“ลูกเหิน เ้าเดินทางไปนครหลวงครานี้ต้องระวังตัวระหว่างทางให้มากๆ นะ...”
หน้าประตูจวนแม่ทัพองครักษ์สวมชุดเกราะถืออาวุธสิบกว่านายยืนอยู่ข้างรถม้าคันหนึ่ง
หลงจ้านยืนอยู่บนบันไดจวนสั่งการธุระก่อนฉู่เหินจะออกเดินทาง
เวลาหนึ่งเดือนจะว่าผ่านไปเร็วก็ผ่านไปเร็วแท้
จากที่นัดหมายไว้กับลี่กู้ก่อนหน้านี้ถึงเวลาไปรายงานตัวที่สำนักยุทธวายุจักรพรรดิได้แล้วแม้จะยังมีเวลาก่อนสำนักยุทธขั้นสูงทั้งหลายในนครหลวงจะปิดการรับศิษย์ใหม่อยู่แต่ก็จำเป็จะต้องไปทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของสำนักเสียบ้าง
“ลุงจ้าน ข้าไปนครหลวงคนเดียวก็ได้ขอรับท่านไม่ต้องลำบากส่งคนคุ้มครองข้าไปตั้งมากมายเช่นนี้เลย” ฉู่เหินว่า
หลงจ้านส่ายหน้าเป็คำตอบ “ลูกเหินเอ๋ย ว่ากันตามจริงข้าเป็ห่วงว่าพวกไอ้เฒ่าหลิ่วเสวียนนั่นจะทำมิดีมิร้ายกับเ้าระหว่างทางส่งคนคุ้มครองเ้าไปมากๆ หน่อย ข้าค่อยเบาใจได้บ้างเดิมข้าคิดจะให้พี่ใหญ่กับพี่หญิงรองของเ้ากลับมาพาเ้าไปสำนักยุทธวายุจักรพรรดิด้วยซ้ำไปแต่ก็ให้บังเอิญตอบจดหมายกลับมาว่า่นี้กำลังยุ่งพอดี...”
“ให้พี่ใหญ่กับพี่หญิงรองกลับมายิ่งไม่จำเป็ใหญ่เลยขอรับข้าโตป่านนี้แล้วนะ ไม่ต้องให้พวกท่านเป็ห่วงเป็ใยมากจนเกินไปหรอกขอรับ”
“จริงด้วยสิ! พริบตาเดียวลูกทั้งสามของข้าก็โตเป็ผู้ใหญ่แล้ว”หลงจ้านตบบ่าฉู่เหินแ่เบา น้ำเสียงนั้นตื้นตันอยู่หลายส่วน
มิใช่บิดา แต่ลึกซึ้งเสียยิ่งกว่าบิดา!
ฉู่เหินเม้มปาก มุมปากยกเป็ยิ้มรู้ใจ
“ลุงจ้าน หากมีเวลาเมื่อใดข้าจะกลับมาทันที”
“เฮอะๆ เยี่ยม!”
หลงจ้านถอนใจพรืดยาว เอ่ยเสียงเคร่ง “เวลาวารีไม่รอท่าพวกเ้าควรออกเดินทางได้แล้ว! จำไว้นะ ไม่ว่าพบเจอเื่อันใดที่เ้าแก้ไม่ตกในเมืองหลวงจงไปหาพี่ชายใหญ่และพี่หญิงรองของเ้า”
“อื้ม ลูกเข้าใจแล้วขอรับ!”
“ไปเถิด!”
“นายท่าน วางใจเถิดขอรับ! พวกเราจะคุ้มครองนายน้อยเหินไปนครหลวงโดยปลอดภัย”หัวหน้าองครักษ์เอ่ยอย่างแน่วแน่
“ลุงจ้าน ถนอมตัวด้วย!”
