สุดท้ายแล้ว— หลังจากเดินดูสถานที่อยู่พักใหญ่ ผมก็ยังไม่เจออะไรที่ถูกใจเลยบ้านบางหลังอยู่ใกล้เกินไปบางหลังเล็กเกินไปบางแห่งก็มีคนอยู่รอบข้างเยอะจนไม่เหมาะกับการสร้างองค์กรลับแม้แต่น้อยส่วนสถานที่ที่ดูน่าสนใจจริง ๆ...ราคาก็แพงจนผมแทบอยากร้องไห้ เอาจริงๆผมไม่อยากให้ฐานของเราอยู่ในเมืองเลย ดังนั้นผลลัพธ์ของวันนี้จึงมีเพียงอย่างเดียว
กลับบ้านมือเปล่า
ผมเดินไปตามถนนของลูเมเรียอย่างช้า ๆ โดยมีลิเลียเดินอยู่ข้าง ๆ พร้อมกับแสงยามเย็นของเมืืองที่ส่องสีส้มอาบทั่วลูเมเรีย
“น่าเสียดายจังเลยนะคะ”
“ใช่”
“แต่ก็ช่วยไม่ได้”
ยังมีเวลาอีกตั้งสองวันกว่าผลสอบจะออก อย่างน้อย่เวลานี้ผมก็คงต้องหาเงินเพิ่มก่อนระหว่างที่กำลังคิดเื่นั้นอยู่ ภาพของหญิงสาวนายหน้าคนนั้นก็ลอยขึ้นมาในหัว
หูสัตว์นุ่ม ๆ หางฟู ๆ แล้วตอนที่เธอพูด... หูของเธอก็กระดิกด้วย ผมหยุดเดินทันที
“...”
ลิเลียเดินไปอีกสองก้าวก่อนจะหันกลับมา
“มีอะไรหรือคะ?”
ผมหันไปมองเธอด้วยสีหน้าจริงจัง
“ลิเลีย”
“คะ?”
“นายหน้าคนนั้นน่ารักดีนะ”
“...”
“ผมว่าเอาเธอเข้ากลุ่มด้วยดีไหม?”
“...”
“อยากลูบหางจังเลย”
ลิเลียเริ่มมองผมด้วยสีหน้าว่างเปล่า
“แล้วหูคู่นั้นอีก”
ผมยกมือขึ้นประกอบท่าทาง
“ตอนเธอพูด หูมันกระดิกด้วยนะ”
“น่ารักกกก”
ลิเลียมองผมอยู่หลายวินาที จากนั้นค่อย ๆ ถอยออกห่างไปครึ่งก้าว สายตาของเธอเปลี่ยนเป็สายตาที่มองคนประเภทหนึ่งซึ่งเธอไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องพบเจอในชีวิต
“ท่านเรนคะ...”
“หืม?”
“ดิฉันเริ่มรู้สึกว่าท่านเป็พวกโรคจิตขึ้นทุกวันแล้วค่ะ”
“ผมแค่ชอบสัตว์น่ารัก ๆ เองนะ!”
“ท่านกำลังพูดถึงคนอยู่ค่ะ”
“ก็...จริงด้วย”
ลิเลียถอนหายใจ ผมหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้เธอ
“แต่ไม่ต้องห่วงหรอก”
ผมยิ้มกว้าง
“ยังไงลิเลียก็เป็ที่หนึ่งเสมออยู่แล้ว”
“เอ๊ะ?”
“น่ารักที่สุดดดดด!”
“...”
ลิเลียชะงัก แก้มของเธอเริ่มขึ้นสีแดงขึ้นเล็กน้อย แต่พยายามทำสีหน้าเรียบเฉย
“ท่านนี่...”
เธอหันหน้าหนี
“พูดอะไรไม่รู้จักอายเลยนะคะ”
“แต่ดูเธอน่าจะชอบนะ”
ผมเดินต่อไปด้วยอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างประหลาด แต่ความจริงอย่างหนึ่งยังคงอยู่ตรงหน้า
เงิน
ผมไม่มีเงินมากพอสำหรับสร้างองค์กรไม่มีเงินมากพอสำหรับซื้อฐานและต่อให้ได้ฐานมา...ค่าปรับปรุงกับค่าก่อสร้างก็ยังรออยู่อีกก้อนใหญ่ ผมถอนหายใจ
“แต่เื่เงินนี่สิ”
“จำได้ไหมคะว่านายหน้าคนนั้นเคยแนะนำกิลนักสำรวจ”
“จำได้ ถ้าไปทำงานที่กิล...”
ผมหยุดพูด ภาพในหัวเริ่มฉายขึ้นมาอีกครั้งผมเข้ากิล รับภารกิจ เข้าปาร์ตี้ เดินทางไปดันเจียน แอบช่วยเหล่าตัวเทพๆอยู่ด้านหลัง จากนั้น—
“นายมันอ่อนแอเกินไป”
“แกไม่เหมาะกับปาร์ตี้ของพวกเรา”
“ออกไปซะ!”
