ก่อนจากไปจ้าวจือชิงมอบหมายภารกิจอย่างหนึ่งให้กับอันอีนี่ถือว่าเป็นการใช้งานหน่วยชื่อเซียวอย่างเป็นทางการ หลายปีมานี้ วันนี้ก็มาถึง! สิ่งที่ต้องคืนสิ่งที่ควรชดใช้! จะไม่ขาดตกแม้แต่อย่างเดียว!
เรื่องที่เขาจะทำโทษสถานเบาคือตายโดยไร้ที่ฝัง โทษสถานหนักคือประหารเก้าชั่วโคตร ก่อนที่เขาจะลงมือเขาต้องช่วยชีเหนียงกำจัดภัยร้ายทั้งหมด มีเพียงเช่นนี้เขาจึงจะเดินหน้าต่อได้อย่างสบายใจ
เห็นได้ชัดว่าตอนนี้จิ่งเฉินเข้าตาเฝิงเจิ้งชูแล้วหลายวันมานี้เวลาในการสอนหนังสือให้จิ่งเฉินก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆในขณะที่เรื่องตามตอแยให้สอนตกปลากลับลดน้อยลง เห็นได้ชัดว่าคงเริ่มคิดอยากรับจิ่งเฉินเป็นศิษย์ในสำนักแต่ได้ยินเสี่ยวเอ้อร์บอกว่า หลายปีก่อนเพราะถูกหักหลังจากลูกศิษย์ ด้วยความเจ็บปวดจึงตัดสินใจไม่รับศิษย์อีกต่อไป
คนอย่างเฝิงเจิ้งชูนั้นเถรตรงเกินไปแม้จะโกรธแทบตาย แต่ก็ไม่ยอมบอกชื่อลูกศิษย์ที่ทรยศออกมา คงเพราะคำนึงถึงอนาคตของคนผู้นั้นเพราะหากคนผู้นี้ถูกเปิดโปง อย่าว่าแต่เรื่องทรยศอาจารย์เลย แต่การท้าทายผู้เป็นหัวหน้าสำนักอย่างท่านราชครูในองค์รัชทายาทก็เพียงพอที่จะทำให้ให้ชีวิตของคนคนนั้นจบสิ้นได้แล้ว
จ้าวจือชิงแกล้งทำเป็นไม่สังเกตเห็นแผนการของยายเฒ่าลั่วตอนนี้หลิงชางไห่ยังอยู่ที่นี่ เขาจึงไม่สะดวกที่จะสอบสวนแม้จะเห็นว่าหลิงชางไห่เชื่อคำพูดของเขา แต่ไม่แน่ว่าอาจจะคอยสืบอย่างลับๆก็เป็นได้ สำหรับเรื่องของชีเหนียงแล้ว หลิงชางไห่ก็ให้ความใส่ใจไม่แพ้เขาเลย
เพียงแต่เขาไม่คิดอยากให้อีกฝ่ายรู้มากเกินไปคนผู้นี้ไม่มีกำแพงระหว่างชีเหนียง สิ่งที่เขารู้ ชีเหนียงก็ต้องรู้ในเร็ววันแน่ จ้าวจือชิงยังไม่อยากให้ชีเหนียงรู้เรื่องน่ารำคาญใจเช่นนี้เขาหวังเพียงให้นางได้ใช้ชีวิตสงบสุขไร้กังวลก็พอ
ด้านจ้าวจือชิงกำลังคิดวางแผนส่วนด้านเฝิงเจิ้งชูกลับตกอยู่ท่ามกลางความลำบากใจ
