อาหารเย็นวันนี้บ้านครอบครัวเว่ยและบ้านป้าใหญ่หลิงเหมยต่างก็กินข้าวกันอย่างมีความสุขกันทุกคน ส่วนที่บ้านตระกูลหลิงนั้นทุกคนในครอบครัวพี่ใหญ่หลิงเฉิงต่างก็มีความสุขกันถ้วนหน้า
โดยเฉพาะเมื่อสะใภ้ใหญ่จางกลับมาถึงบ้านและรู้ว่าหลานชายจากบ้านน้องสะใภ้เอากระต่ายและไก่ป่ามาให้ครอบครัวหลิง นางจึงสั่งให้น้องสะใภ้อู๋ และลูกสะใภ้ทั้งสองคนไปทำอาหารสำหรับเย็นนี้ ถึงแม้จะบอกว่าทำสามคน แต่เอาเข้าจริงลูกสะใภ้ใหญ่คนโปรดของนางจางก็เพียงแค่แกล้งหยิบจับเล็ก ๆ น้อยพอเป็นพิธี จากนั้นก็แกล้งอู้งานรอให้อาสะใภ้เล็กกับน้องสะใภ้ของตัวเองทำทุกอย่างเสร็จแล้วก็รับหน้าที่ตักอาหารจานเนื้อตามที่แม่สามีสั่งและยกออกไปเสิร์ฟทุกคนที่โต๊ะกินข้าว
“ อาสะใภ้เล็กทำเสร็จแล้ว ที่เหลือเดี๋ยวฉันกับน้องสะใภ้ป๋ายจะจัดการเองค่ะ แต่ฝากอาสะใภ้ช่วยยกจานผัดผักกับหมั่นโถวเข้าไปก่อนด้วยนะคะ อ้อ หมั่นโถวฟักทองสามอันนั้นวางไว้ตรงหน้าย่าสามีแล้วก็พ่อกับแม่สามีฉันนะคะ ตุ๋นกระต่ายนี่ก็เหมือนกัน บ้านเว่ยให้มาเพียงถ้วยเดียวคงจะไม่พอแบ่งให้ส่วนของบ้านอาสี่ อาสะใภ้คงเข้าใจนะว่าไม่ใช่ฉันไม่อยากแบ่งให้ทุกคนได้กินเหมือน ๆ กัน แต่คนให้ก็ให้มาเพียงแค่นี้ทั้งทั้งที่รู้ว่าบ้านเราคนเยอะขนาดไหนก็ยังแบ่งมาให้เพียงแค่ถ้วยเดียวมันจะไปพอกินกันได้ยังไงกัน ”
“ เธอไม่ต้องพูดมากหรอกฉันเข้าใจดี บ้านเว่ยตั้งใจแบ่งมาให้แม่สามีกินบำรุงร่างกายฉันรู้ดี ถึงตุ๋นกระต่ายจะมีแค่ถ้วยเดียวแต่อาหารอย่างอื่นก็ยังมีอีกเยอะเพราะอี้หานเอากระต่ายกับไก่ป่ามาให้บ้านนี้อีกตั้งสองตัว เธอจะมาพูดทำไมว่าพวกเขาให้มาไม่พอกิน กินของของคนอื่นแล้วยังกล้านินทาชาวบ้านเขาอีก แบบนี้เขาเรียกพวกไม่สำนึกบุญคุณ ”
“ นี่อาสะใภ้ด่าฉันเหรอ ”
“ ฉันพูดเมื่อไหร่ว่าฉันด่าเธอ ฉันได้เอ่ยถึงชื่อของเธอขึ้นมาสักคำรึยังก็เปล่า ถ้าตัวเองไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันพูดก็อย่าร้อนตัวสิ ใครจะไปว่าอะไรเธอได้ละ ถ้าเธอไม่ได้เป็นแบบที่ฉันว่า หึ! ”