ผมกำหมัดแน่น
“แล้วผมก็จะเดินออกมาจากปาร์ตี้อย่างโดดเดี่ยว...”
หันหน้าไปทางท้องฟ้า
“จากนั้นทุกคนก็จะต้องเสียใจที่ไล่ผมออก”
“...”
“แต่...มันใช้เวลานานเกินไป ในการหาเงินด้วยสิ”
“ใช่ค่ะ”
“งั้นวิธีนั้นตัดทิ้ง”
ผมเดินไปอีกสองสามก้าวก่อนจะหยุดดวงตาของผมค่อย ๆ เปลี่ยนไป
“ถ้าอย่างนั้น...”
ผมค่อย ๆ หันหน้ากลับไปรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“สนามประลองใต้ดินนน”
ดวงตาของผมเป็ประกายทันที
“ขึ้นเวที!”
“สวมหน้ากาก!”
“ไม่เปิดเผยชื่อ!”
“เอาชนะคู่ต่อสู้ทีละคน!”
ผมเริ่มจินตนาการภาพตัวเองยืนอยู่กลางสนามประลองท่ามกลางเสียงเชียร์นับพัน ผ้าคลุมสีดำสะบัดตามแรงลมหน้ากากปิดบังใบหน้าคู่ต่อสู้กำลังยืนอยู่ตรงข้ามผู้ชมกำลังะโชื่อของนักสู้ลึกลับที่ไม่มีใครรู้จัก และเหนือสิ่งอื่นใด
เงินรางวัลก้อนโต
“เยี่ยม!”
ผมตบมือดังหนึ่งครั้ง
“ท่านเรน...”
เสียงของลิเลียเปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอกำลังมองผมด้วยสีหน้าเป็ห่วง ผมหันกลับมามองลิเลียด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ต้องคิดมากไปหรอกลิเลีย ผมไม่มีทางเป็อะไรไปได้หรอกนอกจากอยากเป็เอง”
“นั่นแหละค่ะที่ดิฉันกังวล...”
ในหัวของผมตอนนี้มีเพียงภาพเดียว ชายปริศนาในหน้ากาก กำลังเดินเข้าสู่สนามประลองใต้ดินและแน่นอนว่า...ก่อนจะขึ้นเวที ผมต้องหาหน้ากากที่เท่ที่สุดในลูเมเรียให้ได้ก่อน
“ถ้าจะทำทั้งที ก็ต้องมีหน้ากากที่สมกับบทบาทหน่อยสินะ...”
“หน้ากากสีดำ? ธรรมดาไป”
“หน้ากากเต็มหน้า? ลึกลับดี แต่หายใจลำบาก”
“หน้ากากรูปกะโหลก? เท่...แต่จะไปหามาจากไหน”
ผมเดินไปพลางคิดไปพลางจนไม่ได้สังเกตว่าลิเลียกำลังมองผมด้วยสายตาแปลก ๆ
“ท่านเรนกำลังคิดเื่ไร้สาระอะไรอีกแล้วสินะคะ”
“ไม่ใช่เื่ไร้สาระ”
“นี่คือการวางรากฐานของตำนาน”
“...ค่ะ”
ดูเหมือนเธอจะไม่เชื่อแม้แต่น้อย แต่ในจังหวะนั้นเอง สายลมเบาๆพัดผ่านผมและลิเลียเล็กน้อย
ฟุ่บ!
“หืม?”
บางอย่างตกลงมาจาก้าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ผมเงยหน้าขึ้น ไม่มีอะไร
“คนหรอหลังคา?”
แต่บนพื้นตรงหน้าของผมกลับมีบางอย่างตกอยู่ผมเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมา เป็หน้ากาก หน้ากากสีขาออกสีเทารูปจิ้งจอก ดวงตาถูกออกแบบให้เรียวยาวจนดูเ้าเล่ห์ บริเวณ้าขวามีรอยแตกเล็ก ๆ พาดผ่านจากหน้าผากลงมาถึงขอบดวงตา ราวกับผ่านการใช้งานมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ผมพลิกดูด้านหลังไม่ได้มีอะไรเป็พิเศษเลยแต่เหมือนมีรอยสีแดงๆมันคือเืที่ติดอยู่แถว ๆ รอยแตก
ผมมองหน้ากากจากนั้นมองท้องฟ้าแล้วกลับมามองหน้ากากอีกครั้ง
“บังเอิญจัง”
นี่มันพรหมลิขิตชัด ๆ
“เอาอันนี้แหละ”
“อยู่ ๆ หน้ากากตกลงมาจากไหนก็ไม่ทราบ แล้วท่านก็จะเอามาใส่เลยเนี่ยนะคะ?”
