ตอนที่8 ผู้อุปถัมภ์
สามเด็กหนุ่มและหนึ่งทารกนั่งขดตัวอยู่ท้ายกระบะโดยประทังความหิวด้วยน้ำเพียงขวดเดียวซึ่งต้องแบ่งกันดื่มคนละอึกสองอึกจากนั้นพากันนอนหลับอย่างไม่รู้ตัวโดยหลี่หนิงหลงมีทารกตัวน้อยกอดแนบอก ขณะกล่องโลหะกลับคืนไปอยู่กับพี่ใหญ่แล้วกอดแนบอกนอนหลับคอพับกันถ้วนหน้า
กระทั่งการเดินทางของรถขนผักมาถึงตัวเมืองซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านตงกวงเกือบห้าสิบกิโลเมตรชายชราขับไปจอดเทียบรถในลานจอดของตลาดแห่งหนึ่งพลางรู้สึกประหลาดใจเพราะตลอดเส้นทางขับรถมาถึงที่นี่หิมะหยุดตกตลอดเส้นทางอย่างไม่มีเค้ามาก่อน ทั้งที่ก่อนหน้าหิมะตกหนักจนอดคิดกังวลต่อสภาพผักซึ่งปลูกอย่างทะนุถนอมในโรงเรือนไม่ได้ว่า
“โชคดีซะจริงยิ่งกลัวผักมันจะช้ำเกินไปอยู่ หิมะหยุดตกแบบนี้ก็ดี ผักคงจะได้ราคาดีกว่าเดิม”
ชายชราพยักหน้าพอใจพลางเดินไปท้ายกระบะเตรียมยกเข่งผักมาไว้รอแม่ค้าคนกลางมารับซื้อต่อไปพลันเหลือบเห็นกลุ่มเด็กหนุ่มผุดลุกขึ้นยืนทันทีทันใดจึงส่งเสียงร้องด้วยความตื่นใว่า
“เฮ้ย! ไอ้พวกเด็กเหลือขอมาจากที่ไหนเนี่ยมาแอบขึ้นรถฉันได้ไง ไม่ใช่ทำผักฉันพังหมดแล้วเหรอ หยุดเดี๋ยวนี้!!!”
ชายชราวิ่งกรูเข้าไปจะจับตัวเด็กหนุ่มคนใดคนหนึ่งให้ได้ก่อนนำส่งตำรวจให้สอบสวนความผิดต่อไปเพราะมั่นใจว่าทั้งสามคนจะต้องเป็ขโมยหลบซ่อนมาขโมยผักจากสวนตนแน่นอน
“หนีเร็ว!!!”
หลี่หนิงหลงะโพร้อมะโลงจากท้ายกระบะแล้ววิ่งหนีไปยังทิศทางหนึ่งจากสัญชาตญาณเขาไม่สามารถปล่อยให้ตนหรือพี่น้องถูกจับส่งตำรวจได้พลางคิดว่าเส้นทางที่กำลังจะวิ่งหนีไปนั้นคงมีสถานที่ให้หลบซ่อนตัวได้ปลอดภัยเนื่องจากพวกตนหนีมาตลอดทางแล้วจึงอยากหาสถานที่พักพิงชั่วคราวให้กับตนและน้องสาวตัวน้อยด้วย
สามพี่น้องวิ่งหนีอีกครั้งอย่างไม่คิดชีวิตโดยมีหลี่หนิงหลงเป็ผู้นำวิ่งหนีไปยังทิศทางหนึ่งเช่นเดิมทุกคนต่างรู้ดีว่าไม่สามารถหยุดวิ่งจนกว่าจะพบสถานที่ปลอดภัยได้พลางรู้สึกโชคดีเพราะหิมะหยุดตกพอดีซึ่งช่วยให้การวิ่งหนีไม่ลำบากหรือหนาวเย็นเกินไป
เด็กหนุ่มวิ่งอุ้มทารกในห่อผ้าสีฟ้าตรงเข้าไปยังตรอกเล็กแห่งหนึ่งพลางทอดตาเห็นประตูหลังบ้านเปิดแง้มไว้พอดีจึงวิ่งแทรกตัวผลุบหายเข้าไปโดยมีอีกสองพี่น้องวิ่งตามหลังมาอย่างกระชั้นชิดพร้อมแทรกตัวผลุบหายเข้าไปตามกัน
