ใครกำลังพูด?
อันเจิงมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ถูกบังคับให้กลับมาสนใจสถานการณ์ตรงหน้าอีกครั้งผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตสุมารุกว่าสิบคนกำลังรุมโจมตีเขาอยู่ อันเจิงไม่ได้ใช้ดาบนิลกาฬที่เสวี่ยเหมยไต้มอบให้และอดทนต้านทานการโจมตีจากผู้ฝึกพลังวัตรระดับสูงมาได้นานขนาดนี้เท่านี้ก็เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากแล้ว หากเป็นคนอื่น ไม่รู้ว่าตอนนี้จะตายไปแล้วกี่ครั้งคนร้ายพวกนั้นล้วนเป็นยอดฝีมือในการโจมตี พวกเขาต่างจากยอดฝีมือที่มีพลังในขอบเขตสุมารุของสำนักต่างๆ เพราะไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเอาชนะหรือต้องการบำเพ็ญพรตแต่อย่างใดเป้าหมายเดียวของพวกเขาก็คือฆ่าคน
ฉะนั้น หากให้ยอดฝีมือสู้กับคนร้ายที่มีพลังอยู่ในระดับเดียวกันแล้วละก็เป็นไปได้มากที่ยอดฝีมือจะถูกคนร้ายฆ่าตาย เพราะผู้ฝึกพลังวัตรทั่วไปจะไม่ฆ่าคนเพื่อฝึกทักษะของตัวเองแต่นักฆ่าฝึกพลังวัตรเพื่อมาฆ่าคน นี่ก็คือความแตกต่างของนักฆ่าและผู้ฝึกพลังวัตรนักฆ่ารู้จักร่างกายมนุษย์ดียิ่งกว่า และเยือกเย็นไร้ความปรานีมากกว่าอีกด้วย
คนเหล่านี้...เป็นตัวตายตัวแทนที่ซูไทเฮาเลี้ยงไว้
ขุนนางที่มีตำแหน่งใหญ่โตหรือต่อให้จะเป็นคนที่เข้มงวดกับครอบครัวตัวเองก็ตามพวกเขามักจะเลี้ยงตัวตายตัวแทนเอาไว้เสมอ ตัวตายตัวแทนจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีเพราะแบบนี้ หากเกิดเรื่องคอขาดบาดตายขึ้น คนพวกนี้ก็ต้องออกมารับหน้าแทนไม่ว่าซูไทเฮาจะมีนิสัยเช่นไร แต่นางก็รู้วิธีเลี้ยงตัวตายตัวแทนเหล่านี้ดีก็เหมือนคนที่ขึ้นไปต่อสู้กับองครักษ์บนหอข้างกำแพงเป็นกลุ่มแรกคนเหล่านี้ถูกกำหนดจุดจบไว้แล้วเพราะต่อให้มู่ฉางเยียนจะเป็นเพียงหุ่นเชิดของไทเฮาก็ตาม แต่ข้างกายเขาก็มียอดฝีมือไม่น้อยเช่นกัน
ตัวตายตัวแทนเหล่านี้ดึงดูดความสนใจขององครักษ์ไปที่มู่ฉางเยียนต่อให้จะรู้ว่าทำไปแล้วต้องตายก็ตามตัวตายตัวแทนเหล่านี้ก็ยังพุ่งเข้าไปอย่างไม่ลังเลและแน่นอนว่าบางคนไม่ใช่ตัวตายตัวแทนที่ซูไทเฮาเลี้ยงขึ้นมาอย่างดี แต่พวกเขาต้องทำเพราะไทเฮาควบคุมความเป็นความตายของคนในครอบครัวตัวเองอยู่
ขณะนี้คนร้ายหลายสิบคนที่กำลังโจมตีอันเจิงต่างก็ไม่อยากเชื่อว่าเขาจะอดทนมาได้นานขนาดนี้
หัวหน้านักฆ่าประกายความโมโหออกมาทางแววตา “รีบจบเรื่องนี้ซะอีกประเดี๋ยวองครักษ์ในตำหนักวิหารสวรรค์ก็จะแห่มากันแล้ว เบื้องบนสั่งการมา...หากเรื่องนี้ทำไม่สำเร็จเราต้องตายทั้งหมด”
เมื่อนักฆ่าคนอื่นได้ยินเช่นนี้พวกเขาจึงเริ่มโจมตีอย่างดุเดือดมากขึ้น
ในขณะนี้เองพวกเขาทุกคนเหมือนได้ยินเสียงประตูเหล็กกล้าที่หนักอึ้งถูกเปิดออกและบางคนก็หันไปมองด้านข้างโดยสัญชาตญาณเพื่อหาที่มาของเสียงนี้ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็นึกไม่ถึงว่า เสียงที่ดังขึ้นนี้จะมาจากทะเลลมปราณของอันเจิง
ประตูเปิดออก
ถึงแม้ประตูจะถูกเปิดออกเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น แต่สำหรับอันเจิงมันเป็นเหมือนพลังที่ฝึกสะสมมานานหลายปี พลังที่ถูกซากศพแห้งเหี่ยวนำไปหลั่งไหลกลับเข้าร่างเขาทันใดนั้น สร้อยลูกประคำโลหิตที่ข้อมือก็เปล่งประกาย!