ป๋ายหนิงเห็นพี่สะใภ้กำลังจะทะเลาะกับอาสะใภ้เล็ก เธอก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดีเพราะคนกลางอย่างเธอเองก็วางตัวลำบาก ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ชอบใจที่แม่สามีและพี่สะใภ้ชอบร่วมมือกันเอาเปรียบครอบครัวของอาสี่
แต่เธอเป็นแค่เพียงลูกสะใภ้ที่แต่งเข้ามาจะกล้าไปขัดใจแม่สามีและพี่สะใภ้ที่มีศักดิ์เป็นญาติห่าง ๆ กันจากครอบครัวเดิมของแม่สามีได้อย่างไร
หาไม่แล้วชีวิตของเธอคงไม่สามารถมีวันคืนที่ดีในบ้านตระกูลหลิงนี้ได้อีกต่อไปหากเธอไปทำให้แม่สามีที่แทบจะกุมอำนาจจัดการทุกอย่างภายในบ้านหลิงนี้ไว้ในกำมือไม่พอใจเข้า
“ พี่สะใภ้จาง เราอย่ามามัวทะเลาะกันตอนนี้เลยนะ ทุกคนกำลังรอกินข้าวอยู่ หากพ่อแม่สามีรู้ว่าพวกเรากำลังทะเลาะกันอยู่อาจจะไม่พอใจเอาได้นะ ฉันว่าเรารีบ ๆ ตักอาหารเข้าไปให้ทุกคนกินกันเถอะ เด็ก ๆ ก็คงหิวกันแย่แล้ว”
“ หึ! ถ้าอย่างนั้นเธอก็รีบถือกับข้าวเข้าไปสิ มัวรออะไรอยู่ล่ะ ” จางม่านนีปากพูดกับน้องสะใภ้ แต่สายตากลับจ้องมองอาสะใภ้สี่อย่างท้าทาย สะใภ้ใหญ่จางม่านนีเพราะถือว่าตนเองมีแม่สามีคอยถือหางอยู่จึงไม่เห็นหัวหรือเกรงกลัวผู้เป็นอาสะใภ้เล็กคนนี้เลยสักนิด
เพราะถึงแม้บ้านหลิงจะมีแม่เฒ่าหลิงเป็นผู้อาวุโสของบ้านแต่นางกลับมีตำแหน่งอาวุโสเสียเปล่า หลังจากที่สามีของแม่เฒ่าเสียชีวิตไป เมื่อขาดเสาหลักของชีวิตนางจึงหวังพึ่งพาครอบครัวลูกชายคนโตดูแลตัวเองยามแก่ชรา นางจางอวี้ซุ่ยที่จับจุดอ่อนที่กลัวไม่มีที่พึ่งยามแก่เฒ่าของแม่สามีได้ จากนั้นแม่เฒ่าจึงค่อย ๆ โดนลูกสะใภ้ใหญ่ควบคุมจนไม่มีปากมีเสียงในบ้านอีกต่อไป นั่นจึงเริ่มเป็นที่มาให้นางจางมีอำนาจควบคุมตระกูลหลิงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสามีของนางเองก็เป็นผู้ชายที่รู้จักแต่การทำงานนอกบ้าน เรื่องภายในกลับปล่อยให้คนเป็นเมียดูแลจัดการดูแลทุกอย่างหมด
เว่ยหลิงเฉิงเป็นลูกชายที่ดีแต่เป็นพี่ที่แย่เพราะเขาคิดว่าครอบครัวของตัวเองและแม่ได้กินดีอยู่ดีก็พอแล้ว ส่วนครอบครัวของน้องชายที่โดนภรรยาของตนเอาเปรียบเขาก็ได้แต่หลับหูหลับตาเพราะคร้านที่จะใส่ใจ ในเมื่อทุกคนก็ยังอยู่ดีภรรยาของเขาก็ไม่ได้ปล่อยให้ครอบครัวของน้องชายต้องอดตายสักหน่อย ทุกวันนี้มีใครบ้างที่ได้กินอิ่มท้อง ครอบครัวไหนก็อยู่กันแบบอด ๆ อยาก ๆ กันทั้งนั้น