“อย่างน้อยตรวจสอบก่อนเถอะค่ะว่าไม่มีคำสาปหรือเวทมนตร์แปลก ๆ”
“ไม่เป็ไรหรอก”
ผมยกหน้ากากขึ้นแนบกับใบหน้า
“เพราะมันดูเท่”
“เหตุผลนั้นใช้ไม่ได้ค่ะ!”
ผมหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะลองสวมหน้ากากลงไป พอดีอย่างน่าประหลาด ไม่มีอาการผิดปกติ ไม่มีเวทมนตร์ะเิไม่มีเสียงจาก์ ไม่คำสาปติดอยู่บนหน้าตลอดไป
“...สมบูรณ์แบบ”
“ดิฉันเริ่มรู้สึกว่าการปล่อยให้ท่านไปสนามประลองอาจเป็ความผิดพลาดครั้งใหญ่แล้วค่ะ”
“ไม่ต้องห่วง”
“วันนี้ผมจะสร้างชื่อใหม่ขึ้นมา ทุกคนจะได้รู้จักผมในนาม อีเทอร์นัลซีโร่ ”
ผมหันไปมองเส้นทางที่ทอดยาวออกไปเบื้องหน้าอีกไม่นาน ที่แห่งนั้นก็จะเปิดแล้วและเมื่อถึงตอนนั้นชายคนหนึ่งที่ไม่มีใครรู้จักจะก้าวเข้าสู่สนามประลองใต้ดิน
ไม่มีตระกูล ไม่มีชื่อเสียง มีเพียงหน้ากากจิ้งจอกที่มีรอยแตกหนึ่งรอย กับเงินที่ผม้าอย่างเร่งด่วน
“ลิเลีย”
“คะ?”
“เธอกลับที่พักไปก่อนเถอะ”
“วันนี้ชั้นคงกลับดึกหน่อย”
“ท่านกำลังจะไปสนามประลองจริง ๆ สินะคะ”
“ใช่”
“แล้วจะกลับเมื่อไหร่คะ?”
“ก็...”
ผมเงยหน้ามองท้องฟ้า
“คงหลังจากชนะสักสิบคนมั้ง”
ผมหัวเราะก่อนจะหันหลังให้เธอ ผ้าคลุมสะบัดเบา ๆ ตามสายลมหน้ากากจิ้งจอกปิดบังใบหน้าของผมเอาไว้ทั้งหมดผมก้าวออกไปตามถนน ก่อนจะยกมือขึ้นแตะหน้ากากอีกครั้ง
“เอาล่ะ...”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นใต้หน้ากาก
“ได้เวลาเริ่มบทของนักสู้ลึกลับแล้วสินะ”
✩
เสียงคำรามของผู้ชมดังสะท้อนอยู่ภายในสนามประลองใต้ดินจนพื้นหินแทบสั่นะเื
“เอาเลยยยยย!!”
“จัดการมันซะ!”
“อย่าแพ้นะโว้ย!”
ผมนั่งอยู่บนอัฒจันทร์ชั้นบนสุดอย่างสงบ พลางมองลงไปยังสนามประลองที่อยู่เบื้องล่าง
แสงจากผลึกเวทมนตร์นับสิบดวงส่องลงบนเวทีหินทรงกลมที่เต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ ทั้งรอยฟัน รอยกระแทก และคราบเืที่ถูกทำความสะอาดไปแล้วบางส่วน
บรรยากาศแบบนี้เองสินะ... สนามประลองใต้ดิน สถานที่ที่ผู้คนสามารถเดิมพันเงินจำนวนมหาศาลกับการต่อสู้ของคนอื่นได้อย่างผิดกฏหมาย มือของผมยกขึ้นแตะหน้ากากจิ้งจอกบนใบหน้าเบา ๆ
“...เหมาะกับการเปิดตัวจริง ๆ”
ตอนแรกผมคิดว่าจะเปิดตัวแบบแบบธรรมดาแต่พอคิดอีกที ธรรมดาเกินไป ผม้าอะไรที่มันน่าจดจำกว่านั้นสายตาของผมนั้นกวาดสายตามองไปรอบ ๆ คนส่วนใหญ่กำลังยืนะโเชียร์ บางคนกำลังตบมือ บางคนกำลังพนันกันอย่างเมามัน
นี่แหละจังหวะที่กำลังจะกลายเป็ตัวละครลึกลับและในหัวของผมนั้นกำลังคิดฉากเปิดตัวที่เท่ที่สุดอยู่ขณะที่กำลังใช้สมองนั้นคำนวณความเป็ไปได้มากมาย
“บ้าเอ่ยเก้าอี้บ้านี้”
เสียงของชายคนหนึ่งกำลังบ่นถึงเก้าอี้ของเขาที่หลุดออกจากตัวล็อกทำให้เขาเกือบล้มลง
“เก้าอี้!?”
