นางมองหาหม้อดินเผาปากกว้างมีฝาปิดขนาดเหมาะมือไว้ได้ใบหนึ่ง หยิบมันออกมาชูให้เด็กๆ ทุกคนมองเห็นได้ชัดเจนเพื่อจดจำไว้ให้ขึ้นใจว่าจากนี้ต่อไป หม้อดินเผาใบนี้จะกลายเป็สมบัติส่วนตัวของเว่ยหลง ห้ามผู้ใดนำมาใช้โดยเด็ดขาด!!
“ข้าให้เ้าใช้ได้เฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น ทุกเช้าเ้าจะต้องนำมันไปเทและล้างทำความสะอาดให้ดี เวลากลางวันเ้าต้องเข้าส้วมตามปกติเหมือนคนอื่น ๆ เข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจแล้วขอรับ” เว่ยหลงฉีกยิ้มออกมาได้ในที่สุด อีกทั้งยังพยายามอวดกระโถนส่วนตัวที่ตนมีไว้แต่เพียงผู้เดียวด้วยความภาคภูมิใจ
……….
ตลอดทั้งวันเด็กๆ ช่วยกันขนเสื้อผ้า ผ้าปูเตียง ปลดผ้าม่านลงมากองรวมไว้ในห้องรับแขกห้องใหญ่ในชั้นล่าง เด็กๆ ก็เหน็ดเหนื่อยจนหิวโซกันแล้ว ฉู่หลิงจึงให้พวกเขาหยุดงานแต่เพียงเท่านี้
นางเลือกเสื้อผ้าที่มีสภาพใหม่และดูสุภาพเก็บเอาไว้ก่อน เด็กผู้หญิง 7 คนรวมทั้งนางอาจจะได้ใช้พวกมันในอนาคต ส่วนที่เหลือก็ให้เด็กๆ เอาไว้ทำผ้าขี้ริ้วเพื่อขึ้นไปเช็ดถูห้อง้าในวันพรุ่งนี้
“พี่เจียวจู พี่ตงเหม่ย ทำปลาย่างกันเถิดเ้าค่ะ ปลาย่างอร่อยกว่าปลาต้มมากนักข้าชอบกิน” ไป๋ซุ่นเด็กหญิงวัย 7 ปีผู้ที่ไม่ค่อยจะมีปากมีเสียงถึงกับเอ่ยปากขอร้องพี่สาวทั้งสอง
ตงเหม่ยนั้นส่ายหัวทันทีโดยไม่ต้องปรึกษาผู้ใด ปลาย่างที่ตากแห้งเอาไว้ใช้เกลือไปไม่น้อยจนนางไม่อยากหยิบมากินด้วยซ้ำ
“เอาปลาสดที่ยังไม่ได้ทาเกลือมาต้มกินไปก่อน ท้องพวกเ้ายังไม่แข็งแรงดี รออีกสักระยะค่อยเปลี่ยนเป็ปลาย่างก็แล้วกันนะไป๋ซุ่น” ฉู่หลิงยังคงเข็ดขยาด ไม่กล้าให้เด็กๆ เปลี่ยนแปลงรูปแบบการกินเท่าใดนัก ปกติพวกเขาก็จะกินข้าวต้ม ผักต้มกันอยู่แล้ว นางจึงยังไม่อนุญาต
เด็กหญิงตัวน้อยย่นคอลงเล็กน้อยด้วยความเกรงใจ แต่ถึงกระนั้นปลาต้มก็อร่อยกว่าผักต้มมากนัก ยิ่งวันนี้ไม่มีใครออกไปเก็บผัก ก็หมายความว่าพวกตนจะได้กินปลากับข้าวต้ม คิดถึงตรงนี้เด็กหญิงก็ยินยอมพร้อมใจอย่างราบคาบ
ข้าวต้มกับปลาต้มยังคงเป็อาหารที่เด็กๆ กินกันด้วยความเอร็ดอร่อยไม่มีเบื่อ มีเพียงเว่ยหลงผู้เดียวที่ฉู่หลิงแกะเนื้อปลาผสมในข้าวต้มให้เด็กชายน้อยลง ซึ่งเ้าตัวเล็กก็ไม่ได้ว่าอะไรแม้จะได้กินข้าวต้มเปล่าแต่ได้กินอิ่มท้องเท่านี้เว่ยหลงก็สุขใจเต็มที่แล้ว
“ล้างถ้วยชามเสร็จก็ล้างไม้ล้างมือให้สะอาด วันนี้นอนรวมกันข้างล่างเหมือนเดิมไปก่อนก็แล้วกัน ข้าจะออกไปเรือนท่านยายเฉินสักหน่อย”
เมื่อเช้านางเห็นยายเฉินต้มมันเทศกินเปล่าๆ คาดว่าหญิงชราอาจจะไม่มีข้าวสารกิน ฉู่หลิงจงใจเก็บข้าวส่วนของตนเองเอาไว้ถ้วยหนึ่งคิดจะนำไปแบ่งให้หญิงชราเป็การตอบแทนบ้าง