จากนั้นหลี่หนิงหลงพาทุกคนวิ่งไปหลบซ่อนตัวอยู่ในอาคารปล่อยโล่งด้านหนึ่งพลางทอดตาเห็นชัดเจนว่าพื้นที่ภายในเป็ชั้นเก็บสมุนไพรแห้งซึ่งถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบ
หลี่หนิงหลงวิ่งนำทุกคนไปซุกตัวอยู่มุมหนึ่งระหว่างชั้นเก็บสมุนไพรแห้งในอาคารโล่งแห่งนี้ทว่ายังโชคดีมีเข่งบรรจุสมุนไพรแห้งตั้งซ้อนกันวางเป็แถวซึ่งช่วยบังตาผู้คนไม่ให้เห็นพวกตนหลบอยู่ในซอกเล็กแล้วยัง่บังลมหนาวจากหิมะได้พอดี
“หลบที่นี่ก่อนนะทุกคนฉันคิดว่าที่นี่น่าจะปลอดภัยที่สุดแล้ว”
หลี่หนิงหลงกวาดตาสำรวจรอบตัวเขาไม่พบเสียงหรือสัญญาณบ่งบอกถึงการมีผู้คนอยู่อาศัยมากนักทั้งคาดเดาว่าอาจมีผู้อยู่อาศัยเพียงไม่กี่คนฉะนั้นโอกาสรอดหูรอดตาจากการค้นพบย่อมมีมากทีเดียวด้วย้าเวลาวางแผนร่วมกับพี่น้องก่อนเดินทางไปหาสถานที่แห่งใหม่เพราะรู้ดีว่าแต่ละคนต่างอ่อนเพลียและหิวอาหารกันถ้วนหน้า
“หลบที่นี่ก็ดีถ้าให้วิ่งต่อก็คงไม่ไหวแล้ว น้ำนมที่ดื่มมาก็เผาผลาญไปหมด ตอนนี้ฉันหิวเหลือเกิน”
พี่ใหญ่ในกลุ่มนั่งเหยียดขาสองข้างพิงชั้นวางสมุนไพรด้านหนึ่งอย่างหมดเรี่ยวแรงโดยพยายามเค้นพูดออกมาด้วยเสียงอันแ่เบาเพราะไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงไว้ทำสิ่งใดได้อีก
“อย่าเพิ่งนอนสิพี่ใหญ่ตอนนี้ยังไม่มืดค่ำเท่าไร พวกเราตรวจสอบสมบัติก่อนดีไหม”
หลี่หนิงหวงดึงแขนพี่ใหญ่ให้ลุกขึ้นมาพูดคุยกันก่อนพร้อมดึงกล่องโลหะหนักอึ้งจากอกพี่ใหญ่ออกมาวางบนพื้นตรงกลางระหว่างทุกคนเขาอยากตรวจสอบทรัพย์สินในกล่องให้ชัดเจนจะได้วางแผนการต่อไปให้เหมาะสมหากพบว่าเศษเสี้ยวสีแดงซึ่งเคยเห็นเป็ธนบัตรใช้ได้จริงจะได้ออกไปซื้ออาหารมากินให้อิ่มหนำสำราญ
ครั้นน้องเล็กในกลุ่มพูดถึงเื่สมบัติขึ้นมาพี่ใหญ่และพี่รองต่างนึกขึ้นได้แล้วพากันนั่งตัวตรงจ้องมองน้องเล็กเปิดฝากล่องโลหะอย่างระมัดระวังด้วยตาเป็ประกายมีความหวังพอฝากล่องเปิดออกมาจนหมดสิ้นน้องเล็กพลันปิดปากพี่ใหญ่แน่นทันใดเพราะเหลือบเห็นอาการตื่นเต้นดีใจเกินเหตุซึ่งเสียงะโอาจเรียกผู้คนให้เข้ามาตรวจสอบยังสถานที่แห่งนี้ได้พลางดุพี่ใหญ่เสียงดังอย่างไม่เกรงใจว่า
“หยุด! พี่ใหญ่อย่าร้องสิเดี๋ยวคนก็แห่มาจับพวกเราส่งตำรวจหรอก เงียบก่อน!!!”