คำนั้นเพียงคำเดี่ยวทำให้มีความคิดหนึ่งโผล่ขึ้นมาในหัวทันที ชายสวมหน้ากากจิ้งจอกนั่งอยู่บนเก้าอี้กลางสนามประลอง คู่ต่อสู้กำลังยืนหอบอยู่ตรงหน้า
“หมอนั่นคิดว่าตัวเองเป็ใครกัน?”
“นั่งเก้าอี้สู้เนี่ยนะ?”
จากนั้นคู่ต่อสู้พุ่งเข้ามาและชายสวมหน้ากากก็ยังคงนิ่งขยับเพียงเล็กน้อยจนในที่สุดเขาก็ถอนหายใจแล้วลุกขึ้นช้า ๆ
“...ไม่น่าเชื่อ”
ชายคนนั้นมองคู่ต่อสู้ผ่านดวงตาของหน้ากาก
“แกทำให้ชั้นต้องลุกจากเก้าอี้ได้”
“นับว่าเป็เกียรติของแกแล้วล่ะ”
“สุดยอด...”
นี่แหละ นี่คือฉากเปิดตัวที่กำลังตามหา! แต่ปัญหาคือ—
“เก้าอี้อยู่ไหนล่ะ...”
ผมหันมองซ้ายมองขวาไม่มีจนสังเกตเห็นเก้าอี้ตัวหนึ่งที่อยู่ในห้องกระจกตรงนั้นเป็ชั้นวีไอพีเก้าอี้ที่มีคุณภาพสูงที่มีรองแขนและตัวเก้าอี้เป็สีแดงสวยแล้วผมก็ได้เป้าหมายแล้ว
“ไอนั้นล่ะ”
แต่แล้วสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นชายชราคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลและเขากำลังหลับอยู่ เขามีผมสีขาวยาวถึงบ่า ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยตามวัย และกำลังถือไม้เท้าสีดำที่มีหัวเป็วงแหวนโลหะประดับอยู่
“...ไม้เท้า”
จากนั้นภาพในหัวก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งชายสวมหน้ากากจิ้งจอกนั่งอยู่บนเก้าอี้ มือข้างหนึ่งถือไม้เท้าวางพาดบนหัวเข่าอีกข้างหนึ่งเท้าคางอย่างเกียจคร้าน ผู้ชมะโด่าคู่ต่อสู้คำรามส่วนผมนิ่งสงบและลึกลับ
“...สมบูรณ์แบบ”
“ขอยืมหน่อยแล้วกันนะคุณตา?”
ไม้เท้าหนักกว่าปกติเเล็กน้อย
“เอาล่ะ...ต่อไปก็เก้าอี้!”
ผมเดินไปยังทางลงสนาม เ้าหน้าที่ตรงทางเข้าหันมามองผมด้วยสีหน้าสงสัย
“ผู้เข้าแข่งขัน?”
“อาวุธ?”
ผมชูไม้เท้าในมือขึ้น
“ไม้เท้า?”
“แล้ว...เก้าอี้นั่น?”
เ้าหน้าที่ชี้ไปที่เก้าอี้ที่ผมลากมาด้วย
“อาวุธ”
“...อะไรนะ?”
ผมไม่ได้พูดออะไรอีกเพราะต้องรักษาภาพลักษณ์และเดินเข้าไปในสนามพร้อมกับเก้าอี้ในมือข้างหนึ่ง และไม้เท้าอีกข้างหนึ่งเสียงพูดคุยรอบสนามค่อย ๆ เบาลง ผู้ชมหลายพันคนเริ่มหันมามองชายสวมหน้ากากจิ้งจอกที่กำลังเดินเข้ามา
“เฮ้ย นั่นใคร?”
“หน้าใหม่เหรอ?”
“ทำไมถือเก้าอี้ลงมาด้วยวะ?”
“แล้วไม้เท้านั่นอะไร?”
ผมเดินไปถึงกลางสนาม วางเก้าอี้ลงจากนั้น—
ผมนั่งลงอย่างช้า ๆ จัดท่าทาง ไขว่ห้าง วางไม้เท้าพาดบนหัวเข่า มือหนึ่งเท้าคาง สายตาภายใต้หน้ากากจิ้งจอกกวาดมองไปรอบสนามอย่างสงบนิ่ง
เสียงหัวเราะเริ่มดังขึ้นจากอัฒจันทร์
“ฮ่า ๆๆๆ! หมอนั่นคิดว่าตัวเองเป็จอมเวทหรือไง?”
“ไล่หมอนั่นกลับบ้านไปซะ!”
