“ยาไม่ได้มีไว้แก้แค่พิษจากฝีมือคนเท่านั้นเ้าค่ะ พิษงู ตะขาบ แมลงมีพิษ หากอาการหนักหรือไปหาท่านหมอไม่ทันก็ใช้ยาในขวดนี้ได้เลย ท่านแม่รับไว้เถิดค่ะ ข้ายังมีอีกหลายขวด” นางรีบยัดขวดยาลงในมือถังฮูหยิน ก่อนที่ตัวเองจะเปลี่ยนใจเสียก่อน
เพราะนางรู้ว่า ฮ่องเต้หย่งจงจิ้งมิได้เพียงไม่สนับสนุนเซียวหลิงเจาในการทำศึก แต่ยังลอบวางยาพิษไว้ในใบชาที่มอบให้เขาดื่มเป็ประจำด้วย!
พิษนั้นทำให้เกิดภาพหลอนอย่างรุนแรง จนบางครั้งเซียวหลิงเจาก็แทบไม่ต่างจากคนเสียสติ ยิ่งไปกว่านั้น พิษที่สะสมมานานยังทำลายร่างกายของเขาอย่างช้า ๆ
แม้สุดท้ายเซียวหลิงเจาจะจัดการกับฮ่องเต้และองค์ชายทั้งหลายได้ แต่กว่าจะถึงวันนั้น…ร่างกายของเขาก็ทรุดโทรมลงจนไม่ต่างจากซากศพ สมกับชื่อเื่ราชันซากศพที่นางเคยอ่าน
และ..นางเป็คนหนึ่งที่เกลียดฮ่องเต้หย่งจงจิ้งที่สุดในโลก! คนผู้นั้นขี้ระแวง โเี้ และเต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบายทำแม้กระทั่งวางยาคนที่ตนเองต้องพึ่งพา
นางก็เพียงหยิบยื่นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ให้เขาไปบ้าง เพราะเขาจะได้กลับมาดูแลมารดาให้ดี เพื่อให้นางไม่ต้องทุกข์ใจจนเกินไปนัก
และหากเซียวหลิงเจาไม่ตกอยู่ในภาวะเสียสติจากพิษที่สะสมเอาไว้…เขาก็คงไม่ตามมายุ่งวุ่นวายกับตนและลูกใช่หรือไม่?!
ถังลี่จูจับมือสะใภ้แน่นขึ้นด้วยความซาบซึ้งใจ
“เ้าช่างเป็เด็กดีเสียจริง เหยียนเอ๋อร์..ข้าจะเก็บมันไว้อย่างดีเลยล่ะ และหากเ้า้าใช้เมื่อใดก็มาเอาที่แม่ได้เสมอ”
กวานซูเหยียนเพียงยิ้มตอบ ไม่ทันได้เอ่ยคำใดรถม้าก็หยุดลงกลางคัน เสียงกรีดร้องจากรถม้าของสาวใช้ที่อยู่ด้านหน้าดังลั่นไปถึงท้ายขบวน
สารถีที่บังคับม้าอยู่ด้านนอกะโลงจากหลังม้าแล้วส่งเสียงรายงาน
“ด้านหน้ามีท่อนไม้ใหญ่กลิ้งลงมาจากเชิงเขาขวางถนนอยู่ขอรับ! ดูเหมือนว่ารถม้าคันหนึ่งของเราจะถูกกระแทกจนล้อพังด้วยขอรับ”
ทหารที่คุ้มกันอยู่ด้านหลังรีบควบม้าไปดู ด้วยเหตุการณ์ค่อนข้างรุนแรง พวกเขาจึงพากันลงไปช่วยเคลื่อนท่อนไม้เพื่อเปิดทาง เสียงสั่งการดังต่อเนื่องจนบ่าวที่อยู่แถวนั้นต้องวิ่งตามไปช่วยอีกแรง บริเวณรถม้าจึงพลอยวุ่นวายไร้คนคุม
กวานซูเหยียนก้มหน้าลง ลอบสังเกตความโกลาหลที่เกิดขึ้นก่อนหันไปสบตาเมิ่งหรูเพียงวูบเดียว
จังหวะมันมาเร็วกว่าที่นางคิด!
ทันใดนั้นหญิงสาวก็ขมวดคิ้ว กุมท้องบิดตัวไปมา “ท่านแม่… ข้ารู้สึกปวดท้องเ้าค่ะ…”
ถังลี่จูใจนหน้าถอดสี “ปวดท้องหรือ!? อีกไม่ไกลก็จะถึงศาลาพักม้าแล้ว เ้าทนอีกหน่อยได้หรือไม่?!”