หากครอบครัวน้องสี่ไม่พอใจก็แค่แยกครอบครัวออกไปอยู่เอง เขาเองก็ยินดีเพราะบ้านหลิงในตอนนี้ก็อยู่กับแบบแออัดจะแย่อยู่แล้วหากครอบครัวของน้องชายแยกออกไปสร้างบ้านอยู่เองบ้านหลังนี้ก็จะได้มีห้องนอนว่างเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งห้องให้ลูก ๆ หลาน ๆ ของเขาได้แบ่งกันอยู่
อาหารทุกอย่างถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะกินข้าว เนื่องจากบ้านหลิงมีสมาชิกมาก จึงต้องแยกออกเป็นสองโต๊ะ คือโต๊ะใหญ่ที่มี แม่เฒ่าหลิงและครอบครัวใหญ่ของหลิงเฉิง
ส่วนโต๊ะเล็กนั้นเป็นของครอบครัวน้องสี่หลิงเฉินเว่ย ที่มีภรรยาอู๋เจินเจิน และลูกชายคนโตหลิงจื้อจง ลูกสาวคนกลางหลิงมู่ตาน และลูกชายคนเล็กหลิงหยวนตง ห้าคนพ่อแม่ลูก
อาหารของพวกเขามีสี่อย่าง คือ หมั่นโถวข้าวโพดเนื้อหยาบ ๆ ผัดผักหนึ่งจาน น้ำแกงวิญญาณไก่ เพราะมีชิ้นเนื้อติดกระดูกเพียงสามสี่ชิ้นเล็ก ๆ นอกนั้นเป็นหัวไชเท้าและกะหล่ำปลีและผักชีโรยหน้า ส่วนจานสุดท้ายเป็นผัดเผ็ดกระดูกกระต่าย
สองสามีภรรยานั่งถอนใจด้วยความเคยชิน แม้ว่าอาหารมื้อนี้จะมีมากกว่าปกติ แต่มันจะแตกต่างอะไรในเมื่อเนื้อแต่ละชิ้นล้วนเป็นเนื้อติดกระดูกที่แทะแทบตายก็แทบจะไม่มีเนื้อหลุดออกมา ซึ่งครอบครัวของพวกเขาชินเสียแล้วกับเหตุการณ์แบบนี้ ในเมื่อนี่เป็นแผนการของแม่สามีและลูกสะใภ้ตัวร้ายสองคนนั่น ที่มื้อไหนพวกเธอทำอาหารที่มีเนื้อสัตว์ ลูกสะใภ้ใหญ่ของนางจางจะเป็นผู้รับหน้าที่ตักอาหารชนิดนั้นเอง และเลือกตักแต่ชิ้นที่เป็นกระดูกให้กับครอบครัวของพวกเขา
“ แม่ครับ ผมอยากกินน่องไก่บ้าง ” หลิงหยวนตงที่เป็นลูกชายคนเล็กกระซิบกับคนเป็นแม่เสียงเบา เพราะกลัวป้าสะใภ้ใหญ่จะได้ยินเข้าและหาเรื่องด่าทะเลาะกับครอบครัวของพวกเขา
“ วันนี้กินแค่นี้ไปก่อนนะ เอาไว้แม่จะให้พ่อขึ้นเขาไปล่าสัตว์แล้วเอามาทำอาหารให้พวกลูกกินนะ ” สะใภ้สี่อู๋พูดปลอบใจลูก ๆ ทั้งสามคนที่นั่งทำหน้าเศร้ามองอาหารบนโต๊ะของตัวเองแล้วเหลือบไปมองที่โต๊ะใหญ่ด้วยความอิจฉา