“เอาเก้าอี้มานั่งดูตัวเองสู้หรือไง”
ฉากนี้กำลังสมบูรณ์แบบ
พิธีกรประจำสนามยกไมค์เวทมนตร์ขึ้นอย่างลังเล
“เอ่อ...ผู้เข้าแข่งขันหมายเลข 97...”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง สายตาของเขาเลื่อนไปยังเอกสาร
““อีเทอร์นัลซีโร่””
เสียงฮือฮาที่ควรจะดังขึ้นกลับเงียบลงอย่างน่าประหลาด แม้แต่เสียงของพิธีกรยังเงียบลงหลังจากพูดชื่อนั้นจบ
ดี ชื่อผ่าน จากนั้นพิธีกรก็ะโเต็มเสียงอีกครั้งราวกับจะเรียกบรรยากาศกลับมา
“ถ้าอย่่างนั้น คู่ต่อสู้ของเขา หรือ ชายผู้สังหารมอนเตอร์ดันเจียนสี่ได้เพียงตัวคนเดียวและยังเป็อดีตกองโจรอาชาปีศาจ แวเรนัส”
เสียงเชียร์ดังขึ้นทันทีคู่ต่อสู้ของผมเดินลงสนามจากอีกฝั่ง ชายร่างใหญ่กำยำถือขวานสองมือ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็ เขามองผมที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้แล้วขมวดคิ้ว
“แก...กำลังดูถูกฉันอยู่รึไง?”
ผมเอียงศีรษะเล็กน้อย
“เปล่า”
“งั้นลุกขึ้นมาสู้!”
“...”
ไม่ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาผมยกไม้เท้าขึ้นเล็กน้อย
“เข้ามาสิ”
“หา?”
“ถ้าเ้าทำให้ข้าผู้นี้ต้องลุกจากเก้าอี้ได้...”
ผมหยุดปล่อยให้สายลมจากเวทมนตร์ในสนามพัดชายผ้าคลุมของผมเบา ๆก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังที่สุดเท่าที่จะทำได้
“นั่นจะถือเป็เกียรติของเ้า”
ทั้งสนามเงียบลงแต่ราวกับมีเสียงของใครบางคนกำลังพูดอะไรบางอย่างเบาๆจากข้างสนาม
“ไอหนูนั้นมันของฉันนน”
“ฮ่าาาาาาาาาาาาาา!!!”
เสียงหัวเราะะเิขึ้นทั่วสนาม
“ไอ้หมอนี่มันบ้า!”
“จัดการมันเลย! แวเรนัส”
“แค่ทีเดียวก็พอแล้ว!”
ผมยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ภายใต้หน้ากากจิ้งจอกริมฝีปากของผมกำลังยิ้ม ในที่สุด บทของผมก็เริ่มขึ้นแล้ว ชายปริศนาแห่งสนามประลองใต้ดิน
อีเทอร์นัลซีโร่
“เข้ามาเลยเ้าหมูกล้ามโต”
“ตายไปพร้อมกับความมั่นใจของแกซะะะ”
แวเรนัสคำรามออกมาเสียงดัง ก่อนที่ร่างกายขนาดใหญ่ของเขาจะพุ่งเข้ามา
ตึง!
พื้นสนามสั่นะเืจากแรงถีบของชายร่างั์ ขวานสองมือถูกยกขึ้นเหนือศีรษะ กล้ามเนื้อทั่วทั้งแขนเกร็งแน่นจนเห็นเส้นเืชัดเจน
ขวานเล่มนั้นกำลังจะฟาดลงมาเต็มแรงเสียงผู้ชมรอบสนามดังขึ้นทันที
“มาแล้วววว!”
“จบมันเลย แวเรนัส!”
“ขวานพิฆาต”
ผมยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไขว่ห้างไม้เท้ายังคงพาดอยู่บนหัวเข่า
“...”
“”ช้าเป็บ้า""
คำที่อยากพูดมาแล้ววว ผมมองการเคลื่อนไหวของเขาอย่างสงบนิ่ง มุมปากของผมยกขึ้นเล็กน้อยภายใต้หน้ากากขวานฟาดลงมา ในเสี้ยววินาทีนั้น ผมเพียงใช้ไม้เท้าดันไปที่พืื้นเพื่อขยับเก้าอี้ไปด้านข้างเล็กน้อย
ตูมมมมม!!!
ขวานกระแทกพื้นตรงตำแหน่งที่ผมนั่งอยู่เมื่อครู่ แม้แต่เศษหินกระเด็นขึ้นไปในอากาศ แรงกระแทกทำให้ฝุ่นฟุ้งไปทั่วบริเวณ
“เฮ้ย!”
“หลบได้?!”
“ในขณะที่นั่งอยู่่อ่ะนะ!?”
เสียงผู้ชมดังขึ้นพร้อมกัน แวเรนัสชะงัก เขาก้มมองพื้นตรงหน้าจากนั้นค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ผมยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ในตำแหน่งห่างออกไปเพียงไม่กี่เซน ท่าเดิม ไขว่ห้างเหมือนเดิมไม้เท้าพาดบนเข่าเหมือนเดิมราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“...”
แวเรนัสกำด้ามขวานแน่น
“แก...”
ผมเอียงศีรษะเล็กน้อย
“หนึ่งท่าของแกครบแล้วนะ”
“แกหลบได้ยังไง!”
