ท่ามกลางซากปรักหักพังของคฤหาสน์ตระกูลไป๋ที่ยังคงมีไอหมอกสีเขียวมรกตปกคลุม เยี่ยฉินยืนนิ่งอยู่ใจกลางห้องลับใต้ดินที่บัดนี้กลายเป็หลุมศพหินอันเงียบสงัด ในมือของเขากำ "ศิลาิญญาา" ไว้แน่น แสงสีแดงโลหิตที่เต้นตุบๆ อยู่ภายในก้อนหินสะท้อนเข้ากับดวงตาที่มีวงแหวนสามสีของเขา มันไม่ใช่เพียงก้อนพลังงานธรรมดา แต่มันคือ "ภาชนะกักขังเจตจำนง" ที่ตกทอดมาจากยุคา
‘ตระกูลไป๋มันมานับร้อยปี แต่กลับใช้มันเป็เพียงเครื่องรางเพิ่มปราณ... ช่างเป็พวกหมูที่ถือเพชรโดยแท้’ เยี่ยฉินแค่นยิ้มเยาะ
"มู่หย่ง เฝ้าหน้าประตูไว้ อย่าให้มดสักตัวรอดเข้ามาได้" เยี่ยฉินสั่งโดยไม่หันไปมอง
เด็กชายผู้มีดวงตาสีม่วงดำพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม เขาเดินไปยืนที่ปากทางเข้าที่พังทลาย เรียกปราณเนตริญญาออกมาสร้างม่านพลังบางๆ ที่สามารถบดขยี้จิตใจของผู้ที่พยายามลอบเข้ามาสอดแนมได้ในทันที
เยี่ยฉินทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิ เขากระตุ้น ภูตแกนกลางกาลเวลา ให้เร่งความเร็วของกระแสปราณรอบกายสิบเท่า ภายในกงขังแห่งเวลานี้ หนึ่งชั่วโมงของโลกภายนอกเท่ากับสิบชั่วโมงสำหรับเขา เขาเริ่มส่งปราณอนธการกาลชีวิตเข้าไปกัดกร่อนชั้นหินที่ห่อหุ้มศิลาิญญา
เปรี๊ยะ!
เปลือกนอกของศิลาแตกออก เผยให้เห็นของเหลวสีทองเข้มที่ข้นคลักอยู่ภายใน มันคือ "หยาดน้ำค้างมหาเทพ" วัตถุดิบในตำนานที่สามารถยกระดับรากฐานิญญาให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์
เยี่ยฉินไม่ลังเล เขาใช้พลังของ ภูตแกนกลางความทรงจำ ดึงเอาเคล็ดวิชา "กายาะนิรันดร์" ที่เขาเคยฝึกฝนในชาติก่อนออกมา แล้วเริ่มดูดซับหยาดน้ำค้างนั้นเข้าไปทางรูขุมขนทั่วร่าง
ความเ็ปที่นำไปสู่การจุติ
"อึก...!" ร่างของเยี่ยฉินสั่นสะท้าน เส้นเืปูดโปนออกมาตามลำคอและใบหน้า ิัของเขาเริ่มปริแตกแล้วสมานตัวใหม่ด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พลังชีวิตมหาศาลจากศิลาาปะทะกับพลังกาลเวลาที่พยายามจะคงสภาพเดิมไว้
‘เ็ปสิ... ยิ่งทำลายมากเท่าไหร่ การเกิดใหม่ก็ยิ่งแข็งแกร่งเท่านั้น!’ เยี่ยฉินคำรามในใจ
กระดูกของเขาถูกบดละเอียดแล้วหลอมขึ้นใหม่เป็สีขาวนวลราวกับหยก ปอดและหัวใจถูกชุบด้วยปราณมหาเทพจนสามารถทนทานต่อพิษและอาการาเ็รุนแรงได้ ทะเลลมปราณที่เคยเป็สีดำลุ่มลึก บัดนี้เริ่มมีประกายสีทองพาดผ่านดุจดารานับล้านในจักรวาล
"ิญญา์ ขั้นที่ 3... บรรลุ!"
"ิญญา์ ขั้นที่ 4... บรรลุ!"