ฉู่เหินผู้เข้าไปนั่งบนรถม้ายื่นตัวออกมาจากหน้าต่าง
หลงจ้านพยักหน้ายิ้ม หว่างคิ้วที่เฉียบคมเสมอมาบัดนี้อ่อนโยนราวกับบิดาผู้เมตตาก็มิปาน
หลงจ้านมองส่งรถม้าจวบจนมันเคลื่อนตัวไปไกลตาความรู้สึกเหมือนเช่นยามมองดูลูกทั้งสองจากไป หัวใจของเขาหนักอึ้งขึ้นมาจางๆ
แต่เขารู้ดีว่านกที่ไม่ออกจากรังย่อมไม่มีทางเติบโตไปในทางที่ดีกว่าได้
คคนานต์เก้าชั้นฟ้า พญาอินทรีสยายปีก
ขี่วายุทะลุคลื่น หมื่นลี้โฉบฉวัดเฉวียน!
รุ่งทิวาห่านป่าบินพร้อมวาโย ทะยานโผสู่โพยมเก้าหมื่นลี้
เทียบกันกับนครหลวงแล้ว เมืองหลินเหยียนช่างเล็กเหลือเกินผู้ยิ่งใหญ่มากมาย ัพยัคฆ์ร้ายกัดแก่งแย่งชิง เมื่อนั้น ฉู่เหินเป็ัหรือหนอนกันแน่เขาย่อมจะประจักษ์แจ้งได้เอง
...
เวลานี้ ฉู่เหินผู้นั่งอยู่ในรถม้าก็มีความรู้สึกซับซ้อนเฉกเช่นเดียวกัน
แต่เล็กจนโต ทุกความทรงจำที่เขาเติบใหญ่มาในจวนแม่ทัพท่วมท้นหัวใจดุจสายน้ำหลากหลงจ้านเป็ผู้ใหญ่ที่เข้มงวดกวดขันเสมอมา ไม่ว่าจะเป็ฉู่เหิน หรือต่อให้เป็ลูกทั้งสองของตนเองก็ตามที
ทว่า่เวลาสองสามวันก่อนจะไปหลงจ้านก็มักละทิ้งกิจการงานในจวนแม่ทัพบ่อยครั้งเพื่อมาสนทนากับฉู่เหินบางครั้งบางคราก็ช่วยชี้แนะสิ่งที่เขายังขาดไปในด้านการฝึกวรยุทธด้วย
จนจวนจะจากกันนั่นเองฉู่เหินถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าพันธะผูกพันที่เขามีต่อหลงจ้านต่อจวนแม่ทัพนั้นลึกซึ้งเพียงไหน
ไม่นานนัก ความทุกข์เจือจางที่ต้องจากลาของฉู่เหินก็ถูกความหวังที่ล้นเอ่อเข้ามาครอบงำไว้แทนที่
นครหลวงแห่งอาณาจักรดาวศักดิ์สิทธิ์สถานที่ซึ่งทุกผู้ทุกนามต่างไขว่คว้าหาทางไป
ที่แห่งนั้นเป็ที่พำนักของตระกูลที่ฐานันดรสูงส่งที่สุดอิทธิพลยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักร...
เดิมแม่ทัพชราหลงป๋อได้รับพระราชทานคฤหาสน์ในนครหลวงจากราชสำนักมาด้วยทว่าแม่ทัพชราหลงป๋อปฏิเสธไปแม่ทัพเฒ่าผู้ถอยจากแนวหน้าหวังเพียงได้พำนักยังบ้านเกิดอย่างเมืองหลินเหยียนไม่คิดเข้าร่วมว่าราชการบ้านเมืองในเมืองหลวงด้วยเช่นกัน
ภายหลังเมื่อกาลเวลาผันเปลี่ยน แม่ทัพเฒ่าหลงป๋อสิ้นลมจากโลกนี้ไปเื่นี้จึงค่อยๆ ถูกลืมเลือนไปอย่างช้าๆ
เมืองหลวงใหญ่โตโอฬาร ชนชั้นสูงมากมี
ด้วยเป็เมืองหลวงแห่งอาณาจักรดาวศักดิ์สิทธิ์ จึงมีประชากรกว่าสี่ล้านคนนอกจากชาวเมืองท้องที่แล้ว ทุกวันจะมีพ่อค้าที่สัญจรมาจากทั่วดินแดนนับไม่ถ้วนคอยพัฒนากิจการมากมายในเมืองหลวง
ในสายตาคนภายนอก นครหลวงอาณาจักรดาวศักดิ์สิทธิ์นั้นมีฉายาว่า ‘เมืองที่ไม่เคยหลับใหล’
ที่แห่งนี้รวมไว้ซึ่งความรุ่งเรือง ความหรูหรา ความมั่งคั่ง และอำนาจ...
สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือสำนักยุทธขั้นสูงชั้นเลิศมากมาย ที่ทำให้นครหลวงแห่งนี้กลายเป็เปลแห่งการฝึกวรยุทธของคนหนุ่มสาวในอาณาจักรดาวศักดิ์สิทธิ์ดินแดนที่เหล่าอัจฉริยะผู้เลอเลิศนับไม่ถ้วนมารวมตัวกัน
...
“นายน้อยเหิน ถึงนครหลวงแล้วขอรับ!”
หลังจากผ่านการเดินทางทั้งทางบกและทางเรือมาเกือบครึ่งเดือนขบวนของฉู่เหินก็ถึงเมืองหลวงโดยสวัสดิภาพ
ระหว่างการเดินทางไม่เกิดเหตุการณ์เหมือนที่หลงจ้านเป็ห่วงแต่อย่างใดตระกูลหลิ่วมิได้ส่งคนมาลอบสังหารกลางทาง ในที่สุดองครักษ์แห่งจวนแม่ทัพน้อยใหญ่ที่ประสาทตึงเครียดมาโดยตลอดก็สามารถผ่อนคลายลงได้
“ที่นี่คือ?”
ฉู่เหินลงมาจากรถม้า สิ่งแรกที่ฉายชัดในดวงตาคือฝูงชนสัญจรไปมาเสียงจ้อกแจ้กจอแจดังเซ็งแซ่ อีกทั้งผู้คนส่วนใหญ่ยังเป็หนุ่มสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกับฉู่เหินด้วย
“นายน้อยเหิน ที่นี่คือสถานีพักม้านอกเมืองหลวงรถม้าที่มาจากข้างนอกไม่อาจเข้าไปในเมืองได้โดยตรง นั่นคือประตูเมืองหลวงขอรับ...”
หัวหน้าองครักษ์เอ่ยอธิบาย พูดพลางชี้ไปทิศทางหนึ่ง
ฉู่เหินมองไปตามทางที่เขาชี้ไป เห็นเพียงประตูเมืองใหญ่โตสุดโอ่อ่าห่างออกไปเบื้องหน้าหลายร้อยเมตร
รังสีพลานุภาพกว้างใหญ่หาใช่สิ่งที่เมืองหลินเหยียนจะเทียบเทียมได้ไม่้าของประตูเมืองสูงห้าสิบกว่าเมตรแกะสลักอักษรตัวใหญ่อันเฉียบคมน่าเกรงขาม
‘นครหลวง!’
มุมล่างขวาของคำว่า ‘นครหลวง’ ยังมีอักษรที่เล็กยิ่งกว่าอยู่ด้วย ‘ประตูทิศบูรพา’
“ประตูทิศบูรพา?” ฉู่เหินเพ่งมองแล้วถาม“เช่นนั้นก็คงมีประตูทิศประจิม ประตูทิศทักษิณ และประตูทิศอุดรอยู่อีกหรือ?”
