ประตูเมืองหลวงปิดลงเื้ัอย่างช้า ๆ
เสียงบานประตูไม้หนักกระทบกันดังก้อง คล้ายตัดโลกสองด้านออกจากกันโดยสมบูรณ์
ด้านหนึ่งคือกำแพงสูง ตำหนักนับร้อย บัลลังก์ที่กำลังรอคำตอบ และความลับซึ่งถูกฝังอยู่ใต้เงาราชวงศ์มาสิบห้าปี
อีกด้านคือถนนยาวทอดขึ้นเหนือ ูเาที่ถูกหิมะปกคลุม และศัตรูซึ่งกำลังใช้ชีวิตของประชาชนนับหมื่นเป็เครื่องต่อรอง
หลี่เฉิงเยว่หันกลับไปมองเมืองหลวงเพียงครั้งเดียว
เขาไม่ได้รู้สึกอาลัย
แต่ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าไม่มีสิ่งใดผูกพันอยู่ภายในกำแพงนั้น
รัชทายาทซึ่งยังรักษาตัว
ฝูอันที่ยืนร้องไห้ส่งอยู่หน้าตำหนัก
ซู่เหลียนผู้เป็พยานคนสุดท้ายของมารดา
และพระบิดาที่เพิ่งยอมรับความผิดหลังความสูญเสียผ่านไปนานเกินกว่าจะย้อนคืน
เซวียนอี้ขี่ม้าอยู่ข้างกัน
เขาไม่ได้ถามว่าหลี่เฉิงเยว่กำลังคิดสิ่งใด เพียงชะลอม้าให้ฝีเท้าของทั้งสองเสมอกัน
แม่ทัพหลัวนำกำลังทหารห้าสิบนายตามอยู่ด้านหลัง ทั้งหมดแต่งกายเป็ขบวนพ่อค้าคุ้มกันสินค้า เพื่อไม่ให้คนของเผยจงเหวินรู้ว่าพวกเขากำลังมุ่งขึ้นเหนือ
ราชโองการลับฉบับจริงยังคงถูกเก็บไว้ในหอหลวง
สิ่งที่หลี่เฉิงเยว่นำติดตัวมาคือสำเนาที่ทำเหมือนต้นฉบับทุกประการ ส่วนตราจันทร์จริงถูกซ่อนอยู่ในปลอกดาบของเซวียนอี้
ไม่มีผู้ใดรู้เื่นี้นอกจากพวกเขาสามคน
แม้แต่ทหารในขบวนก็ได้รับคำสั่งเพียงว่า ต้องปกป้องหีบสินค้าสำคัญไปยังด่านหานโจว
การเดินทางวันแรกเป็ไปอย่างเงียบสงบ
ถนนยังคงราบเรียบ หิมะไม่หนามาก และหมู่บ้านระหว่างทางยังมีผู้คนออกมาใช้ชีวิตตามปกติ
แต่เมื่อพ้นเขตเมืองหลวงไปสองวัน ร่องรอยของภัยก็เริ่มปรากฏ
โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งถูกเผาจนเหลือแต่เสา
ศพม้าสองตัวนอนแข็งอยู่ริมทาง
เกวียนขนเสบียงถูกทิ้งกลางหิมะโดยไม่พบคนขับ
เซวียนอี้ลงจากม้าไปตรวจ
เขาคุกเข่าข้างรอยล้อ ใช้นิ้วแตะหิมะที่ถูกเหยียบย่ำ ก่อนมองไปทางป่า
“มีคนอย่างน้อยยี่สิบคนผ่านไปเมื่อวาน”
แม่ทัพหลัวขมวดคิ้ว
“โจรหรือ”
“ไม่ใช่”
เซวียนอี้ชี้ไปที่รอยเกือกม้า
“ม้าศึก เกือกแบบเดียวกับกองทหารชายแดน และพวกเขาเคลื่อนเป็แถว ไม่ใช่กองโจร”
หลี่เฉิงเยว่ลงจากม้า
“คนของเผยจงเหวิน?”