พรสวรรค์ของลั่วจิ่งเฉินนั้นหาได้ยากยิ่งเพียงแค่ไม่กี่คำพูด อีกฝ่ายก็สามารถแตกฉานจนโต้ตอบได้ แม้อายุยังน้อยแต่ใจกลับเปิดกว้างคงพราะเผชิญกับความลำบากที่เหนือกว่าคนช่วงวัยเดียวกัน จึงยิ่งแข็งแกร่ง สิ่งนี้ทำให้เฝิงเจิ้งชูรู้สึกชื่นชมเป็นอย่างมากยิ่งตอนนี้พอได้รู้ว่าลั่วจิ่งเฉินสอบผ่านซิ่วฉายตั้งแต่วัยสิบปี อีกทั้งยังสอบได้อันดับหนึ่งในการสอบครั้งที่แล้วการสอบระดับมณฑลครั้งนี้ เขาก็ตามไปโรงเตี๊ยมด้วย ได้พบเจอบัณฑิตอยู่บ้างแต่คนเหล่านี้ไม่มีผู้ใดเทียบเคียงลั่วจิ่งเฉินได้แม้แต่คนเดียว
หากลั่วจิ่งเฉินเดินต่อไปเช่นนี้เรื่อยๆเป็นไปได้ว่าอาจจะสามารถทำเรื่องที่ตนทำไม่สำเร็จในอดีตให้สำเร็จก็เป็นได้ ใช่แล้วในอดีตเฝิงเจิ้งชูมากด้วยความสามารถ อีกทั้งยังรูปโฉมทัดเทียมกับพานอัน [1] ในตอนที่สอบเข้าราชสำนักทั้งที่เขามีความสามารถเป็นจอหงวนได้ แต่เพียงเพราะรูปโฉมของเขาที่งามเกินไป ทำให้แพ้ผู้เข้าสอบที่หน้าตาแสนธรรมดาสองคนกลายเป็นเพียงอันดับสองตำแหน่ง ‘ทั่นฮัว’
ส่งผลให้ความฝันที่จะสอบติดอันดับหนึ่งสามครั้งต่อเนื่องของตนเองต้องดับสลายแน่นอนว่าเขาก่นด่าอดีตฮ่องเต้ในใจไม่น้อย เพียงแต่อดีตฮ่องเต้เป็นคนเช่นนี้แล้วเขาจะทำอะไรได้? แม้สายฟ้าฟาดหรือฝนกระหน่ำก็ถือเป็นบุญคุณของจักรพรรดิ!
ถึงเวลาเขาจะให้ลั่วจิ่งเฉินแต่งตัวขี้เหร่สักหน่อยจะได้ไม่เดินซ้ำรอยตนเอง
ในช่วงนี้ลั่วจิ่งเฉินได้รับการพร่ำสอนจากเฝิงเจิ้งชูย่อมรู้สึกว่าได้ประโยชน์มากมาย ทำให้จิ่งเฉินรู้สึกสงสัยในตัวตนของเฝิงเจิ้งชูขึ้นมาเมื่อเฝิงเจิ้งชูถูกหยั่งเชิงถามถึงสถานะของตนทีไร ก็มักจะพยายามบ่ายเบี่ยงเปลี่ยนหัวข้อทันที
ทำให้ลั่วจิ่งเฉินเข้าใจว่าเฝิงเจิ้งชูไม่ต้องการให้ผู้ใดทราบถึงสถานะที่แท้จริงของเขาจึงไม่ได้พยายามที่จะตอแยใดๆคนอย่างเขาก็คงเหมือนกับท่านปู่หลิงชางไห่ตอนนั้น ล้วนเป็นคนเก่งกาจ แต่อาจจะด้วยสถานะนำพามาซึ่งความไม่สะดวกหลายอย่างจึงตัดสินใจปิดบัง
ลั่วจิ่งเฉินไม่ได้รั้นที่ต้องการจะรู้ว่าเหตุใดเฝิงเจิ้งชูต้องทำเช่นนี้? ทั้งอีกฝ่ายก็ยังไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดจากตนกลับกันคือเป็นเขาเสียอีกที่ได้ผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียว แม้ว่าท่านลุงเฝิงจะไม่ยอมรับว่าสิ่งที่ทำอยู่คือการชี้แนะแต่บุญคุณในครั้งนี้ เขาได้จดจำไว้ในใจแล้ว
