โม่อวี้เฉินเข้าใจความตั้งใจของรุ่ยอ๋องจึงพยักหน้า สถานการณ์วุ่นวายอยู่แล้ว จะวุ่นวายเพิ่มอีกหน่อยก็ไม่เป็นไร
“ฝ่าบาท ขอฝ่าบาทโปรดให้ความเป็นธรรมแก่กระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ในเวลานั้น บุรุษเบื้องล่างก็คุกเข่าลง
ฮ่องเต้แทบอยากจะสังหารบุรุษผู้นั้นเสียบัดเดี๋ยวนั้นจึงตวัดสายตาไปมองอย่างดุดัน
“ฝ่าบาท กระหม่อมรู้ดีว่าตนเองสมควรตายพ่ะย่ะค่ะแต่ปกติแล้วกระหม่อมไม่สามารถเข้าสู่จวนราชครูได้มีเพียงวันนี้เท่านั้นที่กระหม่อมสามารถมาขอความเป็นธรรม” บุรุษหนุ่มที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างเป็นบุรุษที่ยังเยาว์วัยทว่ารูปลักษณ์กลับดูธรรมดาไร้สง่า อีกทั้งจากการแต่งกายดูแล้วไม่น่าจะเป็นบุตรหลานของเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางชั้นสูงคนเช่นนี้ย่อมยากที่จะเข้าสู่จวนราชครูอันสูงส่งได้
แต่วันนี้สถานการณ์พิเศษอีกทั้งเพิ่งเกิดความวุ่นวายขึ้น จึงเป็นโอกาสให้เขาได้เข้ามา
ฮ่องเต้ฉินรู้สึกว่าจวนตระกูลกู้นั้นช่างวุ่นวายนักงานเลี้ยงฉลองวันเกิดกลับกลายเป็นความปั่นป่วนวุ่นวายเขารู้สึกเสียใจที่มาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้เดิมทีเพียงต้องการให้กู้หยวนเจี๋ยได้รับเกียรติและมีหน้ามีตาช่างเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง
บัดนี้เรื่องราวเหล่านี้ได้เกิดขึ้นตรงหน้าสร้างความขุ่นเคืองเป็นอย่างมาก เขาตั้งใจจะออกจากวังเพื่อหาความสงบแต่กลับต้องมาพัวพันกับเรื่องยุ่งยากมากมาย
แต่ฮองเฮากลับขมวดคิ้วและเอ่ยออกมาเบาๆ “เจ้าคือ...”
นางทรงรู้สึกว่าบุรุษหนุ่มที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างนั้นคุ้นตาแต่ชั่วขณะหนึ่งก็ทรงนึกไม่ออกว่าเคยพบเห็นที่ใด
“เจ้ารู้จักเขาหรือ?” ฮ่องเต้จึงทรงปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
ใบหน้าของกู้ตงหลิงที่กำลังสะอึกสะอื้นอยู่พลันซีดเผือดลมหายใจสะดุดลง นางถึงกับเป็นลมหมดสติไปในทันที
กู้ชิงเฉิงมองเห็นชัดเจนใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม “นี่คือกลอุบายที่กู้ตงหลิงใช้ประจำ”
นางแค่นเสียงเย็นชา“คิดหรือว่าพอเป็นลมหมดสติไปเรื่องราวเหล่านี้จะทำให้เรื่องนี้ผ่านไปได้?”
นางเตรียมการมานานแสนนานวันนี้แหละที่นางจะเห็นกู้ตงหลิงต้องเสียชื่อเสียงป่นปี้ แล้วจากนั้นก็จะค่อยๆทวงคืนทุกสิ่งที่นางติดค้างกับร่างเดิมและจะทวงคืนความอัปยศที่นางได้ก่อไว้กับร่างเดิม ให้กลับคืนไปเป็นทบเท่าทวีคูณ
ใช่แล้วจะเร่งร้อนไม่ได้... ต้องค่อยๆ ทำไป ถ้าสังหารนางในคราเดียว ก็จะหมดสนุกเสียแล้วต้องให้นางได้รู้รสชาติแห่งความสิ้นหวัง และความเจ็บปวดที่ยิ่งกว่าตายเสียอีก!
