
ครู่หนึ่งรถก็จอดอีกครั้ง เมื่อเบญจกัลยาณีลืมตาขึ้นก็พบว่าตอนนี้เธออยู่กลางสะพานข้ามแม่น้ำเ้าพระยาแล้ว เมื่อมองไปเบื้องล่างจึงเห็นเป็วิวโค้งน้ำที่สวยงามจับตาดีเหลือเกิน
“พามาที่นี่ทำไมเนี่ย”
“ก็บอกอยากชมวิวไม่ใช่หรือ”
“นี่จะไม่ให้ไปคอนโดจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย”
“ฉันไม่ชอบให้ใครไปยุ่งที่ห้อง”
“ใจแข็งดีแฮะ” หญิงสาวยิ้ม ก่อนจะจิ้มไปที่หมวกกันน็อก “แล้วนี่จะไม่ถอดหมวกให้ยลโฉมกันหน่อยหรือไง ไม่เป็สุภาพบุรุษเลยแฮะ ปิดหน้าปิดตาคุยกับสาวๆ แบบเนี้ย”
“ไม่จำเป็”
“ทำไม ขี้เหร่นักหรือไง ถึงไม่ยอมถอด”
“มันไม่เกี่ยวกับหน้าตาหรอก ฉันแค่ไม่อยากถอด”
‘โอ๊ยตาย! หมอนี่ท่าจะจีบยากแฮะ คิดถูกหรือเปล่าวะที่รับคำท้านังสตรอว์’
“เปิดกระจกหน่อยก็ได้เอา ขอเห็นตาสักหน่อยก็ยังดี คุยกันอย่างนี้เหมือนคุยกับจ่าเฉยยังไงไม่รู้”
“เธอนี่มันเื่มากจริงๆ” ชายหนุ่มส่ายหัว ก่อนจะยอมยกกระจกขึ้นให้เธอเห็นดวงตาสวยของเขา
“ตาคุ้นๆ แฮะ”
พอได้ยินอย่างนั้น แววตาคู่นั้นก็ดูตระหนกขึ้นมาไม่น้อย ก่อนจะหันไปทางอื่นราวกับกำลังซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้
“นายเป็ดาราใช่ไหม”
“เปล่า” เขาส่ายหน้า
“นายแบบ”
“ไม่ใช่”
“ไฮโซ”
“พอ” เขายกมือขึ้นปราม “ไม่ต้องเดา ยังไงฉันก็ไม่บอกเธอว่าฉันเป็ใคร”
“ยิ่งมีความลับยิ่งอยากรู้แฮะ” เบญจกัลยาณีแยกเขี้ยวอย่างนึกหงุดหงิด รู้สึกคันไม้คันมืออยากถอดหมวกกันน็อกออกเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่เขาคงไม่ยอมง่ายๆ แน่
“นายไม่อยากมีเพื่อนเป็สาวสวยอย่างฉันหรือไง”
เขาหันมามองเธอ “หน้าขาวปากแดงเป็ลิงอย่างนี้อะนะเรียกว่าสวย”
เพี้ยะ!
“โอ๊ย! มาตีฉันทำไมเนี่ย” ชายหนุ่มโวยพร้อมคลำต้นแขนที่โดนฟาดป้อยๆ
“นายมาว่าฉันเป็ลิงทำไมล่ะ”
“ก็หรือไม่จริง โบ๊ะแป้งจนหน้าลอยขนาดนี้ ถามจริงรองพื้นผิดเบอร์ปะ”
“อย่ามาว่านะ...” หญิงสาวง้างมือจะตีอีก
“อย่านะ” เขาชี้หน้าเธอพร้อมขู่ “ถ้าตบฉันจูบจริงๆ ด้วย ตบจูบๆ น่ะ เคยได้ยินไหม”
“ใส่หมวกจะจูบได้ไงเล่า แน่จริงก็ถอดหมวกออกมาจูบสิ”
พูดจบสาวมือไวก็ฟาดเปรี้ยงเข้าให้อีกที ทำเอาเด็กแว้นนิรนามโมโห คว้าต้นแขนของเธอทั้งสองข้างดึงเข้าไปแนบชิดตัว แต่ก็ทำได้แค่นั้น เพราะสวมหมวกกันน็อกแบบนี้ไม่มีทางจูบจริงได้แน่