“..........”
หลี่หนิงอันรีบยกมือส่งสัญญาณบอกว่าจะไม่ะโร้องดีใจเขาพยายามอย่างยิ่งยวดในการเก็บอาการตื่นเต้นยินดีไว้สุดกำลัง พอเห็นว่าน้องเล็กยินยอมปล่อยมือปิดปากแล้วพลางช่วยหยิบธนบัตรสีแดงมูลค่าหนึ่งร้อยหยวนออกมานับด้วยมืออันสั่นเทา
ส่วนน้องรองในกลุ่มนำตัวทารกน้อยวางบนพื้นข้างตัวแล้วบอกน้องสาวอย่างมีความหมายว่า
“เหยี่ยนเอ๋อร์อย่าเพิ่งร้องไห้ตอนนี้นะ ให้พวกพี่ตรวจสอบสมบัติก่อนถ้ามันมากพอก็จะไปซื้อนมมาให้น้องกินอีก ถ้าตกลงก็ยิ้มให้พี่ดีใจหน่อยสิ”
เทพซุนเสวี่ยมี่เพิ่งฟื้นเรี่ยวแรงได้เล็กน้อยนางพยายามยิ้มตาหยีโชว์เหงือกแดงทันทีเพราะมั่นใจว่าสมบัติซึ่งตนใช้เนตร์ช่วยค้นหาจะต้องมีมากพอให้พี่ชายทั้งสามคนเลี้ยงดูตนได้อย่างสบายใจด้วยนางััได้ถึงหยกเนื้อดีซึ่งน่าจะมีราคาแพงในภพโลกส่วนกระดาษสีแดงนั้นนางไม่รู้ว่ามันมีราคามากน้อยเพียงใด แต่คิดว่าคงสำคัญมากพอเพราะถูกเก็บไว้ด้วยกันในกล่องโลหะซึ่งกลายเป็กล่องสมบัติของตระกูลโชคร้ายเพราะถูกพวกตน่ชิงมาก่อน
หลี่หนิงหลงยิ้มกว้างมีความสุขเขาพบว่าสามารถสื่อสารกับทารกน้อยได้ด้วยคำถามนำเพื่อให้ทารกแสดงท่าทางออกมาสองแบบนั่นคือ ตกลงกับไม่ตกลง หรือเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยจึงคิดว่าน้องเป็ทารกจาก์ประทานมาให้โดยคิดจะเลี้ยงดูน้องให้ดีที่สุดเนื่องจากที่ผ่านมาพวกตนประสบโชคดีหลายครั้งด้วยความช่วยเหลือจากน้องสาวตัวเล็กนั่นเอง
จากนั้นน้องรองช่วยพี่น้องในกลุ่มหยิบเครื่องประดับหยกหลายชิ้นออกมาดูด้วยความสนใจเขาััได้ถึงความพิเศษของสร้อย กำไล จี้ และแหวนหยกอย่างละชิ้นพลางคิดว่าจะต้องมีราคามหาศาลมากกว่าที่คิดไว้แน่นอน
สักพักหนึ่งสามพี่น้องเงยหน้าสบตากันโดยไม่ได้นัดหมายโดยมีพี่รองและน้องเล็กช่วยกันปิดปากพี่ใหญ่ไว้อย่างแ่าอีกครั้งเนื่องจากตระหนักได้ว่าพี่ใหญ่อาจไม่สามารถอดกลั้นความรู้สึกยินดีต่อสมบัติซึ่งตกเป็ของพวกตนอย่างไม่ตั้งใจ
“..........”