“ท่านพี่” กู้ชิงเฉิงลุกขึ้นยืนในทันทีนางเดินอ้อมโต๊ะตรงหน้ามาหยุดที่ข้างกายกู้ตงหลิงพลางเอ่ยว่า “พี่สาว ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?” ท่าทางนั้นดูราวกับว่ามีความสัมพันธ์อันดีกับกู้ตงหลิง
ถังเชี่ยวพลันร้อนรนตวาดลั่น“ถอยห่างจากหลิงเอ๋อร์ซะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทำให้กู้ชิงเฉิงชะงักไปเล็กน้อย มองนางอย่างไม่อยากเชื่อ“ท่านแม่ ข้าเพียงต้องการไปดูอาการพี่สาวเท่านั้น” ท่าทางนั้นดูราวกับเกรงกลัวถังเชี่ยวเป็นอย่างมาก
ถังเชี่ยวได้รับบาดเจ็บและเจ็บปวดแสนสาหัสอีกทั้งสถานการณ์ของกู้ตงหลิงก็ไม่ค่อยสู้ดีนักทำให้นางร้อนใจจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้ในชั่วขณะนั้น
ในสายตาของคนนอกถังเชี่ยวผู้เป็นมารดาที่ดูดุร้ายยิ่งนักส่วนกู้ชิงเฉิงผู้เป็นพระชายาก็ดูราวกับลูกแกะน้อยเมื่อนึกถึงข่าวลือที่ว่ากู้ชิงเฉิงหยิ่งผยอง เอาแต่ใจไร้เหตุผล ก็พลันสลายไปสิ้นเห็นได้ชัดว่าถังเชี่ยวต่างหากที่เป็นผู้บงการทุกสิ่ง
“ท่านพี่...เพิ่งบอกว่ารู้สึกไม่สบาย จำเป็นต้องให้หมอตรวจดูอาการ” กู้ชิงเฉิงเอ่ยเสียงแผ่วเบาไร้ซึ่งความเยือกเย็นสงบดังเช่นเมื่อครั้งเผชิญหน้ากับกู้หยวนเจี๋ยราวกับว่าเกรงกลัวถังเชี่ยวเป็นอย่างมาก ท่าทางที่แสดงออกมานั้นชัดเจนเกินไปนัก
“ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเช่นนั้น” ถังเชี่ยวกล่าวด้วยความแค้นเคือง“เจ้าทำร้ายนางยังไม่พออีกหรือ?” ท่าทางนั้นราวกับอยากจะฉีกกระชากกู้ชิงเฉิงเป็นชิ้นๆ
จวนตระกูลกู้ในสองวันนี้เกิดเรื่องราวไม่ราบรื่นนักก็เพราะกู้ชิงเฉิงกลับมา
“ฮูหยิน ระวังกิริยาด้วย” โม่อวี้เฉินเอ่ยอย่างเย็นชา“ลำดับแรกคือความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าเหนือหัวกับขุนนางลำดับถัดมาคือความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร บัดนี้ชิงเฉิงเป็นถึงพระชายาแล้ว”ตำแหน่งนี้เมื่อกล่าวออกมา ก็สามารถบดขยี้ผู้คนได้
ทันทีที่กล่าวจบสีหน้าของถังเชี่ยวก็ยิ่งดูไม่ดี ริมฝีปากสั่นระริก ความโกรธแค้นปะทุขึ้นในใจแต่ก็จำต้องสะกดกลั้นเอาไว้ นางกลัวว่าจะปิดปากผู้คนไว้ไม่ได้อีกทั้งฮ่องเต้และฮองเฮาก็ยังประทับอยู่ด้วย