นาทีนี้เสียงที่อันเจิงคุ้นเคยก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ฝึกพลังวัตรมานานถึงห้าปีแล้วแต่เจ้ากลับยังไม่มีวรยุทธ์ที่เหมาะสมกับตัวเจ้าเองอีก ช่างไร้สมองยิ่งนักเมื่อมากเกินไปก็จะวุ่นวายเสียเปล่า เจ้าไม่รู้ความหมายของคำนี้หรือ? เจ้าน่าจะรู้ดีต่อให้วรยุทธ์ที่อยู่ในความทรงจำของเจ้าจะน่าพิศวงขนาดไหนแต่สำหรับเจ้ามันก็ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองถนัด วรยุทธ์เหล่านั้นวุ่นวายมากมันไม่เพียงแค่ไม่ช่วยให้พลังเจ้าคืบหน้าแต่มันยังส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เจ้าควรถนัดอีกด้วย...เจ้าหนุ่มการฝึกพลังวัตรไม่ใช่แค่ฝึกวรยุทธ์ตามที่ผู้อาวุโสถ่ายทอดมาให้เท่านั้นแต่ยังต้องค้นหาวรยุทธ์ด้วยตัวเองด้วย คนที่รู้จักค้นหาและทำสิ่งใหม่ ๆ นั่นถึงจะเป็นผู้ฝึกพลังวัตรที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
จากนั้นเสียงนี้ก็เงียบหายไปและไม่ปรากฏขึ้นอีก
แต่ทว่าคำพูดเหล่านี้กลับเหมือนฟ้าผ่าลงกลางสมองของอันเจิง
ใช่สิ...ไม่ใช่แค่อันเจิงในตอนนี้ชาติก่อนที่อันเจิงเป็นผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซี พลังและวรยุทธ์ทั้งหมดที่เขามีก็ถูกถ่ายทอดมาจากผู้อาวุโสทันใดนั้น อันเจิงก็เข้าใจทันทีว่า ทำไมเมื่อพลังวัตรของตัวเองอยู่ในขอบเขตจุลภาคแล้วถึงไม่เคยก้าวหน้าอีกเลยนั่นเพราะเขาขาดความเชื่อมั่นอย่างหนึ่ง ในใจเขามักจะมีเสียงหนึ่งดังขึ้นเสมอว่าเจ้าไม่มีทางเหนือคนรุ่นหลังได้แต่ในความเป็นจริง คนที่ถูกจารึกว่าเป็นผู้ฝึกพลังวัตรที่แข็งแกร่งมีใครที่ไม่ได้สร้างวรยุทธ์ขึ้นมาเองบ้าง?
“อะไรคือสิ่งที่เหมาะกับข้า?”