“อาจเป็ทหารที่ถูกหลอกด้วยตราคำสั่งปลอม”
แม่ทัพหลัวมองทิศทางรอยเท้า
“พวกมันมุ่งไปทางด่านหานโจวเช่นกัน”
หลี่เฉิงเยว่กล่าว
“ถ้าเราใช้เส้นทางเดิม ต้องตามหลังพวกมัน”
“หรือถูกพวกมันรออยู่ข้างหน้า” เซวียนอี้เสริม
เขาหยิบแผนที่ออกจากอกเสื้อ คลี่ลงบนฝากล่องไม้
“จากที่นี่มีทางลัดผ่านหุบเขาหมาป่า แต่ฤดูหนาวเส้นทางลื่นและแคบ รถม้าไปไม่ได้”
แม่ทัพหลัวมองขบวนเสบียงปลอม
“หากทิ้งรถม้า คนของเผยจงเหวินอาจรู้ว่าเราไม่ใช่พ่อค้า”
หลี่เฉิงเยว่พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง
“แบ่งขบวน”
แม่ทัพหลัวเงยหน้า
“ให้ทหารยี่สิบนายพารถม้าไปทางเดิม ทำเหมือนเดินทางตามปกติ ส่วนที่เหลือเข้าเส้นทางหุบเขา”
“หากศัตรูโจมตีรถม้า…”
“ให้ทิ้งสินค้าและหนี ไม่ต้องต่อสู้”
แม่ทัพหลัวพยักหน้า
เซวียนอี้ยังคงมองแผนที่
“ทางหุบเขาต้องเดินทางกลางคืนบาง่ หากหิมะตกหนักอาจใช้เวลามากกว่าเดิม”
หลี่เฉิงเยว่มองเขา
“เ้าเคยผ่านหรือไม่”
“สามครั้ง”
“เช่นนั้นเ้าจะนำทาง”
คำสั่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ก่อนแยกขบวน หลี่เฉิงเยว่เปลี่ยนจากม้าตัวสูงของราชสำนักเป็ม้าพื้นเมืองขนาดเล็กกว่า ซึ่งเหมาะกับทางูเา
เซวียนอี้ตรวจอานและบังเหียนด้วยตนเอง
เขาดึงสายหนังทุกเส้น ลองกดน้ำหนัก และตรวจใต้ผ้ารองอานราวกับกลัวว่าจะมีเข็มพิษซ่อนอยู่
หลี่เฉิงเยว่ายืนกอดอกมอง
“เ้าตรวจม้าข้านานกว่าตรวจม้าตนเอง”
“ม้าของกระหม่อม หากมีปัญหา กระหม่อมยังลงเดินได้”
“แล้วข้าลงเดินไม่ได้หรือ”
เซวียนอี้เงยหน้าขึ้น
“พระองค์เดินได้ แต่ทางข้างหน้าหิมะลึก”
“ดังนั้น?”
“กระหม่อมไม่อยากให้พระองค์เหนื่อย”
คำตอบตรงไปตรงมาทำให้หลี่เฉิงเยว่พูดไม่ออกชั่วขณะ
แม่ทัพหลัวที่ยืนอยู่ไม่ไกลแสร้งหันไปตรวจสัมภาระอย่างตั้งใจ
หลี่เฉิงเยว่ลดเสียง
“เ้ากำลังทำให้คนอื่นคิดว่าข้าอ่อนแอ”
“ผู้ใดคิดเช่นนั้น ย่อมมีโอกาสเสียใจภายหลัง”
“เ้ากำลังกวนข้าอีกแล้วหรือ”
“กระหม่อมกล่าวตามจริง”
หลี่เฉิงเยว่ส่ายหน้า แต่ริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อย
ขบวนเล็กเข้าสู่หุบเขาหมาป่าในยามบ่าย
หน้าผาสองด้านสูงชัน แสงอาทิตย์ส่องลงมาได้เพียงบางส่วน ลมหนาวพัดลอดช่องเขาจนเกิดเสียงหวีดคล้ายสัตว์ร้อง
เส้นทางแคบพอให้ม้าผ่านเรียงตัวเดียว
เซวียนอี้นำหน้า
หลี่เฉิงเยว่อยู่ถัดไป
แม่ทัพหลัวคุมท้าย
ใน่แรกทุกอย่างราบรื่น
แต่เมื่อพระอาทิตย์ใกล้ตก เสียงก้อนหินกลิ้งก็ดังมาจากหน้าผา้า
เซวียนอี้ยกมือทันที
ขบวนหยุด
เขาเงยหน้ามอง
ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหวบนสันเขา
แต่ความเงียบผิดปกติเกินไป
“ลงจากม้า” เขาสั่ง
ทหารทุกคนทำตาม
แทบจะพร้อมกัน ลูกธนูหลายสิบดอกก็พุ่งลงมาจากหน้าผา
“กำบัง!”