่ที่นางเดินออกมาเป็เวลาเย็นตะวันกำลังจะตกดินอยู่แล้ว ขากลับหญิงสาวเชื่อว่าฟ้าก็คงจะมืดพอดี แต่นางไม่ได้พกตะเกียงติดตัวไปด้วยเพราะนางไม่กลัวความมืด
พอส่งถ้วยข้าวและนั่งคุยเล่นกับยายเฉินอยู่พักใหญ่ หญิงสาวจึงเพิ่งสังเกตว่าท่านยายเองก็ไม่ได้ลุกไปจุดตะเกียงเช่นกัน
“ท่านยายค่ำมืดแล้วท่านไม่จุดไฟไว้สักดวงเล่าเ้าคะ หากเดินสะดุดล้มไปจะเป็อันตราย”
“ข้าไม่มีตะเกียงหรอก ข้าอยู่คนเดียวถึงเวลาก็เข้านอนไม่จำเป็ต้องใช้ อยู่อย่างนี้มานานจนชินแล้วล่ะ”
ไม่มีตะเกียง! แวมไพร์สาวหูผึ่งขึ้นมาทันที หรือว่าชาวบ้านทั่วไปจะไม่ได้มีตะเกียงใช้กันทุกบ้าน ในหอหงไถมีตะเกียงไม่น้อยกว่า 30 อัน เช่นนั้นนางนำออกมาขายได้หรือไม่?
“ท่านยายข้าคิดจะทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ สร้างอาชีพให้กับเด็กๆ อีกไม่นานพวกเขาต้องเติบโตเราจะเก็บผักป่ากับรอคนมาให้ทานไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอกเ้าค่ะ ทางการจะมาขับไล่พวกเราออกจากหอหงไถเมื่อใดก็ยังไม่รู้”
นางเฉินเงยหน้าขึ้นมามองฉู่หลิงตั้งใจฟังสิ่งที่นางจะกล่าวต่อ
“จะทำการค้าก็ต้องเริ่มจากหาเงินทุน แต่พวกเราไม่มีเงิน”
“พวกเ้ามาแบ่งเนื้อที่เพาะปลูกของข้าไปปลูกผักทำสวนบ้างดีหรือไม่เล่า ทุกวันนี้ข้าก็ใช้พื้นที่ไม่หมดเพราะทำไม่ไหว ที่ทำอยู่ก็ใช้เป็อาหารกินคนเดียว ที่เหลือก็เอาไว้แลกข้าวสาร ที่ดินเปล่าที่ไม่ได้ใช้เพาะปลูกข้ามีเหลืออยู่” หญิงชราเสนอความคิดอย่างมีน้ำใจ
“เนื้อที่ในหอหงไถก็ยังมีว่างอยู่ แต่พวกเรามีกันหลายคน แค่ลำพังปลูกไว้กินเองก็คงไม่พอกระมัง ยังไม่ต้องไปคิดถึงจะปลูกผักไว้ขายเลย”
นางเฉินคิดตามคำกล่าวก็เห็นว่าจริง ลำพังนางอยู่ตัวคนเดียว ใช้พื้นที่ 1 หมู่หมุนเวียนปลูกข้าวโพดและมันเทศก็ยังต้องเก็บไว้กินทั้งปี ยังมี่ฤดูหนาวที่เพาะปลูกไม่ได้อีก
“แต่ก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ ไม่ใช่หรือ” หญิงชรายังคงทักท้วง
“ข้าก็ไม่ได้คิดจะปฏิเสธน้ำใจท่านหรอกเ้าค่ะ ให้พวกเขาได้ลองทำหลายสิ่งหลายอย่างเอาไว้ก็ดีเช่นกัน ข้าขอพูดตามตรงเลยก็แล้วกัน ในหอหงไถมีตะเกียงที่ไม่ได้ใช้งานเป็จำนวนมาก ท่านยายคิดว่าพวกเราจะนำมันออกไปขายไว้เป็ทุนรอนสักก้อนได้หรือไม่” ฉู่หลิงหยั่งเชิง
นางเข้าใจดีว่าหอหงไถถูกยึดไปโดยทางการแล้ว แต่ตะเกียงก็ไม่ใช่ของมีราคาสักเท่าใดนัก และมันยังไม่มีลวดลายที่เป็เอกลักษณ์งดงาม หากท่านยายเฉินยินยอม นี่ก็จะเป็เงินก้อนแรกของนางและเด็กๆ เชียวนะ
“ขืนพวกเ้าหอบหิ้วเอาออกไปขายเองก็ต้องมีคนเห็นน่ะสิ พวกเ้าเอามันไปขายเองไม่ได้หรอก หากมีคนเอาเื่หาว่าพวกเ้าขโมยของจะทำอย่างไรเล่า”