“ก็ขยับสิ ไม่ได้บอกจะไม่ขยับนิ”
“อย่ามากวนประสาท!”
แวเรนัสคำรามแล้วดึงขวานขึ้นจากพื้น
ครืดดด...!
เขาพุ่งเข้ามาอีกครั้งครั้งนี้เร็วกว่าเดิมขวานฟาดจากด้านข้าง ผมใช้ไม้เท้าดันพิ้นให้เอียงก่อนเอนตัวไปด้านหลังก่อนคำนวณองศาที่สามารถเอียงได้โดยไม่ล้ม 8องศาอยู่ในจุดที่เซฟที่สุด คมขวานเฉียดหน้ากากจิ้งจอกไปเพียงไม่กี่เิเ
ฟ้าว!
ก่อนที่จะไปแรงที่ส่งไปที่ไม้เท้าออกเก้าอี้ทั้งตัวกลับมาอยู่ในสภาพตั้งตรงเหมือนเดิมขวานของแวเรนัสฟาดผ่านอากาศไปโดยไม่โดนอะไรเสียงผู้ชมเงียบลงเล็กน้อย
“...”
แวเรนัสหันกลับมาและผมยังคงนั่งอย่างสบายๆ
“มาสิจนกว่าแกจะพอใจไอหมูมีกล้าม”
“แก!”
เขาพุ่งเข้ามาอีก ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ครั้งที่ห้า ขวานถูกเหวี่ยงออกไปอย่างต่อเนื่อง แต่ทุกครั้ง— ก็ยังไม่สามารถึงตัวผมได้บางครั้งเพียงขยับศีรษะ บางครั้งขยับเก้าอี้ บางครั้งใช้ไม้เท้าดันพื้นแล้วเลื่อนตัวออกไปเพียงเล็กน้อย ไม่มีการโจมตีกลับ ไม่มีเวทมนตร์ ไม่มีการแสดงพลัง มีเพียงชายสวมหน้ากากจิ้งจอกคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้และหลบการโจมตีของนักสู้ระดับแนวหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เสียงหัวเราะจากอัฒจันทร์ค่อย ๆ หายไปจากเดิมที่พวกเขาหัวเราะเยาะ ตอนนี้กลับกลายเป็ความเงียบ แม้แต่พิธีกรยังไม่พูดอะไร แวเรนัสหอบหายใจเหงื่อเริ่มไหลลงมาตามใบหน้า
“แก...เป็ใครกันแน่”
หลังจากที่เอาแต่นั่งหลบการโจมตีของมันอยู่ตั้งนาน ่เวลาที่ผมรอคอยก็มาถึงเสียที คำพูดนั้นช่างเติมเต็มผมนั้นมันเป็คำที่ผมอยากได้ยินหลังจากที่โชว์ความสามารถสุดเท่ต่อหน้าคนอื่นถ้างั้นก็ต้องทำให้บทมันสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีกผมเอียงคอเล็กน้อย
ผมยกมือขึ้นแตะหน้ากากจิ้งจอก ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลงเล็กน้อย
“นามของข้า...”
ผมหยุด เว้นจังหวะเอาไว้ แน่นอนว่าต้องเว้นจังหวะ เพราะบทแบบนี้ถ้าพูดรวดเดียวมันจะไม่เท่
“คือ...”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง—
ณ โรงแรมของอาเรีย ลิเลียกำลังนั่งอยู่บนโซฟาตัวหนึ่งในห้องพักอย่างเงียบ ๆหนังสือเล่มหนึ่งถูกเปิดค้างอยู่บนตัก นิ้วเรียวของเธอค่อย ๆ พลิกหน้ากระดาษอย่างระมัดระวัง สายตาจับจ้องตัวอักษรตรงหน้าอย่างตั้งใจนี่เป็หนังสือที่เธอแอบซื้อมาตอนออกไปข้างนอกเมื่อ่บ่าย แน่นอนว่าเธอไม่ได้คิดว่าตัวเองมีเวลาว่างมากนัก แต่หลังจากท่านเรนบอกว่าเขาจะไปสนามประลองและคงกลับดึก เธอก็คิดว่า...
นิดเดียวคงไม่เป็ไรหรอกค่ะ ลิเลียเหลือบมองปกหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะ “ชายไร้นามกับเหล่าสตรีแห่งโชคชะตา” เป็นิยายแนวที่เธอไม่ค่อยอยากยอมรับว่าแอบชอบ ตัวเอกเป็ชายหนุ่มผู้มีพลังลึกลับ ถูกคนอื่นดูถูกมาตลอด ก่อนจะค่อย ๆ เปิดเผยพลังที่แท้จริงออกมา และแน่นอนว่า— มีหญิงสาวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยจำนวนมากเกินความจำเป็ ลิเลียขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะอ่าน
“...อีกคนแล้วเหรอคะ”
เธออ่านต่อ ตัวเอกเพิ่งช่วยหญิงสาวคนหนึ่งจากสัตว์อสูรได้ หญิงสาวคนนั้นกำลังหน้าแดง
“ท่าน...ช่วยชีวิตดิฉันเอาไว้...”