เซวียนอี้ดึงหลี่เฉิงเยว่เข้าหาหินก้อนใหญ่ ดาบในมือปัดธนูสองดอกที่พุ่งมาใกล้
ทหารอีกส่วนยกโล่ขึ้น
เสียงลูกธนูกระทบโล่และก้อนหินดังระรัว
แม่ทัพหลัวะโ
“บนหน้าผา!”
ทหารฝ่ายศัตรูปรากฏตัวเหนือสันเขา พวกเขาสวมเสื้อคลุมขาวกลืนกับหิมะและกลิ้งท่อนไม้ขนาดใหญ่ลงมา
เส้นทางแคบทำให้หลบได้ยาก
เซวียนอี้มองทางข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
“มีโพรงหินอีกประมาณยี่สิบจั้ง!”
หลี่เฉิงเยว่ถาม
“ไปถึงได้หรือ”
“ต้องฝ่าธนู”
หลี่เฉิงเยว่หันไปหาแม่ทัพหลัว
“ให้พลธนูยิงกด้า ทหารโล่เปิดทาง ส่วนที่เหลือพาม้าไปยังโพรง!”
คำสั่งถูกถ่ายทอดทันที
พลธนูของพวกเขายิงสวนขึ้นหน้าผา แม้มุมเสียเปรียบ แต่พอทำให้ศัตรูต้องหมอบหลบ
ทหารโล่รวมตัวเป็แนว
หลี่เฉิงเยว่กำลังจะก้าวออกไป เซวียนอี้กลับยืนขวาง
“พระองค์อยู่กลางแนว”
“เ้า?”
“กระหม่อมนำหน้า”
“ไม่”
เซวียนอี้ขมวดคิ้ว
“องค์ชาย”
“เ้ารู้ทาง จึงต้องอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นทั้งหมด ไม่ใช่เอาตัวไปเป็โล่”
“แต่—”
“ข้าจะอยู่หลังทหารโล่ ไม่ได้เดินออกไปรับธนู”
เซวียนอี้ยังลังเล
หลี่เฉิงเยว่มองตาเขา
“เชื่อข้า”
คำเดียวกันที่เขาเคยใช้ในศาลาร้าง
เซวียนอี้สูดลมหายใจ
“พ่ะย่ะค่ะ”
พวกเขาเคลื่อนตัว
หิมะใต้เท้าลื่นและลึก ท่อนไม้หนึ่งกลิ้งลงมากระแทกก้อนหินจนแตกกระจาย เศษหินปลิวผ่านใบหน้าหลี่เฉิงเยว่จนเกิดรอยเืเล็ก ๆ
เซวียนอี้หันกลับมาเห็น
แต่เขาไม่หยุด
เพราะองค์ชายสั่งให้เชื่อ
เมื่อถึงโพรงหิน ทุกคนหลบเข้าไปได้เกือบหมด ทหารสองนายาเ็จากลูกธนู แต่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต
ศัตรู้าไม่กล้าลงมาตาม เพราะทางแคบและเสียเปรียบ
หลังเสียงโจมตีสงบ เซวียนอี้เดินไปตรวจผู้าเ็ ก่อนกลับมาหาหลี่เฉิงเยว่
เขามองรอยขีดข่วนบนแก้มองค์ชาย
“เจ็บหรือไม่”
หลี่เฉิงเยว่ตอบ
“นิดหน่อย”
เซวียนอี้หยิบผ้าสะอาดออกมา ชุบน้ำจากกระบอก แล้วเช็ดเืให้อย่างระมัดระวัง
ปลายนิ้วของเขาเกือบแตะผิวแก้ม
หลี่เฉิงเยว่ไม่หลบ
ทหารรอบด้านต่างแสร้งมองไปทางอื่น