“ ถึงพ่อไปล่ามาเราก็ได้กินแต่แบบนี้อยู่ดี แล้วจะให้พ่อลำบากไปล่ามาให้คนพวกนั้นกินทำไมกันคะ ” มู่ตานน้อยพูดด้วยความน้อยใจและไม่พอใจ เพราะหลายครั้งที่พ่อของหนูน้อยล่าสัตว์มาได้พวกเขากลับได้กินเพียงชิ้นที่มีเนื้อน้อย ๆ ที่แทะไปก็เจอแต่กระดูกทั้งนั้นซึ่งมันไม่ต่างอะไรกับการไม่ได้กินเลยสักนิดเดียว
“ ชู่ว อย่าพูดแบบนั้นสิลูก ถึงยังไงสัตว์ที่พ่อล่ามาได้ย่าของลูกก็ยังได้มีส่วนแบ่งด้วย ถือว่าพ่อได้แสดงความกตัญญูต่อย่านะ ”
หลิงจื้อจงลูกชายคนโตได้ยินพ่อกับแม่ปลอบพวกเขามาแบบนี้ตั้งแต่เล็กจนโตก็อดไม่ได้ที่จะโพล่งถามคนเป็นพ่อออกไปว่า “ เมื่อไหร่เราจะแยกครอบครัวไปสร้างบ้านอยู่เองกันสักทีครับพ่อ ”
ดวงตาทั้งสองข้างของหลิงเฉิงเว่ยถึงกับแดงก่ำและฉ่ำน้ำขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินที่ลูกชายคนโตถาม
“ ทุกคนกินข้าวกันก่อนนะแล้วพวกเราค่อยมาพูดเรื่องนี้กันทีหลัง ”
ไม่มีเสียงตอบกลับ นอกจากการกินอาหารที่วางอยู่ตรงหน้ากันแบบเงียบ ๆ สองสามีภรรยาใช้ตะเกียบคีบชิ้นเนื้อที่มีอยู่ไม่มากให้กับลูก ๆ ทั้งสามคน เมื่ออู๋เจินเจินกำลังจะคีบเนื้อชิ้นหนึ่งลงไปในถ้วยของลูกชายคนเล็กเธอถึงกับมือสั่นเมื่อได้ยินลูกชายบอกว่า
“ ผมไม่เอาครับ เดี๋ยวกระดูกติดคออีก ผมกลัว ”
“ ตุ๊บ ”
เนื้อที่ถูกคนเป็นแม่คีบอยู่หล่นลงไปในชามอีกครั้งจนน้ำแกงกระเด็นออกมาจากชาม เพราะรู้สึกสะเทือนใจและสงสารลูก ๆ ของตน เธอจะทำอย่างไรดี ทำไมชีวิตนี้ถึงได้ยากลำบากนัก หัวอกคนเป็นแม่อย่างเธอไม่ได้ขออะไรมากแต่เธอเพียงแค่อยากให้ลูก ๆ ได้กินอิ่มนอนหลับแม้ตัวเองจะต้องอดเธอก็พอใจแล้ว แต่เพียงแค่นี้เธอก็ยังทำไม่ได้ นางอู๋ซื่อรู้สึกว่าตนเองช่างเป็นแม่ที่แย่มาก ๆ น้ำตาแห่งความเจ็บช้ำและเสียใจไหลซึมออกมาช้า ๆ
หลังจากที่กินอาหารเสร็จแล้วครอบครัวของพวกเขาก็ได้รับผิงกั่วหนึ่งลูกจากทั้งหมดห้าลูกที่เหลือหลังจากที่เว่ยอี้หานให้มู่ตานน้อยเอาไปแอบเก็บไว้ในห้องนอนก่อนหน้าอีกห้าลูก
เชื่อเถอะว่าหากเว่ยอี้หานไม่บอกให้มู่ตานน้อยแอบเก็บผิงกั่วอีกห้าลูกไว้ในห้องของพวกเธอและให้ทั้งหมดกับส่วนกลาง ตอนนี้พวกเขาก็ยังจะได้ส่วนแบ่งเพียงแค่หนึ่งลูกเพียงเท่าเดิมนั่นเอง
