นางเสี่ยวฉินมองเห็นความกลัวมากกว่าความเกลียดชังในสายตาของเด็ก ๆ จิตใจของนางจึงผ่อนคลายลง
ดูเหมือนว่าเด็กเหลือขอเหล่านี้จะไม่รู้อะไรเลยถึงความน่าสงสัยในการตายของนางหวัง
สมควรแล้ว ผู้หญิงคนนั้นคลอดลูกชู้ออกมาเอง!
“เสี่ยวเฟิง เห็นว่าพวกเ้าไม่เคยได้กินจนอิ่มท้อง ป้ารู้สึกสงสารพวกเ้าจริง ๆ ถอดเสื้อผ้าออกเถอะ แล้วป้าจะให้กินซาลาเปากันคนละลูก”
นางเสี่ยวฉินพูดอย่างใจดี และหยิบซาลาเปาแห้ง ๆ ออกมาจำนวนหนึ่ง
ด้วยสายตาที่เฉียบคม ถังเฟิงสังเกตเห็นว่าซาลาเปามีจุดดำ ๆ อยู่ และรู้ว่ามันกินไม่ได้
“ท่านป้า เก็บซาลาเปาไว้ให้ถังฝูกับถังเสวี่ยกินเถอะ ต่อให้พวกเราพี่น้องต้องอดตาย เราก็ไม่ขออาหารเหลือทิ้งจากบ้านใหญ่”
ถังเฟิงยืนอยู่เบื้องหน้าพี่น้อง น้ำเสียงหนักแน่นและเด็ดเดี่ยว
"ฮึ่ม ไม่รับรู้เจตนาดีของผู้อื่นแล้วยังแว้งกัดอีก ข้าแค่กลัวว่าพวกเ้าจะอดตาย! รับไปซะ หรือไม่ก็ทิ้งไว้ตรงนี้! เ้าอยากให้เสี่ยวเสวี่ยของข้ากินของพวกนี้หรือ? จิตใจชั่วช้าจริง ๆ!"
นางเสี่ยวฉินไม่คิดว่าเด็ก ๆ จะหลอกได้ยากเย็นถึงเพียงนี้
นางเปลี่ยนสีหน้าทันที
“พวกเ้าไม่ให้เสื้อผ้าข้าก็ไม่เป็ไร วันนี้ข้าจะเอานางลูกชู้คนนี้ไปขายให้ได้!”
เมื่อกล่าวจบ นางเสี่ยวฉินก็พยายามแย่งเอาตัวถังเหอจากอ้อมแขนของถังสุ่ย
ทันใดนั้นเอง ร่างเล็ก ๆ ร่างหนึ่งก็พุ่งมากัดข้อมือของนางเสี่ยวฉินอย่างดุเดือด!
“โอ๊ย ตาเถร เจ็บนะ!”
นางเสี่ยวฉินไม่คาดคิดว่าเด็กคนหนึ่งจะจู่โจมนางอย่างกะทันหัน
นางเหวี่ยงถังเจียงออกไปด้วยมืออีกข้าหนึ่ง
หลังจากกลิ้งไปบนพื้นสองสามตลบ เด็กน้อยก็ลุกพรวดขึ้นมา จ้องนางเสี่ยวฉินด้วยสีหน้าโกรธขึ้ง
ทันทีที่สตรีผู้นี้ปรากฏตัว เขาก็รับรู้ได้ว่านางต้องมีเจตนาร้าย
เขาเคยเจอคนอย่างนางมานับครั้งไม่ถ้วนในห้องขังทาส แต่น่าเสียดายที่เขาถูกมัดไว้และไม่อาจตอบโต้
เวลานี้ นางยังกล้าทำร้ายน้องเล็กถังเหอ!
ั้แ่ถังฉีพาเขากลับมาที่บ้านและรักษาาแให้เขาอย่างระมัดระวัง หัวใจของเด็กน้อยถังเจียงก็บังเกิดเมล็ดพันธุ์เมล็ดหนึ่ง ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองเป็ส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้
“น้องเจียง เ้าาเ็หรือไม่?”