เนื่องจากท่าทีของลั่วจิ่งเฉินที่เปลี่ยนไปทำให้ลั่วจิ่งซีเองก็ปฏิบัติต่อเฝิงเจิ้งชูดีขึ้นไม่น้อย แม้คำพูดคำจาจะยังดูสบายๆเหมือนเคยแต่กลับไม่มีความหยาบคายหรือการกลั่นแกล้งเหมือนแต่ก่อนนี่ทำให้เฝิงเจิ้งชูถึงกับทอดถอนใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์แท้จริงแล้วเรียบง่ายเช่นนี้ แก้ไขความเข้าใจผิดและเอาใจเขามาใส่ใจเรา
สิ่งเดียวที่ทำให้เขาไม่ชอบใจคงเป็นเรื่องที่ฝีมือการตกปลาของตนเองที่ยังคงเหมือนเดิมทุกประการจะว่าไปแล้วก็แปลก ขอเพียงลั่วจิ่งเฉินอยู่ข้างกายเขาบางครั้งเขาก็ยังตกปลาตัวเล็กได้บ้าง แต่หากลั่วจิ่งเฉินไม่อยู่เขาไม่เคยตกปลาได้แม้แต่ตัวเดียว
จ้าวจือชิงจึงกล่าวขึ้นมาเล่นๆ “ดูแล้วจิ่งเฉินของเราคงเป็นดาวนำโชคของท่านดาวนำโชคแบบนี้ ท่านไม่คิดเก็บไว้กับตัว ยังรออะไรอีก?”
“ข้าจะเก็บอย่างไร?” เฝิงเจิ้งชูรู้สึกว่าจ้าวจือชิงพูดอย่างมีนัยแฝงแต่ดูจากสายตาจริงใจก็พลันรู้สึกว่าตนคิดมากไปเอง แต่เมื่อได้ยินคำพูดนี้ซ้ำๆ ทำให้อดเก็บไปคิดไม่ได้ดังนั้นครั้งนี้เขาจึงถามกลับไปตามตรง
“เจ้าพูดมาสิว่าจะให้ข้าเก็บเขาไว้อย่างไร? บ้านข้าไม่มีลูกหลานหรือสตรีวัยเหมาะแก่การออกเรือนข้อสอง ข้าก็ไม่ได้ขาดแคลนลูกหลานเลี้ยงดูยามแก่เฒ่า ส่วนข้อสาม เจ้าเด็กนี่ เจ้าคิดว่าเขาจะเชื่อฟังคำที่ข้าบอกเช่นนั้นหรือ?” เฝิงเจิ้งชูพูดประชดประชันช่วงที่ผ่านมาเขาเองก็เห็นชัดเจนว่า ลั่วจิ่งเฉินที่อ่อนโยนสุภาพดุจหยกมีมารยาทกับทุกคน แต่มีเพียงกับจ้าวจือชิงเท่านั้น ที่เขาไม่ยอมอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
ต่อมาเขาถึงงัดลูกไม้แอบถามจากลั่วจิ่งซีจึงรู้ว่าเจ้าหนุ่มจ้าวจือชิงนั้นคิดไม่ซื่อกับแม่ของสองพี่น้องสกุลลั่วกระทั่งทำเรื่องหนังสือสมรสปลอมออกมา
นับตั้งแต่นั้นสายตาที่เขามองจ้าวจือชิงก็เปี่ยมด้วยความนัยบางอย่างมารดาของลั่วจิ่งเฉินเขาเคยเห็นมาก่อน รูปโฉมงดงามและเอวบางอรชร อ่อนโยนเด็ดเดี่ยวดูจากลูกชายที่ได้รับการสั่งสอนอย่างลั่วจิ่งเฉินและลั่วจิ่งซีก็รู้ได้ว่าสตรีผู้นี้คือสตรีแสนดีที่หาได้ยากยิ่ง หากจะจับคู่กับจ้าวจือชิงเขารู้สึกว่าเสียของอย่างมาก!