ในแววตาอันเจิงเป็นประกาย“ในเมื่อตอนนี้ยังนึกไม่ออก อย่างนั้นก็ค่อย ๆค้นหาทางของข้าระหว่างการฆ่าฟันก็แล้วกัน”
เขาปล่อยหมัดออกไปอย่างรวดเร็ว ดูแล้วหมัดนี้ช่างแสนธรรมดาแม้กระทั่งเด็กสามขวบก็สามารถปล่อยหมัดออกไปเช่นอันเจิง แต่ทว่าพลังที่ส่งออกไปพร้อมกับหมัดนี้มากจนน่ากลัวอันเจิงรู้สึกว่าหมัดของตัวเองราวกับมังกรที่ถูกขังมานานแสนนาน
พลังอันทรงอำนาจพุ่งออกไปโจมตีคนร้ายที่อยู่ด้านหน้าสุดทำให้ร่างเขาแหลกสลายทันที ทั้งที่คนร้ายคนนี้มีพลังวัตรมากกว่าอันเจิงแต่ตอนที่คนร้ายรู้ตัวว่าต้านทานหมัดอันเจิงไม่ได้ก็สายเกินไปแล้ว พลังหมัดนี้ได้ข้ามขอบเขตสุมารุแล้วและได้เข้าไปอยู่ในขอบเขตที่สูงมากกว่า...พลังขอบเขตกิเลสมารนั่นเอง!
พลังในขอบเขตกิเลสมารก็คือการควบคุมจิตใจของตัวเองและตั้งใจฝึกพลังวัตรเพียงอย่างเดียวส่วนใหญ่ผู้ที่มีพลังในขอบเขตสุมารุจะไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เหมาะกับตัวเอง ต่อเมื่อจิตใจสงบลงและมีพลังถึงขอบเขตกิเลสมารแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถค้นหาทางที่ตัวเองควรจะเดิน
ขณะนี้ อันเจิงรู้แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่เขาตามหา
นั่นก็คือพลังความยุติธรรม
ในสมองของอันเจิงพลันนึกถึงคำพูดของเนี่ยชิงขึ้นมา...หากทหารทุกคนแข็งแกร่งประดุจหินผาอย่างนั้นสงครามต้องได้รับแต่ชัยชนะ แต่หากทหารทุกคนมีคุณธรรม ใต้หล้านี้คงมีแต่ความยุติธรรม
หมัดนี้ปลดปล่อยพลังความยุติธรรมของอันเจิง
ถึงแม้พลังวัตรของนักฆ่าคนนั้นจะแข็งแกร่งมาก แต่ทว่าจิตใจเขาไม่นิ่งและไม่โปร่งใสในใจเขาปกคลุมไปด้วยความมืดมิด ทั้งหมดนี้แฝงลึกในใจและทำให้เขาไม่มีทางชนะอันเจิงได้
ร่างของคนร้ายถูกพลังของอันเจิงทำลายจนแหลกสลายแล้วค่อยๆ จางหายไป ไม่เพียงแค่คนร้ายคนแรกเท่านั้น นักฆ่าที่อยู่ตรงหน้าของอันเจิงทุกคนเสมือนเงาดำที่อยู่ภายใต้แสงอาทิตย์เจิดจ้า และเงาดำที่อยู่ท่ามกลางแสงสว่างก็ต้องแหลกสลายหายไป
คนแรก คนที่สอง คนที่สาม และคนที่สี่...
เพียงแค่ชั่วขณะคู่ต่อสู้กว่าครึ่งของอันเจิงก็ถูกหมัดนี้ทำลายไปหมด นั่นคือแสงสว่างที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวความโสโครกที่อยู่ภายใต้แสงอาทิตย์จะไม่มีโอกาสได้คงอยู่อีกต่อไป
คนร้ายที่อยู่ไกลออกไป เมื่อเห็นท่าไม่ดีจึงรีบวิ่งหนีต่อให้จะเป็นหัวหน้านักฆ่าที่มีพลังในขอบเขตกิเลสมารก็ตามเมื่อเห็นเช่นนี้เขาก็เกิดความกลัวอย่างถึงที่สุด เขาไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆอันเจิงก็มีพลังที่แข็งแกร่งขึ้นแข็งแกร่งจนทำให้เขาไม่มีความกล้าที่จะสู้กับอันเจิงอีกต่อไปทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน พวกเขาไม่ทันได้เตรียมตัวเลยด้วยซ้ำ หรือต่อให้จะเตรียมตัวแล้วก็ตามพวกเขาก็ไม่มีทางต้านทานพลังที่ทรงอำนาจนี้ได้
อันเจิงที่ร่างเต็มไปด้วยเลือดยืดตัวตรง เส้นผมก็ลอยชี้ขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ส่วนดวงตาทั้งสองของเขาก็ประกายความสว่างไสวนั่นเป็นเพราะเขาค้นพบทางที่เหมาะกับตัวเองแล้ว!