พ่อแม่พี่ชายและน้องชายคนเล็กยังไม่รู้ว่ามู่ตานน้อยซ่อนผิงกั่วและหมั่นโถวฟักทองสีเหลืองน่ากินเอาไว้ในห้องนอน และแม้ว่าพวกมันจะน่ากินมากจนมู่ตานน้อยต้องทนห้ามใจและกลืนน้ำลายที่กำลังไหลอยู่หลายอึก แต่เธอก็ไม่ยอมแอบกินก่อนและรอให้ทุก ๆ คนอยู่กันพร้อมหน้าเธอถึงจะนำพวกมันออกมากินด้วยกันกับทุก ๆ คน
เมื่อสะใภ้สี่อู๋ล้างถ้วยชามทำความสะอาดห้องครัวจนเสร็จโดยมีหลานสะใภ้รองป๋ายและมู่ตานน้อยลูกสาวคอยช่วยทำงานจนเสร็จ สองแม่ลูกจึงจูงมือกันเดินกลับไปที่ห้องนอนที่มีเพียงห้องเดียวแต่ต้องอยู่รวมกันห้าคนพ่อแม่ลูก
“ ทุกคนหนูมีอะไรจะให้ดู แต่เงียบ ๆ นะ ชู่ว ” มู่ตานน้อยกระซิบพูดกับครอบครัวเสียงเบาพร้อมกับยกนิ้วชี้ขึ้นจรดริมฝีปากเป็นสัญญาณว่าห้ามทุกคนส่งเสียงดัง เนื่องจากเธอกลัวว่าคนอื่น ๆ ที่อยู่ห้องติดกันจะได้ยินความลับที่เธอกำลังจะบอกกับทุก ๆ คนนั่นเอง
“ อะไรเหรอลูก ทำไมดูมีลับลมคมในจังเลยฮึ ” หลิงเฉินเว่ยถามพร้อมกับลูบศีรษะลูกสาวเพราะความสงสัยและเอ็นดู
มู่ตานน้อยยิ้มแป้นแล้นทำหน้าเจ้าเล่ห์เพราะเธอกำลังมีความสุข เด็กหญิงเดินไปเปิดกล่องไม้เก็บของเก่า ๆ ของครอบครัวเธอที่วางอยู่มุมห้อง แล้วหยิบเอาสิ่งที่ซ่อนไว้เมื่อตอนกลางวันออกมา
“ นี่ไงจ๊ะ วันนี้พี่อาหานเอาหมั่นโถวกับผิงกั่วอีกห้าลูกนี้ให้หนู แล้วบอกให้ซ่อนไว้ดี ๆ ไม่ให้ป้าสะใภ้ใหญ่รู้ พี่อาหานยังบอกว่าถ้าอยากกินอีกก็ให้พวกเราไปกินที่บ้านป้าสาม แล้วจะขอให้พี่สะใภ้ทำขนมอร่อย ๆ ให้พวกเรากินอีกด้วย ตอนนี้พวกเรามากินผิงกั่วกับหมั่นโถวพวกนี้ด้วยกันนะจ๊ะ "
มู่ตานน้อยรอคอยที่จะได้กินขนมหวาน เพราะตั้งแต่เกิดมาเธอเคยกินแค่ลูกอมรสนมที่พี่ชายพี่สาวบ้านป้าสามแอบให้มาเพียงไม่กี่ครั้งตอนที่เว่ยอี้หานซื้อกลับมาฝากครอบครัวตอนที่กลับมาเยี่ยมบ้านแค่นั้นเอง
ต่างจากหลาน ๆ ของเธอจากครอบครัวลุงใหญ่ ที่ป้าสะใภ้จะซื้อขนมหรือน้ำตาลก้อนกลับมาให้หลาน ๆ ทั้งสี่คนของตัวเองบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยมีเผื่อแผ่มาถึงครอบครัวของเด็กน้อยเลยสักครั้ง
“ ว้าว ลูกใหญ่น่ากินจังเลยพี่รอง พี่อาหานเอามาให้พวกเราจริงเหรอพี่รอง ” หลิงหยวนตงน้องชายคนเล็กถามเสียงเบาด้วยความดีใจ