“ไม่จำเป็ต้องขอบคุณ”
ตัวเอกตอบด้วยสีหน้าเ็า ลิเลียเงียบไปครู่หนึ่ง
“...เท่จังงงง”
เธอพลิกหน้าจากนั้นก็อ่านต่ออย่างเงียบ ๆ จนกระทั่ง—
ติ๊ง... เสียงบางอย่างดังขึ้นจากโต๊ะด้านข้าง ลิเลียชะงัก ดวงตาของเธอเลื่อนออกจากหนังสือทันที เธอหันไปมอง บนโต๊ะนั้นมีกล่องแผ่นเพลงวางอยู่ เสียงของมันกำลังดังขึ้นมาเอง ลิเลียค่อย ๆ วางหนังสือลงบนตัก
“เอ๊ะ...?”
เธอมองกล่องเพลงด้วยความสงสัย ไม่มีใครแตะมัน ไม่มีใครอยู่ใกล้โต๊ะและเธอมั่นใจว่าก่อนหน้านี้มันไม่ได้ทำงานอยู่
“หรือว่าจะมีสวิตช์อยู่ตรงไหน...”
ลิเลียลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินเข้าไปใกล้เสียงดนตรีเบา ๆ ยังคงดังออกมาเป็จังหวะ
ติ๊ง... ติ๊ง... ติ๊ง...
เธอยื่นมือไปแตะตัวกล่องทันทีที่ปลายนิ้วัั เสียงนั้นกลับหยุดลง
“...”
ลิเลียกะพริบตา
“หยุดแล้ว?”
“แปลกจัง...หรือว่ามันจะเสียกันนะ ช่างเถอะของไร้สาระของท่านเรนฉันไม่สนใจอยู่แล้ว”
ก่อนที่เธอจะกลับไปอ่านหนังสือนั้นต่อ
เสียงในสนามประลองใต้ดินถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบมีเพียงเสียงของ ชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กลางสนามนั้นดังขึ้น
“นามของข้าคือ”
“….”
เหล่าคนดูต่างกลืนนํ้าลายพร้อมกันราวกับกำลังรับฟังตำนานอะไรบางอย่างที่สำคัญมากๆ
“ซีโร่”
“ซีโร่?”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากอัฒจันทร์
“ไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลย!”
ผมไม่ได้สนใจเสียงเ่าั้เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือสีหน้าของชายตรงหน้าแวเรนัสกำลังมองผมด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากความโกรธกลายเป็ความระแวงจากความระแวงกลายเป็ความกลัว ใช่มันคือความกลัวในสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งไม่รู้
ผมยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ไม่ได้ขยับไปไหนแม้แต่น้อย ไม้เท้ายังคงพาดอยู่บนหัวเข่า ขาข้างหนึ่งไขว่ทับอีกข้างอย่างสบาย ๆ แต่แวเรนัสกลับไม่กล้าเข้ามา
“...ซีโร่”
เขาพึมพำชื่อของผมอีกครั้ง ราวกับกำลังพยายามค้นหาความทรงจำเกี่ยวกับชื่อนี้จากส่วนลึกของหัว แต่แน่นอนว่าไม่มีทางเจอเพราะชื่อนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว
“...”
“ไม่ว่าแกจะเป็ใคร...”
เขากัดฟัน
“ข้าจะไม่ยอมแพ้!”
ผมปัดชายเสื้อคลุมเล็กน้อย
“เอาล่ะ”
ผมมองแวเรนัสผ่านดวงตาของหน้ากาก
“ถ้าเ้ายังอยากสู้ต่อ...”
ผมยกไม้เท้าดันตัวเองขึ้นมาจากเก้าอี้สายตาของทุกคนต่างใกับภาพตรงหน้า ที่ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้ว พิธีกรประกาศดังสนั่น
“อีเทอร์นัลซีโร่ ลุกขึ้นแล้วครับ ไม่สิ ซีโร่~~~~~~~”
“ข้าก็จะเล่นด้วยสักหน่อย”
ทันใดนั้นแรงกดดันบางอย่างก็แผ่ออกมาจากร่างของผม มันไม่ใช่พลังเวทที่รุนแรงอะไร เพียงแค่เป็เวทลมที่ผมตั้งใจควบคุมทิศทางและแรงเอาไว้ ผมปล่อยให้กระแสลมหมุนวนรอบตัวอย่างช้า ๆ พร้อมกดอากาศโดยรอบให้เกิดความรู้สึกคล้ายกับจิตสังหาร
ชายเสื้อคลุมของผมเริ่มสะบัดฝุ่นเล็ก ๆ บนพื้นสนามถูกพัดออกจากจุดที่ผมยืนเป็วงกว้าง เส้นผมของแวเรนัสเองก็ปลิวไปตามแรงลม
ดูเหมือนออร่าของตัวละครระดับบอสไหมนะ? ผมแอบพยักหน้ากับตัวเองภายใต้หน้ากาก
สมบูรณ์แบบ
แวเรนัสยืนแข็งอยู่กับที่ เขารู้สึกได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่กำลังแผ่เข้ามา ทั้งที่มองไม่เห็นสิ่งใดเลยลมที่หมุนวนรอบตัวชายสวมหน้ากากทำให้บรรยากาศในสนามเปลี่ยนไปโดยสมบูรณ์
“ซีโร่~~~~~~~!!”