หลี่หนิงอันดิ้นขลุกขลักอยู่ในซอกเล็กเขาไม่สามารถต่อสู้กับพี่น้องสองคนได้ ก่อนโบกมือส่งสัญญาณอีกครั้งอย่างจำใจเพราะเข้าใจได้ถึงการกระทำของทั้งคู่พลางตัวสั่นเทิ้มดีใจเพราะไม่คาดคิดว่าพวกตนจะมีสมบัติมากมายมหาศาลลำพังเฉพาะธนบัตรเงินหนึ่งร้อยหยวนก็มีมากเกือบสองล้านหยวนซึ่งนับยังไม่เสร็จเรียบร้อยดีแต่พอจะคาดเดาจำนวนได้ไม่ยากเย็นนัก
“ตอนนี้พวกเรามีเงินมากพอแล้วเหลือแค่ต้องหาที่อยู่ให้เป็หลักแหล่งก่อน”
หลี่หนิงหลงพูดขึ้นเมื่อปล่อยมือจากการปิดปากพี่ใหญ่ในกลุ่มแล้วเขาวางแผนการหลายอย่างเพื่อทุกคนโดยคิดว่าแผนเร่งด่วนและสำคัญที่สุดคือต้องหาที่อยู่ถาวรให้กับทุกคนเพราะยังมีน้องสาวตัวเล็กให้ดูแลอย่างใกล้ชิดด้วย
“อย่าเพิ่งพี่รองเอาเงินไปซื้ออะไรอร่อย ๆ มากินก่อนเถอะ”
หลี่หนิงหวงพูดท้วงขึ้นอย่างไม่เห็นด้วยเขาหยิบเอาเครื่องประดับมาจากมือพี่รองและธนบัตรส่วนหนึ่งจากมือพี่ใหญ่ไปเก็บไว้ในกล่องสมบัติดังเดิมเนื่องจากกังวลว่าทรัพย์สมบัติทั้งหลายจะสูญหายไปก่อนทั้งที่เพิ่งประสบโชควาสนาได้มาไม่นานนัก
“ฉันเห็นด้วยเอาเงินไปซื้ออาหาร แล้วก็ซื้อนมมาให้เหยี่ยนเอ๋อร์ด้วยสิ”
พี่ใหญ่พูดขึ้นพลางเลียริมฝีปากแตกแห้งไปด้วยเขาอยากรับประทานอาหารจนตาลายหมดแล้วกระนั้นยังไม่ลืมนึกถึงน้องสาวคนเดียวซึ่งเป็คนนำโชควาสนามาสู่กลุ่มจึงตั้งใจดูแลทารกน้อยอย่างเต็มที่
ทันใดนั้นท้องทุกคนต่างส่งเสียงร้องแข่งกันดังลั่นเพราะเป็เวลาโพล้เพล้จวนค่ำเต็มทีในขณะที่ผ่านมาแต่ละคนได้ดื่มนมเพียงมื้อเดียวในตอนสายซึ่งไม่เพียงพอเติมเต็มกระเพาะอาหารของเด็กวัยรุ่นกำลังเติบโตได้
“วุ้ย.....ท้องร้องซะดังลั่นเลย”
หลี่หนิงหวงกุมท้องตนเองแน่นด้วยความหิวกระหายพลางเหลือบมองด้วยสายตาอ้อนวอนทั้งพี่ใหญ่และพี่รองให้ตัดสินใจเสียทีเนื่องจากตนหิวจนสามารถกลืนกินหมูทั้งตัวได้
“เอาเงินไปซื้ออาหารแค่ใบเดียวนั่นก็มากเกินพอสำหรับพวกเรากับเหยี่ยนเอ๋อร์แล้ว”
หลี่หนิงหลงรับรู้โดยอัตโนมัติว่าพี่น้องในกลุ่มมอบให้ตนเป็คนตัดสินใจจึงบอกจำนวนเงินใช้จ่ายสำหรับค่าอาหารเย็นมื้อนี้โดยตั้งใจใช้จ่ายประหยัดไว้ก่อนเพราะยังมีรายจ่ายอีกมากรออยู่ดังนั้นไม่อยากให้ทุกคนซื้ออาหารฟุ่มเฟือยเกินไป
“เข้าใจแล้วว่าแต่ออกไปซื้อกันสองคนดีไหม จะได้ช่วยกันถือของหรือไม่ก็แยกกันซื้อจะได้กลับมาเร็ว ๆ”