“ ใช่แล้ว ผิงกั่วจากต้นหลังบ้านป้าสาม พี่อาหานบอกว่าถ้าอยากกินอีกให้พวกเราไปหาที่บ้าน ” มู่ตานน้อยบอกกับน้องชายอีกครั้งด้วยความสุข
“ ลูกนี้ของพี่ใหญ่ ”
“ ขอบใจนะ น้องสาว ” หลิงจื้อจงยิ้มกว้างยื่นมือออกไปรับผิงกั่วลูกโตที่น้องสาวยื่นมาให้เขาหนึ่งลูก
“ อันนี้ของน้องเล็ก ส่วนนี่ของพ่อกับแม่จ้ะ เหลืออีกหนึ่งลูกพวกเราค่อยแบ่งกันกินอีกทีหลังนะจ๊ะ ”
“ พ่อกับแม่ไม่กินหรอกลูก พวกลูกแบ่งกันกินเถอะจ้ะ ”
“ ไม่ได้จ้ะ พ่อกับแม่ก็ต้องกินด้วย พี่อี้หานแอบกระซิบกับหนูว่าที่ต้นยังเหลืออีกเยอะมาก ให้หนูแบ่งให้ทุก ๆ คนกิน ไม่ต้องกลัวหมด แล้วก็นี่หมั่นโถวฟักทอง คนละครึ่ง อันนี้ให้น้องเล็กทั้งชิ้นเลย กินเยอะ ๆ นะ ”
“ ขอบคุณนะพี่รอง แต่ให้พ่อดีกว่า พ่อตัวใหญ่แล้วก็ทำงานหนักที่สุด ”
สองสามีภรรยามองสบตากัน พวกเรารู้สึกตื้นตันในความกตัญญูของลูกทั้งสามคน หัวอกคนเป็นพ่อแม่เห็นอาหารดี ๆ ก็อยากให้ลูก ๆ ได้กินจึงปฏิเสธไป พร้อมกับยกส่วนของพวกเขาให้กับลูกอีกสองคน
อันที่จริงจุดประสงค์ของเว่ยอี้หานที่แอบให้ผิงกั่วห้าลูกให้กับครอบครัวของน้าสี่ต่างหาก เนื่องจากเขาต้องการให้ทุกคนได้กินผิงกั่วที่เก็บมาจากต้นในมิติเพื่อบำรุงร่างกายที่ขาดสารอาหารของทั้งห้าคน
ส่วนต้นผิงกั่วที่อยู่หลังบ้านแล้วถูกเว่ยอี้หานใช้เป็นข้ออ้างบังหน้านั้นก็ออกผลดกจนเก็บกินแทบไม่ทันจริง ๆ แต่พวกมันไม่มีประโยชน์และรสชาติดีเท่ากับผิงกั่วที่เก็บมาจากต้นที่ปลูกภายในมิตินั่นเอง
เพราะแม้แต่ไก่ทั้งห้าตัวที่บ้านเว่ยยังร้องประท้วงตอนที่เว่ยอี้หานเก็บเอาผิงกั่วธรรมดาไปให้พวกมันกิน เพราะพวกเขากินไม่ทันแล้วมีบางลูกหล่นลงที่พื้น แต่พวกมันกับร้องโหวกเหวกโวยวายเพราะต้องการประท้วง
จนตอนที่เขาเอาไปเล่าให้มู่เสี่ยวหลันฟังแล้วเธอหัวเราะพร้อมกับบอกกับสามีว่า สงสัยเพราะพวกมันเคยชินกับผิงกั่วจากในมิติที่เธอเอาไปให้พวกมันเป็นรางวัลสำหรับการออกไข่บ่อย ๆ พอเว่ยอี้หานเอาผิงกั่วธรรมดาไปให้พวกมันจึงไม่พอใจ! จนตอนนี้มู่เสี่ยวหลันและเว่ยอี้หานเรียกพวกมันทั้งห้าตัวว่า ไก่บรรพบุรุษ!!!!!