กวานซูเหยียนรีบส่ายหน้า “ตอนอยู่ที่แคว้นเหลียงซานข้าก็มักจะเข้าป่าไปล่าสัตว์กับเสด็จอาบ่อยๆ ข้าปลดทุกข์ในป่าได้เ้าค่ะ ตอนนี้ทนไม่ไหวแล้ว”
แม่นมหวังทำท่าจะลงจากรถม้าไปด้วย แต่เมิ่งหรูก็รีบห้ามเอาไว้ก่อน
“แม่นมหวัง ข้าพาฮูหยินน้อยไปเอง ท่านไปด้วยคงจะไม่สะดวกนัก”
หญิงชราหันมองซ้ายมองขวา ทหารและบ่าวรับใช้ชายหญิงต่างแห่กันไปช่วยเคลื่อนท่อนไม้จนแทบไม่เหลือใครอยู่ใกล้รถม้า นางก็ต้องอยู่เป็เพื่อนฮูหยินใหญ่ จึงจำต้องพยักหน้ารับคำ
“รีบไปเถอะ เดินระวังด้วยเล่า” ถังลี่จูกล่าวเตือนอย่างเป็ห่วง
เมิ่งหรูค้อมหัว แล้วรีบพากวานซูเหยียนประคองกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าไปในแนวป่าข้างทาง
พอพ้นระยะสายตาและเสียงผู้คน เมิ่งหรูก็เอ่ยเสียงสั่น “ฮูหยิน… นี่มันเสี่ยงเกินไปหรือไม่ อีกไม่นานพวกเขาก็จะรู้ตัว แล้วก็จะออกตามหาเรา…”
กวานซูเหยียนยังคงแสร้งเอามือกุมท้องโน้มกายลง แต่สายตากลับมองไปทั่วบริเวณคล้ายกำลังมองหาใครบางคน
เมิ่งหรูยังคงทักท้วงต่อด้วยความหวาดหวั่น “แถวนี้มีแต่ป่า หากหลบพวกทหารได้ กลางคืนเราก็ต้องหนีสัตว์ป่าอีก บ่าวกลัว… กลัวว่าพวกเราจะไม่รอดนะเ้าคะ”
เมิ่งหรูยังไม่ทันพูดจบ กวานซูเหยียนก็จับข้อมือของนางไว้แน่น แล้วเร่งฝีก้าวพาเดินลึกเข้าไปในป่ามากกว่าเดิมเหมือนคนที่รู้ทิศทาง ทั้งที่แท้จริงแล้วหัวใจของนางกำลังเต้นแรง เพราะไม่แน่ใจนักว่าจะเจออะไรข้างหน้า
แต่ในนิยาย…ฉากต่อจากนี้เป็โอกาสหลบหนีเพียงครั้งเดียวของนางเท่านั้น!
เสียงกรอบแกรบของกิ่งไม้แห้งดังอยู่ใต้ฝ่าเท้า ทั้งสองสาวเหนื่อยจนลมหายใจเริ่มถี่ เสียงวุ่นวายในถนนด้านหลังค่อย ๆ เลือนหายไป กลายเป็เพียงเสียงลมในพงไม้
กวานซูเหยียนคิดทบทวนเื่ราวที่เคยอ่านในนิยาย เหตุการณ์่นี้คือขบวนรถม้าได้หยุดลงเพราะมีต้นไม้ล้มมาขวางทาง ตัวนางในเื่ก็เข้าป่ามาปลดทุกข์เช่นเดียวกับตอนนี้…
แต่ต่างกันตรงที่ นางในนิยายไม่มีความคิดจะหลบหนี! เพราะความแค้นที่สุมอกนางตั้งใจจะเลี้ยงบุตรชายในครรภ์ให้เติบโตขึ้นเป็ดั่งดาบอาบเืเพื่อล้างแค้นแทนตน ให้เขาลุกขึ้นสังหารบิดาผู้โหดร้ายด้วยมือของตนเอง!
แต่นางในตอนนี้จะไม่ปล่อยให้ชีวิตเดินไปสู่จุดจบเช่นในนิยายได้อีกแล้ว
ทันใดนั้น…
วี๊ดดด..วี๊ดด เสียงเป่าปากแหลมเป็จังหวะสั้นยาวราวกับนกป่าร้องทัก ลอดผ่านพงไม้เข้ามา
เมิ่งหรูหยุดชะงักราวกับถูกตรึงเอาไว้กับพื้น ดวงตาเบิกกว้างในทันที
“ฮู…ฮูหยิน… นั่นมัน!..สัญญาณของชาวเหลียงซานนี่เ้าคะ!”