พี่ใหญ่พยักหน้าเข้าใจพลางเสนอความคิดเห็นเพราะ้าให้มีคนช่วยถือของทั้งยังต้องหาซื้อนมมาให้น้องสาวด้วย ฉะนั้นหาก้าเดินทางไปกลับโดยเร็วเพื่อรับประทานอาหารรสเลิศด้วยกันเป็มื้อแรกจากเงินซึ่งไม่ใช่จากการขโมยเหมือนดังเช่นที่ผ่านมาจำเป็จะต้องไปสองคนซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาซื้อของได้
“ตกลง! งั้นพี่ใหญ่ไปกับน้องเล็กแล้วกันฉันจะอยู่เฝ้าสมบัติกับดูแลเหยี่ยนเอ๋อร์เอง”
หลี่หนิงหลงพยักหน้าตอบรับทั้งแสดงเจตนาอยู่ดูแลน้องสาวเองเพราะมีความคุ้นเคยและเชื่อว่าตนสามารถสื่อสารกับน้องผู้วิเศษได้ทั้งยัง้าเวลาวางแผนการเื่อื่นสำหรับทุกคนไปในตัว
เมื่อทุกคนตกลงแบ่งหน้าที่ชัดเจนแล้วต่างแยกย้ายกันไปหาอาหารโดยไม่รู้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งแอบมองมาจากภายในบ้านอันมืดสนิทด้วยความสงสัยก่อนเดินถือไม้กระบองตรงไปยังตำแหน่งที่มีหลี่หนิงหลงอุ้มเหยี่ยนเอ๋อร์ขึ้นมาไว้แนบอกด้วยความรู้สึกหลากหลาย
หลี่หนิงหลงไม่ลืมเก็บสมบัติกลับคืนไว้ในกล่องโลหะตามเดิมทั้งยังนำสร้อยหนังจี้หยกของน้องสาวจากกระเป๋ากางเกงเก็บรวมไว้ในกล่องสมบัติด้วยจากนั้นจ้องมองทารกในอ้อมกอดแล้วพูดกับน้องอย่างมีความสุข โดยไม่รู้ตัวสักนิดว่ามีบุคคลคนหนึ่งยืนแอบมองการสนทนาของตนกับน้องสาวผ่านช่องว่างระหว่างชั้นเก็บสมุนไพรซึ่งมองเห็นตำแหน่งนั่งขัดสมาธิอุ้มทารกพูดคุยกันอยู่อย่างชัดเจนว่า
“เหยี่ยนเอ๋อร์พี่ชายสองคนกำลังไปหานมมาให้น้องแล้วนะ รออีกนิด...เดี๋ยวก็ได้กินแล้วอย่าเพิ่งร้องงอแงล่ะ.....เข้าใจไหม”
น้องรองในกลุ่มต้องรีบบอกน้องสาวตัวน้อยในห่อผ้าสีฟ้าโดยเร็วเพราะเหลือบเห็นน้องลืมตาตื่นขึ้นมาพอดีเขากลัวว่าน้องจะร้องไห้งอแงจนเรียกคนในบ้านให้ออกมาขับไล่ ขณะตนกำลังหลบซ่อนตัวอยู่และยังไม่พร้อมวิ่งหนีไปที่ไหนอีกเนื่องจากกำลังเข้าสู่่หัวค่ำและ้าพักผ่อนเต็มที
เทพซุนเสวี่ยมี่ขยับปากไปมาด้วยความหิวโหยนางััได้ว่ามีชายชรากำลังเดินฝีเท้าแ่เบาเข้ามาใกล้พลางรู้ดีว่าเป็เ้าของบ้านหลังนี้ทั้งเข้าใจด้วยว่าพี่ชายจำเป็ไม่้าให้ตนร้องไห้จนเกิดเื่ขึ้นได้ทว่าตนััได้ถึงความใจดีมีเมตตาจากชายชราจึงจงใจร้องไห้ขึ้นมาโดยไม่สนใจอาการตื่นตระหนกของพี่ชายตรงหน้าสักนิด
“อุแว้ ๆ ๆ ๆ ๆ”