เขาเดินไปด้านหน้าหนึ่งก้าว ดูแล้วเป็นเพียงการก้าวไปด้านหน้าที่แสนจะธรรมดาเท่านั้นแต่สำหรับคนร้าย ก้าวสั้น ๆ นี้เหมือนดั่งก้าวข้ามไปไกลเป็นพันกิโลเมตรเดิมทีพวกเขาคิดว่าตัวเองยังมีโอกาสหนีตาย แต่หลังจากอันเจิงก้าวออกมาหนึ่งก้าวเหมือนก้าวนี้ได้ข้ามตัวพวกเขาและกักพวกเขาไว้แล้ว พวกเขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะหนีขณะนี้ ราวกับใต้หล้าอยู่ภายใต้การควบคุมของอันเจิง
“สู้ตาย!”
นักฆ่าคนหนึ่งคำรามออกมา จากนั้นก็ปล่อยหมัดออกไปด้านหน้าอย่างแรงความรู้สึกนี้...ราวกับตั๊กแตนที่ยกขาหน้าทั้งสองขึ้นมาบังหน้าตัวเองเท่านั้น
ระหว่างที่พลังของอันเจิงและพลังของคนร้ายปะทะกัน แขนของคนร้ายก็เริ่มสลายไปทันทีทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้ ต่อให้ตอนนี้เขาอยากจะดึงแขนตัวเองกลับมามากแค่ไหนก็ตามแต่มันก็สายเกินไปแล้ว แขนของเขาเริ่มจางหายไปเร็วมากขึ้น จางหายราวกับน้ำระเหยไปในอากาศ เริ่มแรกก็คือหมัดของเขาจากนั้นก็ตามมาด้วยแขน ไหล่และหัว ทั้งร่างของเขาแหลกสลายหายไป
“นี่...เป็นไปไม่ได้!”
หัวหน้านักฆ่ามีพลังวัตรอยู่ในขอบเขตกิเลสมารเขานำพลังที่ตัวเองมีทั้งหมดมารวมกันแล้วปล่อยออกไปด้านหน้าแต่ทว่าพลังที่แข็งแกร่งของเขากลับเหมือนน้ำในแก้วที่ถูกเทลงในทะเล มันไม่มีประสิทธิภาพเลยสักนิดทะเลก็คือทะเล พลังวัตรของเขาไม่อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้เลยและคลื่นทะเลก็ยังคงซัดกลับมาหาเขาดังเดิม
เขารู้สึกว่าหัวใจตัวเองกำลังเต้นผิดจังหวะหรืออาจเพราะนี่คือความรู้สึกก่อนตาย
ร่างของนักฆ่าคนอื่น ๆเริ่มจางหายไปเช่นกัน แต่ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ระหว่างที่ร่างของพวกเขากำลังจางหายไปพวกเขาทุกคนยังคงมีความรู้สึกนึกคิดอยู่ พวกเขาต้องทนมองร่างตัวเองค่อย ๆหายไปต่อหน้าต่อตา และไม่สามารถหยุดยั้งมันได้ ความน่าหวาดกลัวนี้ยากที่จะเปรียบก่อนตายพวกเขาทุกคนราวกับถูกดึงตกนรก มันเป็นความทรมานที่แสนเจ็บปวด
“ไม่นะ!”
หนึ่งในนั้นครางออกมาเบา ๆเขามองร่างตัวเองที่แตกสลายและหายไปครึ่งหนึ่ง ขณะนี้เองเหมือนเขาเห็นอวัยวะภายในของตัวเองร่วงลงพื้น แล้วยังเห็นหัวใจที่กำลังเต้นร่วงลงมาด้วย
หัวหน้านักฆ่ารู้สึกได้ถึงความสิ้นหวังเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะมีพลังที่มหาศาลถึงขนาดนี้
“เจ้า...เจ้าเป็นใครกันแน่?!”