“เฮอะๆ นายน้อยเหินท่านพูดถูกแล้วนครหลวงใหญ่โตจนรองรับประชากรได้กว่าสี่ล้านคนครองพื้นที่มากที่สุดในอาณาจักรดาวศักดิ์สิทธิ์ของเราอีกด้วยขอรับ”
ฉู่เหินพยักหน้ารับรู้ เขาทอดสายตามองออกไปเห็นทหารมากมายคอยประจำการอยู่บนกำแพงเมือง
องครักษ์สวมเกราะศึกแต่ละนายต่างมีร่างกายเหยียดตรงเหมือนเช่นหอกในมือสำแดงรังสีแห่งความแกล้วกล้าเฉียบคมออกมาเต็มที่
“น้องสาม...”
ทันใดนั้นเอง เสียงกู่ร้องด้วยความดีใจก็ดังมาหาเขา
ฉู่เหินเอะใจ ชั่วพริบตา ร่างบุรุษหนุ่มชุดเขียวก็รุดจากฝูงชนมาถึงพวกเขา
“พี่ใหญ่!”
“คุณชายชิงหยาง!”
ฉู่เหินและบรรดาองครักษ์จวนแม่ทัพอ้าปากร้องออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ผู้มานั้นคือชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาราศีเหนือสามัญทุกอากัปกริยาช่างเป็ธรรมชาติ เขาหาใช่ใครอื่นไกลนอกจากบุตรชายคนโตของหลงจ้านหลงชิงหยางนั่นเอง
“ฮ่าๆ น้องสามเ้าจริงๆ ด้วย! ไม่ได้เจอกันมาตั้งครึ่งปีสูงปานนี้แล้วหรือนี่...”
หลงชิงหยางจับแขนของฉู่เหิน หว่างคิ้วเต็มไปด้วยความชื่นใจฉู่เหินเองก็เปรมปรีดิ์ยิ่งนัก ยามยังเยาว์วัย หลงชิงหยางดูแลเขาเป็พิเศษมองเขาเป็น้องชายเสมอมา
สองพี่น้องพานพบหน้ากันครั้งสุดท้ายก็ตอนที่หลงชิงหยางกลับบ้านเมื่อครึ่งปีก่อน
“พี่ใหญ่ ทำไมพี่มาอยู่ที่นี่ได้?” ฉู่เหินถาม
“ท่านพ่อกำชับมาในจดหมายให้พี่มารับเ้าที่นี่น่ะสิ ตอนแรกเสวียนซวงก็จะมาด้วยกันอยู่หรอกแต่เผอิญนางมีเื่ติดพันอยู่ที่ ‘สำนักยุทธจันทร์สกาว’ พี่ถึงได้มาคนเดียวอย่างไรเล่า”
หลงเสวียนซวง ธิดาของหลงจ้าน
เมื่อปีก่อน หลงชิงหยางกับหลงเสวียนซวงมาเข้าร่วมการทดสอบสำนักยุทธที่เมืองหลวงด้วยกัน
หลงเสวียนซวงถูกสำนักยุทธจันทร์สกาวรับตัวไป
หลงชิงหยางนั้นไซร้กลับเข้าสำนักยุทธมหาหัสดีแทน
สำนักยุทธจันทร์สกาว และสำนักยุทธมหาหัสดีล้วนแล้วแต่เป็หนึ่งในห้ามหาสำนักแห่งนครหลวงอันเลื่องชื่อเช่นเดียวกันกับสำนักยุทธวายุจักรพรรดิ แน่นอนที่สองพี่น้องจะไม่ได้เข้าสำนักเดียวกันก็เพราะขีดจำกัดสายเืที่แตกต่างกันด้วย
หลงชิงหยางมีขีดจำกัดสายเื ‘กายยุทธอัคคี’ หลงเสวียนซวงนั้นเล่ากลับเป็ ‘กายยุทธน้ำแข็ง’ ...ขีดจำกัดสายเืสองอย่างนี้ต่างเคยปรากฏในสารบบของตระกูลหลงมาก่อนทั้งสิ้นทั้งสองได้ขีดจำกัดสายเืที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ
...