นางจึงจำต้องแสดงบทบาทของมารดาผู้ใจดีต่อไปแล้วจึงเฝ้ามองดู กู้ชิงเฉิงบีบนวดจุดเริ่นจงของกู้ตงหลิงอย่างแรง
ในเสี้ยววินาทีต่อมากู้ตงหลิงก็เจ็บปวดทนไม่ไหว จึงจำต้องตื่นขึ้นมา นางจ้องมองกู้ชิงเฉิงอย่างอาฆาตราวกับอยากจะฉีกนางเป็นชิ้นๆ ให้สาสมใจ
"ท่านพี่ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ ยังมีที่ใดไม่สบายอีกหรือไม่? ท่านแม่ไม่สบายงานเลี้ยงวันเกิดนี้ยังต้องให้ท่านพี่เป็นผู้จัดการนะเจ้าคะ อย่าได้ล้มป่วยเชียว"
กู้ชิงเฉิงเผยรอยยิ้มในดวงตาพลางลดเสียงลง "การแสร้งเป็นลมไม่อาจแก้ปัญหาใดได้หรอกนะเจ้าคะ"
"กู้ชิงเฉิง นี่ทั้งหมดเป็นแผนการของเจ้าใช่หรือไม่?" กู้ตงหลิงกัดฟันพูด
"ท่านพี่พูดอันใดหรือเจ้าคะ? ข้าไม่เข้าใจ"กู้ชิงเฉิงยืนขึ้นแล้วเดินกลับไปยังที่นั่งของตนอย่างสง่างามนางมาพร้อมกับความสูงศักดิ์จนผู้คนไม่อาจละสายตาได้
ยามนี้ผู้คนจึงรู้สึกว่าคนโง่แห่งตระกูลกู้ผู้นี้ ดูเหมือนจะแตกต่างไปจากเดิมเสียแล้วเพียงแต่การกระทำและคำพูดของนาง ไม่อาจมองเห็นความแตกต่างใด
กู้ตงหลิงกำมือแน่นในแขนเสื้ออันกว้างใหญ่ด้วยความเกลียดชังเล็บอันยาวเฟื้อยบาดฝ่ามือของนางจนเลือดซิบความเจ็บปวดนี้ทำให้นางรู้สึกตัวขึ้นมาบ้าง นางจึงพยายามทำใจให้สงบลงและคิดหาทางรับมือ
คนจากแคว้นหลินเพียงผู้เดียวนางก็แทบจะคลุ้มคลั่งแล้วยังจะมีอีกคนหนึ่งตามมาอีก ก่อนหน้านี้นางได้ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อตามล่าสังหารคนพวกนี้ แต่พวกเขากลับหลบหนีไปได้ทั้งหมดช่างน่าตายนัก ซ้ำยังพากันปรากฏตัวขึ้นในวันนี้ทั้งหมดอีก
พวกเขามาอย่างกะทันหันเกินไปทำให้นางตั้งตัวแทบไม่ทัน อีกทั้งยังไม่อาจรับมือได้เลย
"เจ้าไม่ต้องกังวลไป วันนี้ฝ่าบาทประทับอยู่ที่นี้ย่อมให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าเป็นแน่" รุ่ยอ๋องแทรกขึ้นทันทีพลางกล่าวหนุนหลังบุรุษผู้นั้น
บุรุษซึ่งกำลังประหม่าเมื่อได้ยินรุ่ยอ๋องพูด ก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วคุกเข่าตัวตรงตรงนั้น"ฝ่าบาท กระหม่อมเคยเป็นองค์รักษ์ในวังเมื่อหกปีก่อน...กระหม่อมได้พบกับคุณหนูใหญ่ตระกูลกู้ในวังนางไม่สนใจการคัดค้านของกระหม่อม และกระทำกับกระหม่อม..."
