่คลายเรื่องราวได้แน่ เช่นนั้นท่าน………เช่นนั้นเบื้องบนจึงมีคำสั่งให้พวกเราแฝงตัวยังอารามต่างๆ เพื่อป้องกันคนของทางการเหล่านี้ติดตามหาท่านผู้นั้นพบแม้ท่านจะไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่พวกมันสองคนต้องทิ้งชื่อไว้ที่นี่”
ภายในมโนจิตของกลุ่มคนเหล่านี้ พลันมีเสียงของบุคคลผู้หนึ่งกล่าวขึ้น“เพียงบุรุษหนุ่มอายุยังไม่ทันจะถึงยี่สิบ เจ้าก็เรียกพวกข้ามาช่วยรึดูท่าเจ้าจะแก่ไปแล้วจริงๆ เฮอะ เฮอะ เฮอะ”
“อย่าประมาทไป ข้าลองสัมผัสพลังญาณของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งแล้ว มันมิได้อ่อนด้อยไปกว่าข้าซักนิดน่าจะเป็นปัญหาพอสมควร”
“โฮ่ ทางการกลับมียอดยุทธ์รุ่นเยาว์? ข้ายังมิอาจเชื่อวาจาเจ้านัก”
“เช่นนั้นเจ้าก็จะได้เห็น”
“ข้าล้างตารอดูแล้ว”
สิ้นเสียงการสนทนาภายในมโนจิตของกลุ่มคนเหล่านี้ ชายที่กล่าววาจาโต้ตอบกลับเสียงชราแหลมสูงพลันชักมีดสั้นที่หว่างเอวออกมาคู่หนึ่งก่อนเคลื่อนร่างไปหยุดยืนที่หน้าประตูห้องพักของเฟยหลงและหลงเหอ ทันใดมันพลันพุ่งทะยานพังประตูเข้าไปอย่างรวดเร็วก่อนปักมีดสั้นใส่บุคคลทั้งสองที่นอนอยู่โดยที่ไม่ให้ตั้งตัว มีดปักลงยังผ้าห่มที่คนทั้งสองนอนคลุมอยู่เสียงฉึก ฉึก สองครา ก่อนที่ผู้บุกเข้ามาจะหัวเราะลั่นขึ้น และตะโกนกล่าวออกมา
“ก็มิเห็นว่ามันจะเก่งกาจซักเท่า……”
คำกล่าวยังไม่สิ้นสุด คนกลับรู้สึกตัวว่าผิดท่า จึงรีบคว้ามือไปดึงผ้าห่มที่คลุมร่างทั้งสองออกมาก่อนพบว่าภายใต้ผ่าห่มกลับเป็นม้วนกระสอบป่านที่ใช้สำหรับรองพื้นนั่งกรรมฐานของผู้ที่เดินทางมาฝึกธรรมณ ที่แห่งนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น บุรุษคนดังกล่าวจึงสบถเสียงดังลั่นออกมา
“บัดซบ มันไม่ได้อยู่ที่นี่”
เสียงชราแหลมสูงก็กล่าวตอบมาทันควัน “เป็นไปไม่ได้ ข้าเฝ้าจับตามองพวกมันอยู่ตลอดจนพวกมันหลับไปข้าถึงส่งนกพิราบสื่อสารไปหาพวกเจ้า มิได้เผยพิรุธอันใด แล้วเหตุใดพวกมันจึงรู้ตัวก่อน”
ที่แท้เจ้าของเสียงชราแหลมสูงกับเป็นนักพรตชราที่ให้สถานที่พักพิงแก่เฟยหลงและหลงเหอนั้นเอง
ขณะที่กลุ่มคนเหล่านี้กำลังงุนงงและสับสนต่อเหตุการณ์พลิกผันที่เกิดขึ้น ที่ยอดไม้แห่งหนึ่งห่างออกไปไม่ไกลจากตำแหน่งที่คนกลุ่มนั้นอยู่ยืนไว้ด้วยบุรุษหนุ่มสองผู้คือเฟยหลง และหลงเหอเอง
เฟยหลงกล่าวขึ้น “ดีที่ลางสังหรของข้ากับเจ้าตรงกัน จึงรับมือเรื่องนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก”
ขณะที่เฟยหลงกำลังกล่าวอยู่นั้น หลงเหอกลับกำลังง่วนอยู่กับการนำวัตถุทรงรียัดใส่วัตถุทรงกระบอกแล้วมันก็พาดขึ้นบนบ่า จากนั้นก็เล็งไปยังตำแหน่งของกลุ่มคนที่คิดหวังทำร้ายพวกตน เฟยหลงเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยปากถาม
“นั่นเจ้าจะทำอะไร”
“ของกำนัลเป็นการขอบคุณ สำหรับที่พัก และสำหรับที่พวกมัน…คิดจะสังหารพวกเรา”
อาร์พีจีผ่าสหัสวรรษสยบมาร
วี้ดดดดดดดด………
…
…
…
“นั่นเสียงอะไร”
ตูมมมมมมมมมมมมมม
“อ๊ากกกกกกกก”