เสียงเชียร์ที่เงียบไปก่อนหน้านี้เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง
ผมได้ยินเสียงคนจำนวนมากะโชื่อที่ผมเพิ่งตั้งขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
“ซีโร่!”
“ซีโร่!”
“ซีโร่!”
ผมยืนนิ่งอยู่กลางสนามภายในใจกลับกำลังรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ใช่แล้ว... แบบนี้แหละ ชื่อที่ไม่มีใครรู้จัก กำลังถูกคนเป็พันเรียกพร้อมกัน
“ถ้าแกไม่เข้ามางั้นชั้นจะเริ่มให้เอง”
ผมเคาะไม้เท้ากระแทกกับพื้นโดยที่สองมือกำลังประสานบนด้ามมัน
“ถึงตาของข้าแล้วไอหมูมีกล้าม”
ตูม!
เสียงฝ่าเท้าของผมกระทบพื้นดังขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ร่างของผมกลับหายไปจากจุดเดิมในทันที
“อะไร—?!”
ดวงตาของแวเรนัสเบิกกว้าง ลมจำนวนมหาศาละเิออกจากจุดที่ผมเคยยืนอยู่ และในเสี้ยววินาทีนั้น—ผมก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขาแล้ว
แวเรนัสกัดฟันแน่น ก่อนจะยกขวานขึ้นเตรียมรับการโจมตี
“ช้าเกินไป”
เสียงของผมดังขึ้นจากอีกด้านหนึ่งของขวาน แวเรนัสยังไม่ทันได้หันกลับมา— ปลายไม้เท้ากระแทกเข้าที่ร่างของแวเรนัสอย่างจัง
“อั่ก—!”
ผมยิ้มอยู่ภายใต้หน้ากาก พร้อมกับรางของแวเรนัสที่ถูกแรงอัดของเวทย์ลมกระแทกปลิวไปชนกับกำแพงเวทย์ที่ป้องกันผู้ชมไว้อยู่
ตูมมมมมม!!
กำแพงสั่นะเืเป็วงกว้าง เศษฝุ่นลอยฟุ้งขึ้นมาปกคลุมบริเวณนั้น ทุกอย่างเงียบลงในทันทีไม่มีเสียงหัวเราะไม่มีเสียงะโแม้แต่พิธีกรยังอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่งผมยืนอยู่กลางสนามเพียงคนเดียวไม้เท้ายังคงอยู่ในมือผ้าคลุมปลิวเบา ๆ ตามกระแสลม
ส่วนเก้าอี้ที่ผมเคยนั่งอยู่เมื่อครู่ยังคงตั้งอยู่ด้านหลังอย่างโดดเดี่ยว
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากอัฒจันทร์ จากนั้นก็มีอีกเสียง
“ชนะแล้ว...?”
“แวเรนัสแพ้แล้วเหรอ?”
“เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น?”
“ฉันมองไม่ทันเลย!”
เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นทีละน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็เสียงะโกึกก้องไปทั่วสนาม
“ซีโร่!!”
“ซีโร่!!”
“ซีโร่!!”
พิธีกรเหมือนเพิ่งได้สติกลับมา เขารีบยกไมโครโฟนเวทมนตร์ขึ้น
“ผู้ชนะของการประลองครั้งนี้คือ—!”
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ
“ซีโร่!!”
เฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ!!
เสียงโห่ร้องะเิขึ้นพร้อมกัน
“คนที่สวมหน้ากากจิ๊งจอกศักดิ์สิทธิ์แห่งหมอกและเงา เขาเป็ใครกันแน่”
“ถ้าเขามาปรากฏตัวงั้นก็แปลว่าพวกนั้นเริ่มโต้กลับจักรวรรดิแล้วงั้นหรอ ถ้าคนระดับนี้ลงมาจากที่แห่งนั้น จักรวรรดิคงต้องล้มสลายแล้วสินะ”
ผมที่ยืนภูมิกับท่าปล่อยจิตสังหารปลอมที่แค่เอาลมหมุนรอบตัวหน่อย... แบบนี้น่าจะดูเท่ นั้นก็เดืินกับไปนั่งที่เก้าเพื่อรอคู่ต่อสู้คนต่อไปอย่างสบายใจ