กวานซูเหยียนไม่รู้ความหมายของเสียงนั้น แต่สีหน้าของเมิ่งหรูก็เพียงพอให้นางรู้ว่า คนผู้นั้นซึ่งควรจะปรากฏตัวในนิยาย…มาถึงแล้ว
นางรีบดึงแขนเมิ่งหรูให้ตามตนไปยังทิศทางของต้นเสียง “ไป! เมิ่งหรู… นี่คือโอกาสเดียวของเรา!”
เสียงใบไม้ไหวราวกับเร่งเร้าให้พวกนางรีบก้าวเท้าไวขึ้น เสียงเป่าปากดังขึ้นอีกครั้ง…ใกล้กว่าเดิม และเมื่อพวกนางเบียดตัวผ่านพุ่มไม้กลุ่มหนึ่งออกไป ก็ได้เห็นเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่
กวานซูเหยียนหยุดเท้าลงโดยไม่รู้ตัว เขา…ไม่ใช่แบบที่นางนึกภาพไว้เลย
บุรุษผู้นั้นมีรูปร่างสูงใหญ่แบบชาวเหลียงซาน แต่กล้ามเนื้อกลับไม่กระชับอย่างนักรบ ผิวของเขาขาวซีดจนมองเห็นเส้นเืได้ชัดเจน เส้นผมบนศีรษะยุ่งเหยิงเป็มันเยิ้มอย่างคนที่ไม่ใส่ใจจะดูแล ขัดกับใบหน้าที่งดงามล่มเมืองราวกับอิสตรี!
นี่เป็ครั้งแรกที่นางเห็นตัวจริงของตัวร้ายอีกคนที่เคยมีตัวตนอยู่แค่ในหน้ากระดาษของหนังสือ!
บุรุษผู้นี้คือองค์ชายห้ากวานจื่อเซิง ญาติผู้พี่ของนางที่แทบจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเขามาก่อนเลย
ในวัยเด็ก อุบัติเหตุเล็กๆ ทำให้เขาสูญเสียส่วนสำคัญของบุรุษไปจนกลายเป็ตัวตลกในวัง เขาถูกล้อเลียนเหยียดหยามจากทุกคนในวังหลวงไม่เว้นแม้แต่พวกขันทีหรือนางกำนัล
เสด็จอาฮ่องเต้ของนางทนความอับอายไม่ไหว จึงส่งองค์ชายห้าออกจากวังหลวง ปล่อยให้นางกำนัลเป็คนเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ชาวเหลียงซานหลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าฮ่องเต้ยังมีพระโอรสองค์ที่ห้าอยู่อีกคน เขาจึงเป็อีกคนในราชสกุลกวานที่รอดชีวิตจากการล้างบางในาคราวก่อน
เมิ่งหรูรีบคุกเข่าคำนับ
“องค์ชายห้า!”
ชายผู้นั้นยกมือขึ้น “เบาหน่อยเดี๋ยวใครได้ยินเข้าจะเดือดร้อนกันไปหมด” เสียงเขาแหบต่ำ คล้ายคนที่แทบไม่ได้พูดคุยกับใครเป็เวลานาน
เขาหันมามองกวานซูเหยียนด้วยสายตาอ่อนโยนลง
ในวัยเด็ก หลังจากเกิดอุบัติเหตุ ญาติพี่น้องเพียงคนเดียวที่ยอมวิ่งเล่นกับเขาก็คือกวานซูเหยียน และหลังจากที่เขาถูกส่งตัวออกไปอยู่นอกวังหลวง นางก็ยังตามไปเยี่ยมเยียนองค์ชายที่ถูกทอดทิ้งผู้นี้อยู่บ่อยครั้ง
แม้ว่านางจะมีนิสัยเกเรและเอาแต่ใจอยู่ไม่น้อย แต่เขาก็ยินยอมที่จะทำตามคำสั่งของน้องสาวคนนี้มาโดยตลอด เพราะนางเป็คนเดียวที่ยังคงมองเขาเป็เหมือนพี่ชายคนหนึ่ง
“ลำบากเ้าแล้วเหยียนเอ๋อร์ ข้ามันไม่ได้ความ ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเ้าได้เลย อภัยให้พี่ชายผู้โง่เขลาผู้นี้ด้วยเถิดน้องหญิง”
กวานซูเหยียนไม่มีคำตอบ เพราะนางไม่ใช่เหยียนเอ๋อร์คนเดิมและกำลังตกตะลึงกับผิวพรรณอันเนียนละเอียดของเขา
กวานจื่อเซิงเห็นญาติผู้น้องเงียบไปก็ถอนหายใจลึก ๆ
“ข้าบอกไว้ก่อนนะ ว่าข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อพาเ้าหนี ข้ายังไม่มีความสามารถถึงเพียงนั้น”
เมิ่งหรูสะดุ้งเฮือก “ไม่..หรือเพคะ… แล้วเหตุใด..เหตุใดองค์ชายจึงมาที่นี่?”