“ คุณคะ ก่อนหน้านี้พวกเรามัวแต่ยุ่งกับงานเก็บเกี่ยวจนไม่มีเวลาไปเยี่ยมพวกเขาที่บ้านเลยตั้งแต่หลานสะใภ้คลอดลูกแฝด พรุ่งนี้พวกเราไปเยี่ยมครอบครัวพี่สามแล้วก็เอาของไปรับขวัญหลานแฝดแล้วขอบคุณพวกเขากันเถอะ ”
“ ก็ดีเหมือนกัน ตั้งแต่หลานคลอดออกมาพวกเรายังไม่ได้ไปเยี่ยมเลยสักครั้ง ผมจะได้ถือโอกาสนี้ชวนอี้หานกับพี่เขยขึ้นเขาไปล่าสัตว์ด้วยกัน เพื่อจะโชคดีได้ไก่ป่าหรือกระต่ายป่าสักตัวมาให้คุณกับเด็ก ๆ ได้กินบำรุงกันสักหน่อย แต่พวกราคงต้องขอยืมใช้ห้องครัวของบ้านพี่สามแล้วล่ะ เพราะอย่างที่ลูกพูด หากเราเอากลับบ้านมาลูกของเราก็คงจะได้กินแต่เนื้อติดกระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นอยู่ดี ”
เพียงแค่คิดถึงเหตุการณ์ที่โต๊ะอาหารก่อนหน้านี้ หลิงเฉินเว่ยและอู๋เจินเจินสองสามีภรรยารู้สึกว่าหัวใจของพวกเขานั้นเหมือนกับกำลังโดนบีบจนเจ็บปวดจากมือที่มองไม่เห็น
พวกเขาช่างเป็นพ่อแม่ที่ไม่ได้เรื่องที่ต้องปล่อยให้ลูก ๆ อยู่อย่างอดอยากและยอมโดนบ้านใหญ่เอารัดเอาเปรียบเสมอมา
โชคดีที่หลานชายเอาของกินมาฝากลูก ๆ ทั้งสามคนจึงได้กินจนอิ่มท้องในวันนี้ สองสามีภรรยาหลิงจึงรู้สึกซาบซึ้งในความมีน้ำใจของครอบครัวพี่สามที่คอยแอบช่วยเหลือพวกเขาอยู่ห่าง ๆ ตลอดเวลาพี่ผ่านมา
อันที่จริงเรื่องคิดที่จะแยกบ้านออกไปอยู่กันเองห้าคนพ่อแม่ลูก ทั้งสองนั้นก็อยากจะแยกครอบครัวออกไปใจแทบขาดอยู่แล้ว แต่ก็จนใจที่ครอบครัวของพวกเขานั้นมีเงินเก็บอยู่เพียงไม่ถึงยี่สิบหยวน
ที่ได้จากการที่หลิงเฉินเว่ยแอบขายสัตว์ที่ล่ามาได้ให้กับคนอื่นโดยที่ครอบครัวพี่ชายไม่รู้ เพราะไม่อย่างนั้นครอบครัวของเขาก็คงจะไม่มีเงินเก็บเลยแม้แต่หยวนเดียว เพราะพี่สะใภ้ใหญ่จางอวี้ซุ่ยดูแลเงินกองกลางของตระกูลหลิงทั้งหมดในตอนนี้ และนางคงจะไม่ยอมให้เงินที่มีกระเด็นออกจากกระเป๋าเพราะพวกเขาง่าย ๆ
ดังนั้นหลิงเฉินเว่ยจึงจำต้องหาวิธีหาเงินสำรองสำหรับครอบครัวของตัวเองเอาไว้ และหวังว่าสักวันจะมีมากพอจนสามารถแยกบ้านออกไปได้ แต่ตอนนี้ก็ยังจนใจ
เพราะตอนนี้นอกจากพวกเขาจะมีเงินเก็บไม่พอ แล้วก็ยังไม่มีคูปองอุตสาหกรรมสำหรับซื้อหม้อกับกระทะซึ่งมีราคาแพงมากพอ ๆ กับค่าใช้จ่ายสำหรับสร้างบ้านเล็ก ๆ ทั้งหลังอีกต่างหาก
และแม้จะแยกบ้านออกไปได้แต่ไม่มีหม้อทำกับข้าวแล้วพวกเขาจะอยู่อย่างไร?