เพียงเอ่ยถึงหลงเสวียนซวงฉู่เหินก็นึกภาพดรุณีงดงามเยือกเย็นดุจดังน้ำค้างแข็งขึ้นมาในห้วงคิด
ความจริงแล้ว ฉู่เหินกับหลงเสวียนซวงไม่ได้มีสัมพันธ์อันดีต่อกันเหมือนกับหลงชิงหยางบางทีในใจหลงเสวียนซวงคงยังเหินห่างกับฉู่เหิน ‘ครอบครัว’ ผู้ไม่ได้มีสายเืเดียวกันคนนี้กระมัง
หลงเสวียนซวงไม่ได้มาวันนี้ไม่น่าจะเป็เพราะนางไม่มีเวลา แต่คงเพราะไม่อยากมาเสียมากกว่า
หลงชิงหยางคล้ายจะอ่านใจฉู่เหินออก จึงตบบ่าเขาเบาๆ“เสวียนซวงนางยุ่งจริงๆ นะคราวนี้ ก่อนหน้านี้ไม่นานขีดจำกัดสายเืของนางวิวัฒน์จาก ‘กายยุทธน้ำแข็ง’ เลื่อนขั้นเป็ ‘กายสัประยุทธ์ิญญาน้ำแข็ง’ ไปแล้วพลังสายเืแกร่งกล้าและอยู่ไม่สุข นางจึงจำเป็ต้องเก็บตัวเพื่อปรับสภาพเสียหน่อย”
“อะไรนะ? ขีดจำกัดสายเืของพี่หญิงเลื่อนขั้นเป็ ‘กายสัประยุทธ์’ แล้วหรือ?”
ฉู่เหินทั้งใทั้งดีใจแทนอีกฝ่าย
เห็นแววตายินดีจากใจของฉู่เหินแล้ว หลงชิงหยางก็พยักหน้ายิ้มๆ “ใช่แล้ว! พร์ของเสวียนซวงสูงสุดในตระกูลพวกเราเชื่อว่าต้องมีสักวันที่พร์ระดับนางคงทำให้ขีดจำกัดสายเื ‘กายมนตรา’ ของบรรพชนเราบังเกิดขึ้นมาได้อีกครั้ง”
กายยุทธ กายสัประยุทธ์ กายมนตรา รวมทั้งกายศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน...
ขีดจำกัดสายเืจะตัดสินจุดสัมฤทธิ์ของวิถีวรยุทธ ในระหว่างการเติบโตนี้ต้องอาศัยความสามารถของตนเองผนวกกับปัจจัยภายนอกจึงจะทำให้ขีดจำกัดสายเืแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไม่หยุดยั้งและวิวัฒน์เลื่อนขั้นได้สำเร็จในที่สุด
แน่นอนว่าหากอยากให้ขีดจำกัดสายเืวิวัฒน์เลื่อนขั้นนั้นยากเสียยิ่งกว่ายาก
ในบรรดาผู้คนฟ้าประทานนับไม่ถ้วนมีปีศาจส่วนน้อยที่สามารถเลื่อนขั้นกายยุทธเป็กายสัประยุทธ์ได้และผู้ที่วิวัฒน์จากกายสัประยุทธ์เป็กายมนตรานั้น หมื่นรายหาได้มีแม้เพียงหนึ่งนอกจากพลังและพร์ของตนแล้วยังต้องอาศัยปัจจัยภายนอกช่วยด้วยอีกแรง
ในประวัติศาสตร์ตระกูลหลง มีบรรพบุรุษผู้หนึ่งมีขีดจำกัดสายเื ‘กายมนตรา’ มาก่อน
หลังปรากฏการณ์นั้น พลังสายเืของตระกูลหลงก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ บัดนี้พอมีอัจฉริยะอย่างหลงเสวียนซวงย่อมต้องทำให้ทั้งตระกูลเห็นความหวังที่จะฟื้นฟูสายเืกายมนตรากลับคืนมาอีกครั้งเป็ธรรมดา
หากวันนั้นมาถึงตระกูลหลงก็เตรียมต้อนรับความโชติ่ชัชวาลเหมือนเช่นในอดีตกาลได้เลย
ไม่ว่ากายมนตราใดจะปรากฏขึ้นมา ย่อมต้องเป็ที่ให้ความสำคัญของอาณาจักรดาวศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอน
...
