เปาหวงหลานจ้องมองที่ชายวัย 53 ผู้นั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ ใบหน้าของเขานั้นคลับคล้ายคลับคลากับคนที่เธอเคยรู้จักคนหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน เธอจ้องเพ่งพินิจพิเคราะห์อยู่สักพัก พลันนึกถึงเมื่อตัวเองยังอายุเพียง 17 ปี ในวันที่เธอได้พบหน้าโจวเที้ยนเปียครั้งแรกเมื่อตอนที่เขาอายุได้ 20 ก็มีชายวัย 40 คนหนึ่งเป็ผู้ดูแลฝึกฝนให้แก่สามีของเธอและคอยเอ็นดูเธอตลอดเวลา 2 ปี ก่อนที่ชายคนนั้นจะหายไปยาวนานจนถึงวันนี้ก็นับได้ 11 ปี แม้เวลาจะผ่านไปนานแต่เธอยังมิเคยลืมผู้มีพระคุณเลยแม้แต่วินาทีเดียว
เปาหวงหลานคุกเข่าลงต่อหน้าชายผู้นั้น ก่อนน้ำตาจากดวงตาทั้งสองจะไหลนองลงมาและกล่าวว่า “ข้าน้อยเปาหวงหลาน ขอคารวะท่านประมุขกัว”
“เป็เ้าจริงๆด้วย แล้วโจวเที้ยนเปียเล่า โจวเที้ยนเปียอยู่ที่ไหน รีบเรียกตัวมาให้ข้าเขกกะโหลกสักสองสามที” กัวจงซินกล่าว ชายปริศนาคนนี้ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหนสำหรับเปาหวงหลาน เขาคือ กัวจงซิน ประมุขพรรคเปลวอัคคีที่หายสาปสูญไปเมื่อ 11 ปีก่อน
“พี่เที้ยนเปียเขา เขาไม่อาจมาพบท่านได้อีกแล้ว” เปาหวงหลานกล่าว
“ทำไมเ้าถึงพูดเช่นนั้น หมายความว่าอะไร” กัวจงซินกล่าว
“ข้าน้อยเปาหวงหลานขอเชิญท่านประมุขไปพักกินดื่มที่บ้านข้าน้อยก่อน แล้วข้าน้อยจะเล่าทุกเื่ให้แก่ท่านประมุขฟัง” เปาหวงหลานพูด
เมื่อกัวจงซินเดินทางไปยังบ้านหลังน้อยของฮูหยินโจว นางก็นำชา เหล้า และสำรับอาหารปริมาณหนึ่งมาจัดการต้อนรับแขกอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
“เ้าเล่ามาได้แล้ว ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเที้ยนเปีย” กัวจงซินร้อนใจใคร่อยากรู้
“เมื่อ 6 ปีก่อน พี่เที้ยนเปียกลับไปยังพรรคเปลวอัคคีเพื่อทำลายวรยุทธ์และประกาศตนออกจากยุทธภพต่อหน้าป้ายท่านประมุข จากนั้นเราสองคนก็ออกจากยุทธภพมายังพื้นที่แห่งนี้เพื่อใช้ชีวิตอย่างสงบกันสองสามีภรรยา แต่เมื่อใกล้ถึงงานชุมนุมคัมภีร์สะกดมาร ข้าน้อยได้ให้กำเนิดบุตรชายขึ้นมา และก็มีชายคนหนึ่งซึ่งสวมหน้ากากอยู่ซัดฝ่ามือใส่บุตรชาย ชายผู้นั้นบอกว่าให้ขโมยคัมภีร์มาแล้วจะพบวิธีรักษา พี่เที้ยนเปียจึงบุกไปชิงคัมภีร์ที่เหล่าชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะอยู่ พี่เที้ยนเปียซึ่งไร้วรยุทธ์มิอาจต้านทานได้จึงเสียชีวิต” เปาหวงหลานเล่าเื่ราวทุกอย่างที่ตนรับรู้มาให้แก่กัวจงซินทราบ
กัวจงซินนั่งหน้าตาเศร้าสร้อยก่อนจะกล่าวว่า “ถ้าหากว่าข้าไม่มัวแต่อับอายชาวยุทธ์และหนีหายไปแบบนั้น เื่ราวแบบนี้คงจะไม่เกิดขึ้น”
“ท่านประมุขอย่าได้โทษตัวเอง” เปาหวงหลานกล่าว
“ช่างเถอะ เ้าช่วยพาข้าไปยังหลุมศพของเขาได้หรือไม่” กัวจงซินพูด
เปาหวงหลานพากัวจงซินเดินทางไปยังหลุมศพของสามีนาง กัวจงซินคารวะหลุมศพนั้น ก่อนจะกล่าวว่า “โจวเที้ยนเปีย เ้าไม่เป็เพียงสมาชิกพรรคของข้าเท่านั้น แต่ยังเป็หนึ่งในสองลูกศิษย์ที่ข้ารับไว้ฝึกฝนฝีมือ ข้าช่างละอายตัวเองจริงๆที่ไม่อาจปกป้องเ้าได้”
กัวจงซินลุกขึ้นและเดินมาหาโจวเจียอี้ บุตรชายคนเดียวของโจวเที้ยนเปีย สองมือของเขาจับลงบนไหล่ของเด็กชาย และกล่าวว่า “หน้าตาของเ้าช่างคล้ายกับพ่อเ้ามาก มีเพียงแค่ดวงตาเ้าที่งดงามคล้ายดั่งแม่ พ่อของเ้าถูกรังแกอย่างคนไร้ทางสู้ คงต้องเป็หน้าที่ของเ้าที่ต้องสะสางเื่นี้”
กัวจงซินหันหน้าไปมองหลุมศพของโจวเที้ยนเปีย และหันมากล่าวกับเปาหวงหลานว่า “หวงหลาน ข้าขอรับลูกชายของเ้าเป็ศิษย์ได้หรือไม่”
เปาหวงหลานคุกเข่าลงพร้อมดึงลูกชายให้นั่งลง และก้มหัวคำนับแก่กัวจงซินก่อนจะกล่าวว่า “เป็พระคุณของเราสองแม่ลูกมาก แต่ท่านประมุข เจียอี้ถูกซัดฝ่ามือั้แ่ยังแบเบาะ ร่างกายไม่ค่อยจะแข็งแรงนัก เกรงว่าจะฝึกวิชาไม่ได้”
กัวจงซินจับแขนของโจวเจียอี้เพื่อตรวจดูชีพจร และจับไปยังจุดต่างๆ ก่อนจะกล่าวว่า “หวงหลาน เ้าจงกลับบ้านไปเตรียมหมึกและกระดาษ ข้าจะเขียนใบสั่งยาให้ แล้วเ้าก็ไปจัดหายามาให้ข้า ต่อจากนี้เจ็ดวันเจ็ดคืน ข้าจะโครจรลมปราณเพื่อรักษาลูกชายเ้า ห้ามใครเข้ามารบกวนเด็ดขาด”
เปาหวงหลานรับคำออกตามหายาตามคำสั่งของกัวจงซิน จากนั้นกัวจงซินได้อยู่ในห้องเพื่อเดินลมปราณกับโจวเจียอี้อยู่ถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน เมื่อพ้นกำหนด โจวเจียอี้จึงดื่มยาตามที่กัวจงซินให้จัด สามวันต่อจากนั้น อาการป่วยของโจวเจียอี้ก็หมดสิ้นไป