“เมื่อครู่เ้าหันกลับมามองข้ากี่ครั้ง” องค์ชายถาม
เซวียนอี้ชะงัก
“สองครั้ง”
“โกหก”
“สี่ครั้ง”
“ยังโกหก”
เซวียนอี้เงียบ
หลี่เฉิงเยว่ยิ้มบาง
“เ้าหันมาทุกครั้งที่มีเสียงธนูใกล้ข้า”
“กระหม่อมควรระวังพระองค์”
“ข้ารู้”
เขาจับข้อมือเซวียนอี้ไว้ ก่อนอีกฝ่ายจะชักมือกลับ
“แต่ข้าก็ระวังเ้าเช่นกัน”
สายตาของทั้งสองสบกัน
ในโพรงหินที่เต็มไปด้วยทหาร ความเงียบระหว่างพวกเขากลับเหมือนแยกออกจากโลกภายนอกชั่วครู่
แม่ทัพหลัวกระแอมเบา ๆ
“องค์ชาย เราจับศัตรูได้หนึ่งคนพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เฉิงเยว่ปล่อยมือ
นักธนูฝ่ายศัตรูถูกลากเข้ามา เขาาเ็ที่ขาและไม่อาจหนีได้
เซวียนอี้ตรวจปากเขาก่อน เพื่อป้องกันยาพิษ
“ไม่ใช่คนดอกเหมยดำ”
ทหารคนนั้นตัวสั่น
“ข้าเพียงทำตามคำสั่งแม่ทัพประจำด่าน!”
“แม่ทัพคนใด” แม่ทัพหลัวถาม
“แม่ทัพเหยียนแห่งป้อมจิ่วเฉิง เขาบอกว่ามีกลุ่มฏปลอมเป็พ่อค้ากำลังขึ้นเหนือ ต้องฆ่าให้หมด”
หลี่เฉิงเยว่กับเซวียนอี้สบตากัน
เผยจงเหวินเริ่มใช้ตราคำสั่งปลอมแล้วจริง ๆ
และไม่ใช่เพียงทหารกลุ่มเล็ก
เขาอาจควบคุมแม่ทัพตามป้อมหลายแห่งไปแล้ว
“แม่ทัพเหยียนได้รับคำสั่งจากผู้ใด” หลี่เฉิงเยว่ถาม
“ตราจากกรมกลาโหม และตราพระราชทานของฝ่าา”
แม่ทัพหลัวสบถเบา ๆ
หลี่เฉิงเยว่มองความมืดนอกโพรง
“ต่อจากนี้ เราไม่รู้แล้วว่าป้อมใดเป็มิตร”
เซวียนอี้กล่าว
“แต่ด่านหานโจวยังมีแม่ทัพเกา เขาเคยเป็ผู้บังคับบัญชากระหม่อม หากยังมีชีวิต เขาจะไม่เชื่อคำสั่งง่าย ๆ”
“หากเผยจงเหวินรู้เื่นี้ เขาจะจัดการเขาก่อน”
หลี่เฉิงเยว่ลุกขึ้น
“เราต้องไปให้ถึงด่านเร็วกว่าเดิม”
คืนนั้น พวกเขาไม่ได้พักนาน
แม้หิมะเริ่มตกหนัก ขบวนเล็กก็ออกเดินทางต่อใต้แสงคบเพลิง
ถนนด้านหน้ามืดมิด
ไม่มีใครรู้ว่ามิตรหรือศัตรูกำลังรออยู่ที่ปลายทาง
แต่หลี่เฉิงเยว่รู้สิ่งหนึ่งแน่ชัด
การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็เพียงการตามล่าผู้ฏ
มันคือการเดินออกจากเงาของวังหลวง
ไปเผชิญโลกที่กว้างกว่า
และค้นหาว่า เมื่อไม่มีบัลลังก์หรือราชโองการกำหนดเส้นทาง
เขาจะเลือกเป็คนแบบใด