“ใช่แล้วน้องสาม ขีดจำกัดสายเืของเ้าตื่นแล้วใช่ไหม? เป็กายอะไรหรือ?” หลงชิงหยางถามขึ้นฉับพลัน
“เื่นี้…”
ฉู่เหินชะงักเล็กน้อย ไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร ตอบตามความจริงไม่ได้แน่แต่หากบอกเื่ขีดจำกัดสายเืที่ตนไม่ได้มีขึ้นมาวันข้างหน้าก็ไม่รู้จะอธิบายเช่นไรได้
ระหว่างที่ฉู่เหินกำลังใคร่ครวญหาคำตอบอยู่นั้นเอง องครักษ์จวนแม่ทัพนายหนึ่งก็เกิดเข้ามาพูดเสียก่อน“คุณชายชิงหยาง ในเมื่อส่งตัวคุณชายฉู่เหินถึงท่านแล้ว พวกเราก็ควรลากลับเมืองหลินเหยียนได้แล้ว”
“โอ๊ะ? เร็วเพียงนี้เชียว? กว่าพวกเ้าจะได้มาเมืองหลวงครั้งหนึ่งอยู่เที่ยวเล่นที่นี่สักสองสามวันก่อนก็ได้ ถึงเวลาข้าจะส่งจดหมายชี้แจงให้ท่านพ่อทราบเองเขาไม่ถือโทษโกรธพวกเ้าหรอก”
หลงชิงหยางเป็ผู้อ่อนโยนเสมอมา ไม่เว้นแม้แต่กับผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเอง
หัวหน้าองครักษ์ดูจะใที่ได้ความกรุณา แต่ก็ยังส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่ล่ะขอรับ คุณชายชิงหยาง บัดนี้พวกท่านทั้งสามต่างพร้อมหน้าที่นครหลวงนายท่านจัดการงานที่จวนแต่เพียงผู้เดียว สมควรแก่ที่พวกข้าจะรีบกลับไปช่วยเหลือ”
“เช่นนั้นก็ดี! เดินทางระวังตัวด้วย”
“ขอบพระคุณคุณชายที่ห่วงใย”
จากนั้น เหล่าขบวนจวนแม่ทัพที่คุ้มครองฉู่เหินมาส่งก็ก้าวย่างสู่หนทางกลับเมืองหลินเหยียน
“น้องสาม ยามนี้เป็่เวลาที่นครหลวงคึกคักที่สุดพี่ใหญ่จะพาเ้าไปเดินเล่นเอง...” หลงชิงหยางอารมณ์ดีไม่หยอก
ฉู่เหินหัวเราะ ตอบไปว่า “พี่ใหญ่พาข้าไปรายงานตัวที่สำนักยุทธวายุจักรพรรดิเสียก่อนดีกว่า! รอจนจัดการธุระสำคัญเสร็จค่อยเที่ยวเล่นก็ไม่สาย”
“ฮะฮ่า เ้านี่ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ทำเื่ให้เสร็จก่อนค่อยเล่นก็ได้ ข้าจะพาเ้าไปสำนักวายุจักรพรรดิเดี๋ยวนี้...”
ว่าจบก็พาฉู่เหินตรงไปยังนครหลวง
แต่กระนั้น ท่ามกลางฝูงชนที่หลั่งไหลไปมาแววตาอึมครึมเยือกเย็นกลับมองร่างของสองหนุ่มที่ค่อยๆ หายไปท่ามกลางฝูงชนจนลับตา
นครหลวง คลื่นไหลอยู่ใต้น้ำ!
……………………….