เขามองไปยังอันเจิงพร้อมกับคำรามซึ่งมันเป็นการคำรามครั้งสุดท้ายก่อนตาย
อันเจิงกลับเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งกว่าเดิมเดิมทีเส้นผมของเขาชี้ขึ้นฟ้า แต่ตอนนี้เส้นผมเหล่านั้นเริ่มหล่นลงแล้วความเย็นยะเยือกและความน่ากลัวในแววตาก็ค่อย ๆ จางหายไป ขณะนี้ ร่างของเขาเต็มไปด้วยรอยแผลและเลือดส่วนใบหน้าก็ขาวซีดราวกับคนใกล้ตาย แต่ตอนนี้เขากลับเหมือนผู้พิพากษามากที่สุด...ใช่แล้วหัวหน้านักฆ่านึกถึงความผิดที่ตัวเองเคยกระทำและอันเจิงก็เหมือนดั่งผู้พิพากษาชีวิตเขา
ในขณะนี้เอง ไม่รู้ว่าเพราะอะไรในสมองของหัวหน้านักฆ่าจึงนึกถึงแต่ความชั่วที่ตัวเองเคยทำมาตลอดชีวิต ความชั่วที่ตัวเขาคิดเสมอว่าเป็นเรื่องเล็กตอนนี้มันราวกับเป็นปีศาจที่อยู่ในสมองของเขา ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ทุกครั้งที่เขาระลึกขึ้นมา ในสมองก็เหมือนมีปีศาจเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตัว ปีศาจเหล่านี้ส่งความผิดที่เขาเคยทำทั้งหมดมาให้เขาแบกรับไว้
“หา...!”
หลังจากที่สมองของหัวหน้านักฆ่าคิดถึงเรื่องเหล่านี้เขาก็อุทานออกมา ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงต้านทานพลังของอันเจิงไม่ได้นั่นเพราะตัวเขากำลังรับโทษกับความผิดที่เคยก่อไว้นี่เอง
เขาตายไปด้วยความรู้สึกเสียดายพลังแห่งความชั่วที่เขาสะสมมาตลอดชีวิต ทำให้เขาเลือกที่จะดึงคนอื่นให้ตายไปพร้อมกัน
“ต่อให้ต้องตายข้าก็จะลากพวกเจ้าไปด้วย!”
หัวหน้านักฆ่าคำรามออกมา แล้วเค้นพลังทั้งหมดออกจากทะเลปราณมาไว้ที่มือทั้งสองข้างจากนั้นเขาก็ปล่อยหมัดออกไปทางด้านอันเจิงพลังที่ออกมาจากมือทั้งสองของเขาไม่ต่างไปจากมารที่ชั่วร้าย
“ความกลัวของคนที่ทำชั่วมาตลอดชีวิตเจ้าแพ้แล้ว”
ทันใดนั้นหมัดของอันเจิงก็ราวกับเปล่งประกายพลังแห่งแสงสว่าง หมัดนั้นเปลี่ยนเป็นดวงอาทิตย์แสงสว่างนั้นไม่ใช่แสงที่ทุกคนจะรับได้มันคือแสงสว่างที่ไม่ว่าสิ่งชั่วร้ายแบบไหนก็ไม่อาจต้านทาน หมัดของอันเจิงเป็นตัวแทนของแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ที่ทำลายล้างความชั่วร้ายดำมืดให้จางหายไป
ดวงอาทิตย์ปะทะกับมารร้าย
มารร้ายกลายเป็นฝุ่นควันและร่างของหัวหน้านักฆ่าก็สลายไป
ด้านหน้าของอันเจิงตอนนี้กลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าเพียงแค่หมัดเดียว ผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตสุมารุกว่าสิบคน รวมถึงผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตกิเลสมารสลายหายไปในพริบตา
นี่ก็คือเส้นทางของอันเจิงและเป็นพลังที่เหมาะสำหรับอันเจิงอย่างแท้จริง
หลังหมัดนี้ถูกปล่อยออกไปร่างอันเจิงก็ราวกับสูญเสียพลังไปทั้งหมด เขารู้สึกว่าขาทั้งสองข้างของตัวเองหมดแรงทันทีจากนั้นก็ล้มลงไปกองกับพื้นอย่างไม่อาจควบคุมได้ เขาใช้มือข้างหนึ่งยันบนพื้นดวงตาทั้งสองก็กลับมาชัดเจนอีกครั้ง...เขาหลุดออกจากโลกที่สว่างไสวและกลับเข้าสู่โลกแห่งความจริง