จ้าวจือชิงไม่รู้เลยว่าเจ้าตัวแสบลั่วจิ่งซีบอกเรื่องนี้กับเฝิงเจิ้งชูดังนั้นจึงไม่รู้ว่าเหตุใดเฝิงเจิ้งชูจึงมองเขาด้วยสายตาที่เหมือนมองโจรบ้าตัณหาทั้งขยะแขยงและตัดสินเขาไปแล้ว
จ้าวจือชิงคิดไม่ถึงว่าแค่คำพูดเดียวของตนจะทำให้อีกฝ่ายโมโหเพียงนี้ “เจ้ากินยาผิดหรือข้าก็แค่พูดไปแบบนั้น อีกอย่าง บ้านท่านไม่มีสตรีที่เหมาะสม แล้วเกี่ยวอะไรกับเราเรื่องงานแต่งของจิ่งเฉินไม่ได้ขึ้นอยู่กับท่านสักหน่อย”
“เหอะ! พูดอย่างกับว่าขึ้นอยู่กับเจ้าอย่างไรอย่างนั้น”
จ้าวจือชิงกัดฟันกรอดหากไม่ขึ้นอยู่กับเขา เกรงว่าชาตินี้ก็คงไม่ขึ้นกับผู้ใดแล้วนับตั้งแต่เขาใช้งานหน่วยชื่อเซียว เกรงว่าความเป็นไปได้ที่จะไม่เป็นหัวหน้าคงยากนัก
ขณะที่เฝิงเจิ้งชูทะเลาะกับจ้าวจืงชิงทั้งที่ตนนั้นได้เตรียมคำพูดตอกกลับจ้าวจือชิงเอาไว้เรียบร้อย แต่กลับกลายเป็นว่าจู่ๆคนผู้นี้ก็ไม่มีใจที่จะเถียงกลับขึ้นมา จากนั้นก็นั่งลงแล้วเริ่มแกะสลักหินในมืออย่างเงียบๆ
“ท่านลุงจ้าวท่านลุงจ้าว! พี่ใหญ่! พี่ใหญ่!” ลั่วจิ่งซีวิ่งหน้าตื่นเข้ามาจากข้างนอกด้วยความดีใจในมือถือสาส์นหนึ่งฉบับ “ท่านแม่ส่งสาส์นมาบอกว่าอีกไม่กี่วันจะมาที่นี่!”
จ้าวจือชิงแย่งสาส์นจากในมือจิ่งซีไปลั่วจิ่งเฉินที่ยื่นมือออกไปได้แต่คว้าอากาศ รอจนจ้าวจือชิงอ่านจบสาส์นฉบับนี้ก็ยังตกไม่ถึงมือเขา
“เจ้ามองอะไรชีเหนียงบอกว่าห่วงว่าพวกเจ้าจะกินนอนไม่ดี อีกไม่กี่วันก็จะมา” จ้าวจือชิงบอกข้อความในสาส์นอย่างง่ายๆลั่วจิ่งซีมองจ้าวจือชิงแล้วทำหน้าอมทุกข์
“ท่านลุงจ้าวท่านแม่บอกว่า รอนางมาถึง ท่านต้องกลับไป บอกว่าจะให้ท่านไปช่วยดูแลเรือนพักผ่อนอันหยางแทนนางท่านไปคุยกับท่านแม่ให้อยู่กับเราสิ หากไม่ได้จริงๆ ข้าจะตามท่านกลับไปด้วย!”
ไม่รู้เพราะเหตุใดลั่วจิ่งซีจึงไม่อยากแยกจากจ้าวจือชิง ตอนอยู่กับเขา โดยเฉพาะเวลาที่ได้ฝึกวรยุทธ์ด้วยกันคือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด
“ต้องรอดูว่าแม่เจ้าวางแผนอย่างไร”
จ้าวจือชิงคิดไม่ถึงว่าชีเหนียงจะมาถึงเร็วเช่นนี้เช่นนั้นเรื่องของยายเฒ่าลั่วคงปล่อยไว้นานกว่านี้ไม่ได้แล้วจำต้องจัดการให้จบก่อนที่ชีเหนียงจะมา มิเช่นนั้น จากสติปัญญาเป็นเลิศของชีเหนียง เกรงว่าหาข้ออ้างไม่ได้ง่ายๆแน่
-----
[1] พานอัน 潘安 หนึ่งในสี่หนุ่มรูปงามที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติจีน เกิดในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันตก เป็นนักปราชญ์และนักกวีที่มีชื่อเสียง