“เพราะเหตุนี้ข้าจึงเอ่ยปากถามท่าน หวังว่าท่านยายจะช่วยพวกเราได้” ฉู่หลิงยิ้มกว้างจนเห็นฟัน ยายเฉินกลัวผู้อื่นเห็น แต่ไม่ได้คัดค้านเื่ที่นางคิดจะนำตะเกียงออกไปขาย
หญิงชรากลอกตาค้อนคนตรงหน้าไปคราวหนึ่ง เจ็บใจที่ตนซื่อเกินไปจนผู้อื่นเขาหลอกล่อให้ติดกับเอาจนได้
“พรุ่งนี้ลองเอาออกมาดู หากมันไม่ได้แปลกตากว่าที่ข้าเคยเห็น ข้าจะเอาไปขายให้ก็แล้วกัน” นางเฉินโบกมือไล่แขกอย่างเสียไม่ได้ คุยกับนางหนูผู้นี้ทีไรดูเหมือนนางจะเสียเปรียบทุกครั้งไป
“ตกลงตามนั้นเ้าค่ะ ข้าสาบานกับท่านได้เลยว่าข้าจะไม่เอาทรัพย์สินอย่างอื่นในหอหงไถมายัดเยียดให้ท่านช่วยขายให้อีก ขอเพียงเรามีเงินทุนก้อนแรกสำหรับเริ่มทำอาชีพได้ก็พอ”
ฉู่หลิงเดินกลับไปที่หอหงไถแต่นางยังไม่กลับเข้าไปด้านใน แวมไพร์สาวเห็นความเคลื่อนไหวและได้ยินเสียงคนพูดคุยกันเบาๆ มาจากทางประตูหน้า นางจึงอาศัยความมืดและร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ริมกำแพงแฝงกายไปแอบดูว่าผู้ใดอยู่ข้างนอกนั่นและพวกเขามาทำอะไรที่หน้าหอหงไถในยามค่ำคืน
“ระยะนี้ต้องหมั่นลาดตระเวนให้บ่อยครั้งกว่าเก่า พวกเราจะยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ หากยังหาร่องรอยคนร้ายไม่ได้ ทั่วทั้งเมืองสือเจียก็ยังไม่ปลอดภัย”
ฉู่หลิงได้ยินเสียงบุรุษบนหลังม้าสั่งการกับทหารที่ยืนอยู่หน้าหอหงไถ
“ใต้เท้าเหวินสั่งให้พวกเรามาคอยระวังที่หอหงไถเป็พิเศษเพราะที่นี่มีแต่เด็กๆ หากพวกเราละเลยทิ้งหอหงไถไปเกรงว่าจะไม่เหมาะขอรับ” นายทหารที่ยืนอยู่ตอบกลับอย่างระมัดระวัง
“ข้าไม่ได้สั่งให้พวกเ้าละทิ้งหอหงไถ แต่ผู้ร้ายจะมาเดินเข้าทางประตูแล้วไปจับตัวเด็กออกมาต่อหน้าพวกเ้าอย่างนั้นหรือ? พวกเ้าต้องสลับกันเดินสำรวจให้รอบๆ ไม่ใช่ยืนเฝ้าเสาประตู! ต้องลาดตระเวนให้ครอบคลุมไปทั่วบริเวณ บ้านเรือนชาวบ้านไม่มีเด็กหรือไร” ชายหนุ่มบนหลังม้าสะบัดเสียงดังใส่ น้ำเสียงฉายความหงุดหงิดเอาไว้ในที
ฉู่หลิงพยายามยื่นหน้าออกไปมองทางประตูให้มากที่สุด นางอยากเห็นใบหน้าของบุรุษบนหลังม้ายิ่งนัก นางฟังแค่สองประโยคก็จับใจความได้แล้วว่าเมืองสือเจียมีคนร้าย และเป้าหมายของพวกเขาคือเด็ก นายอำเภอซิ่งอันแซ่เหวินเลยส่งทหารมาคุ้มครองหอหงไถด้วยเห็นว่าที่นี่มีเด็กอาศัยอยู่เป็จำนวนมากและไม่มีผู้ปกครอง
นายอำเภอเหวินย่อมมีดีพอควรแต่อนิจจาผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาทึ่มทื่อเกินไปคิดแต่จะเฝ้าอยู่เพียงหน้าประตูหอหงไถ และเป็บุรุษบนหลังม้าที่น่าจะมียศตำแหน่งสูงพอควรมาช่วยเตือนสติคนเหล่านี้ นางจึงอยากจะเห็นใบหน้าคนใหญ่คนโตที่นางอาจพึ่งพิงได้ในภายหลัง