มาถึงตรงนี้เขาก็ไม่อาจกล่าวต่อได้อีก ใบหน้าของเขามีทั้งสีเขียวและแดงสลับกันไปมาดูน่าเกลียดยิ่งนัก เขากำหมัดแน่น ดวงตาแดงก่ำพลางจ้องมองกู้ตงหลิงด้วยความเคียดแค้น
ทั่วทั้งงานเลี้ยงเกิดความโกลาหลขึ้นทันทีนี่เป็นข่าวที่น่าตกใจยิ่งนัก แม้บุรุษผู้นั้นจะไม่ได้กล่าวออกมาอย่างชัดเจนแต่ทุกคนก็สามารถจินตนาการได้ พวกเขาสามารถคาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น
กู้ชิงเฉิงก็ยิ้มออกมาเช่นกันเรื่องเช่นนี้ น่าจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ หากไร้ซึ่งการชี้แนะของรุ่ยอ๋องบุรุษผู้นี้ก็คงไม่อาจพบตัวกู้ตงหลิงได้ตลอดชีวิตคงจะต้องปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม
แต่กู้ชิงเฉิงนั้นเคยอ่านนิยายเล่มนี้มาก่อนในท้ายที่สุดนางเอกผู้เก่งกาจก็ขุดคุ้ยความลับดำมืดของกู้ตงหลิงออกมาได้นางจึงสามารถตามรอยไปได้ง่ายดายยิ่งนัก
ส่วนผู้ที่มาร่วมงานเลี้ยงวันเกิดก็ต่างพากันสนใจเรื่องราวเหล่านี้กันอย่างต่อเนื่องและรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย ทุกคนต่างพากันยื่นคอรอฟังเรื่องราวที่จะตามมา
"เจ้าพูดเหลวไหล!" กู้ตงหลิงตะโกนเสียงดัง"เจ้าเป็นอะไรกันแน่?"
ร่างกายของนางสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ด้วยความเร่งรีบ และด้วยเสียงกระซิบกระซาบของผู้คนนางคิดว่าเรื่องที่ไม่มีทางเกิดขึ้นในชีวิตนี้ จะถูกเปิดเผยในวันนี้และยังเป็นการเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชนอีกด้วย นางรู้สึกราวกับว่านางกำลังจะบ้า
นางจะต้องแต่งงานกับโม่อวี้เฉินและจะต้องไม่มีมลทินแม้แต่น้อย มลทินเช่นนี้จะสามารถเป็นพระชายาได้อย่างไร?หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกไฟเผาทำให้ทั้งร่างของนางรู้สึกทรมานยิ่งนัก
นางหันไปมองโม่อวี้เฉินโดยสัญชาตญาณแต่ไม่คาดคิดว่า โม่อวี้เฉินกลับไม่มองนางเลย ราวกับว่านางไม่มีตัวตนเขาเพียงแค่ดูแลกู้จิ่งเซวียนอย่างเอาใจใส่
ในเวลานี้กู้จิ่งเซวียนดูเหมือนจะไม่รู้ว่าผู้ใหญ่กำลังทำอะไรอยู่ บางทีก็อยากได้ลูกกวาดบางทีก็อยากได้องุ่น... ทำให้โม่อวี้เฉินยุ่ง แต่ก็มีความสุข
เขาไม่เพียงแต่ยุ่งอยู่กับการตักอาหารให้กู้จิ่งเซวียนและปลอบโยนเขาเท่านั้นแต่ก็ไม่ลืมที่จะหาอาหารให้กู้ชิงเฉิงด้วย
ในสายตาของกู้ตงหลิงสิ่งนี้เจ็บปวดยิ่งกว่าถูกมีดแทงเสียอีก
นางไม่อาจยอมรับได้ในยามนี้นางก็ได้รับความกระตุ้นอย่างแรงเช่นกัน จึงตะโกนเสียงดังว่า"เป็นกู้ชิงเฉิงติดสินบนเจ้า ให้มาใส่ร้ายข้าใช่หรือไม่?ต้องเป็นเช่นนั้นแน่! เจ้าตายไปแล้ว ตายไปแล้ว..." คำพูดของนางสับสนวกวน ไม่สนใจสิ่งใดอีกแล้ว ในชั่วขณะนั้นบริเวณรอบข้างก็เงียบสงัดลง
ผู้คนต่างพากันอยากถอยห่างจากกู้ตงหลิงโดยสัญชาตญาณ