ถังซานรีบไปตรวจดูถังเจียงั้แ่หัวจรดเท้า
ทั้งตัวของเด็กคนนี้เต็มไปด้วยาแอยู่ก่อนแล้ว
“ข้าไม่เป็อะไร พี่ซาน ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ ข้าจะไม่ปล่อยให้นางรังแกพวกเรา!”
ถังเจียงกล่าวอย่างจริงจัง
สบสายตากับถังเจียง นางเสี่ยวฉินพลันรู้สึกสั่นสะท้านในหัวใจ
“ตายแล้ว พวกเ้ากำลังจะอดตายกันแท้ ๆ ยังไปเก็บขอทานตัวน้อยนี่มาเลี้ยงอีก!”
นางเสี่ยวฉินจำได้ทันทีว่าถังเจียงไม่ใช่ชาวหมู่บ้านตระกูลถัง และไม่ได้มาจากหมู่บ้านใกล้เคียง
“ไม่ใช่กงการอะไรของท่าน หากท่านยังรังควานพวกเราไม่เลิก ข้าจะไปฟ้องผู้นำตระกูล!”
ถังซานมองนางเสี่ยวฉินอย่างเ็า
ในอดีตตอนที่มารดายังมีชีวิต นางมักจะก่อเื่ต่อหน้ายายของพวกเขาเสมอ
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านแม่เรียกหาท่านอยู่ ท่าทางนางจะโกรธมาก!”
จู่ ๆ นางเหลียงก็วิ่งเข้ามาพลางหอบหายใจ
“ฮึ่ม! เด็กเหลือขอพวกนี้จะต้องอดตายเข้าสักวัน อย่าหวังว่าบ้านใหญ่ของเราจะลำบากหาที่ฝังศพให้เชียว!”
หลังจากเอ่ยดังนั้น นางเสี่ยวฉินก็รีบจากไป
ถังซานและคนอื่น ๆ เฝ้ามองนางเหลียงและอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ
“เฮ้อ เมื่อวานข้าแอบเข้าไปในเมืองและเอาสินสอดไปจำนำ เงินไม่มาก แต่ก็น่าจะพอเลี้ยงพวกเ้าได้สักสองสามวัน”
นางเหลียงหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมาจากถุงผ้าอย่างระมัดระวัง และวางลงบนมือของถังซาน
ก่อนที่เขาจะทันได้ปฏิเสธ นางก็รีบเอ่ยขึ้น "แม่ของเ้าต้องมาตายไปอย่างกะทันหัน เด็ก ๆ อย่างพวกเ้าจะประสบเคราะห์กรรมมากไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว วันข้างหน้าหากมีอะไรเกิดขึ้น เ้าแอบมาหาข้าได้! นี่คือสิ่งที่ท่านอาสามของพวกเ้า้า อย่าถือโทษที่พวกเราช่วยออกหน้าให้ไม่ได้เลย พวกเรายินดี แต่ก็ไร้พลังจะทัดทาน...”
เมื่อกล่าวจบ นางเหลียงก็มองเด็ก ๆ พลางเช็ดน้ำตา ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวจากไป
นางกลัวว่าหากรั้งรออยู่นานกว่านี้จะโดนแม่สามีที่บ้านใหญ่ตำหนิ
“ขอบคุณท่านอาสะใภ้สามขอรับ!”
น้ำตารื้นในดวงตาของถังซานเช่นกัน
“ท่านอาสะใภ้สามต้องเห็นที่ท่านป้าสะใภ้ใหญ่มารังแกพวกเราจึงรีบเข้ามาช่วยแน่ ๆ”
พี่น้องกลับเข้าไปในบ้าน วางเศษเงินไว้บนโต๊ะ และพูดคุยกันอย่างเงียบ ๆ รอจนกว่าถังฉีจะกลับมา
…
ถังฉีนั่งอยู่ในเกวียนเทียมวัวโดยมีถังโส่วเหรินเป็คนขับ ในขณะที่ถังซานจางเ้าของที่ดินรายใหญ่ของหมู่บ้านตระกูลถังอยู่ในเกวียนเทียมวัวอีกเล่มหนึ่ง
“ท่านอาโส่วเหริน เกวียนเทียมวัวบังคับง่ายหรือไม่เ้าคะ?”