ระดับพลังของเขาพุ่งทะยานอย่างต่อเนื่องจนหยุดลงที่จุดสูงสุดของขั้นที่ 4 เพียงอีกก้าวเดียวเขาจะก้าวเข้าสู่ระดับ "ราชันย์ปฐี" ซึ่งเป็ระดับที่สามารถปกครองเมืองใหญ่ๆ ได้ทั้งเมืองด้วยตัวคนเดียว
ในขณะที่เยี่ยฉินกำลังซึมซับพลัง ทะลุผ่านชั้นดินและม่านหมอกขึ้นไปบนฟากฟ้าห่างออกไปนับร้อยลี้ ร่างสามร่างในชุดเกราะสีเงินบริสุทธิ์กำลังควบทะยานบนสัตว์อสูรปักษา์มุ่งหน้ามายังนครไร้ใจ
"กลิ่นอายของศิลาาหายไปแล้ว" ชายหนุ่มหน้าตาหมดจดที่มีสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์ที่หน้าผากเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเ็า เขาคือ "ไป๋อวี่" อัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลไป๋สายหลักที่ไปรับใช้ใน วิหารเทพ
"เ้าเมืองนครไร้ใจช่างไร้ความสามารถนัก ปล่อยให้สมบัติของวิหารตกไปอยู่ในมือของหนูสกปรก" สตรีอีกคนที่อยู่ข้างๆ แค่นเสียง "ไป๋อวี่ หากพบตัวคนร้าย ข้าจะขอเป็คนปลิดชีพมันเอง"
"อย่าประมาท" ไป๋อวี่ปราม "คนที่ทำลายตระกูลสาขาได้ในคืนเดียว ย่อมไม่ใช่ขยะทั่วไป ข้าััได้ถึงกลิ่นอายของ 'กาลเวลา' ที่บิดเบี้ยว... เื่นี้อาจจะเกี่ยวข้องกับตำนานจอมมารที่ท่านมหาปุโรหิตเคยทำนายไว้"
เบื้องล่าง ในซากคฤหาสน์ มู่หย่งััได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่กำลังใกล้เข้ามาจากฟากฟ้า ดวงตาสีม่วงของเขากระพริบถี่ มองเห็นเส้นด้ายแห่งโชคชะตาสีทองสามเส้นที่พุ่งตรงมาที่นี่ด้วยความเร็วสูง
"นายน้อย... พวกมันมาแล้วขอรับ สามคน... แข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งกว่าทุกคนที่ข้าเคยเจอ" มู่หย่งร้องบอกด้วยความกังวล
เยี่ยฉินลืมตาขึ้น วงแหวนในดวงตาของเขาหมุนวนอย่างสงบนิ่ง พลังที่พลุ่งพล่านในร่างถูกเก็บงำไว้อย่างแเีจนดูเหมือนคนธรรมดาที่ไร้พลังปราณ
"วิหารเทพส่งสุนัขรับใช้มาเร็วกว่าที่คิด" เยี่ยฉินลุกขึ้นยืน กระดูกของเขาส่งเสียงกร๊อบแกรบอย่างทรงพลัง "มู่หย่ง เ้าอยากเห็นไหมว่า 'พร์' ที่พวกมันภาคภูมิใจนักหนา จะกลายเป็เพียง 'เศษขยะ' ได้อย่างไรเมื่ออยู่ต่อหน้าข้า?"
เยี่ยฉินก้าวออกจากห้องลับ เดินขึ้นมาบนซากปรักหักพังท่ามกลางสายตาหวาดกลัวของชาวเมืองที่ยังคงแอบดูอยู่ไกลๆ
เยี่ยฉินไม่ได้หนี แต่เขากลับเริ่มร่ายรำนิ้วมือในอากาศ สร้างค่ายกล "กระจกเงาสลับขั้ว" ขึ้นมารอบบริเวณคฤหาสน์ เขาใช้เศษซากิญญาของสมาชิกตระกูลไป๋ที่เขาดูดซับมาเป็เชื้อเพลิงในการสร้างภาพลวงตา
"ในเมื่อพวกมันอยากได้ศิลาานัก... ข้าก็จะมอบ 'ของขวัญ' ที่พวกมันจะไม่มีวันลืม"
เขาหยิบหินธรรมดาขึ้นมาหนึ่งก้อน แล้วใช้ปราณกาลเวลาห่อหุ้มไว้จนมันแผ่กลิ่นอายเลียนแบบศิลาาได้อย่างแเี ก่อนจะวางมันไว้กลางลานกว้าง
เหยื่อที่แท้จริงคือพรานที่คิดว่าตนเองคุมเกม
เยี่ยฉินจูงมือมู่หย่งเดินหายเข้าไปในเงามืดของอาคารที่ยังไม่ถล่มลงมา เขารอคอยอย่างอดทนดุจแมงมุมที่ชักใยรอเหยื่อ
‘ไป๋อวี่... ในชาติก่อนเ้าคือคนที่นำทัพเผาหมู่บ้านที่ข้าเคยอาศัยอยู่ ชาตินี้ข้าจะให้เ้าชดใช้ด้วยการดูตัวเองค่อยๆ กลายเป็ธุลีดิน’
ท้องฟ้าเหนืออาคารเริ่มมืดครึ้ม เสียงปีกของปักษา์กระพือพัดเอาจนฝุ่นตลบ ร่างในชุดเกราะเงินทั้งสามร่อนลงสู่พื้นดินด้วยความโอหัง โดยหารู้ไม่ว่าเท้าของพวกเขากำลังเหยียบลงบนปากเหวแห่งความพินาศที่เยี่ยฉินขุดรอไว้
—-------------------------------------
การซ่อนคมดาบไว้ใต้รอยยิ้มนั้นร้ายกาจ แต่การซ่อนกับดักไว้ใต้ความโลภของศัตรูนั้นคือศิลปะของการฆ่าที่สมบูรณ์แบบ จอมมารไม่ได้ล่าด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว แต่
เขาล่าด้วย "ความจริง" ที่เขาสร้างขึ้นมาเอง