ถังฉีนั่งอยู่บนเกวียนเทียมวัวที่โยกเยกไปมา รู้สึกถึงความไม่สะดวกในการเดินทางของครอบครัวนางอีกครั้ง
“ฮ่าฮ่า... ฉีเอ๋อร์ เกวียนเทียมวัวบังคับง่ายมาก อยากลองหรือไม่?”
"ได้หรือเ้าคะ!"
ดวงตาของถังฉีเป็ประกายเมื่อได้ยินคำเชิญชวนของถังโส่วเหริน
ในไม่ช้า ถังโส่วเหรินก็หยุดเกวียนและให้ถังฉีมานั่งข้าง ๆ จากนั้นก็สอนทักษะการบังคับเกวียนให้นาง
เมื่อมาถึงประตูเมืองชิงเหลียง ถังฉีก็ได้เรียนรู้วิธีขับเกวียนเทียมวัวมากพอควร
แม้นางจะ้าซื้อพาหนะเดินทางเช่นนี้บ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม
ทั้งกลุ่มเดินทางไปยังฝั่งตะวันออกของเมืองซึ่งเป็ย่านซื้อขายกุ้งหอยปูปลา เพื่อเจรจาหารือกับคนหาปลาท้องถิ่นเื่หอยกาบ
การเจรจาเป็ไปอย่างราบรื่น แม้คนหาปลาจะสงสัยว่าเหตุใดจู่ ๆ คนจากหมู่บ้านตระกูลถังถึงอยากซื้อหอยกาบที่ไม่มีผู้ใดอยากกิน แต่พวกเขาก็ยินดีทำตามข้อตกลง
ถังฉีจ่ายเงินให้พวกเขายี่สิบอีแปะเป็เงินมัดจำ ราคาซื้อหอยกาบคือหนึ่งอีแปะต่อหอยสิบตัว
นี่เป็ราคาที่เห็นพ้องต้องกันหลังจากหารือกับผู้นำตระกูล
ท้ายที่สุดแล้ว หมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับหมู่บ้านตระกูลถังก็ล้อมรอบด้วยแม่น้ำและมีหอยกาบมากมาย
แม้แต่เด็กก็สามารถหาเงินได้สิบอีแปะขึ้นไปต่อวัน เทียบเท่ากับค่าจ้างรายวันของพวกผู้ใหญ่!
แน่นอนว่าระยะเวลาการซื้อมีจำกัด
หลังจากจัดการเื่หอยกาบแล้ว ถังฉีก็ขอให้ถังโส่วเหรินขับเกวียนไปใกล้ ๆ ร้านขายผ้า
การเข้าเมืองด้วยเกวียนเทียมวัวทำให้นางต้องเสียเงินถึงสองอีแปะ
แต่ก็แน่นอนว่ามันช่วยให้การจับจ่ายซื้อของสะดวกยิ่งขึ้น
ถังฉีไปที่ร้านขายผ้าร้านเดียวกับที่นางเคยซื้อเสื้อผ้าให้กับน้อง ๆ ก่อนหน้านี้
ผ้าฝ้ายมีราคาแพงมากในยุคสมัยนี้ และทางร้านก็มีทั้งเสื้อผ้าที่ตัดเย็บแบบสำเร็จรูปและกึ่งสำเร็จรูป
ถังฉีซื้อผ้าห่มใหม่หกผืนรวมผืนหนึ่งสำหรับถังเจียง โดยใช้เงินมากกว่าสามตำลึง
เมื่อมองดูเงินห้าสิบตำลึงในกระเป๋า นางเหลือเงินเพียงสี่สิบกว่าตำลึงเท่านั้น
ในอีกไม่กี่วัน เมื่อคนหาปลาส่งหอยกาบไปที่หมู่บ้านตระกูลถัง นางก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก
อา... เงินนั้นทำใจใช้ยากเสมอ!
ทันใดนั้นเอง ความคิดนี้ก็ผุดขึ้นในใจของถังฉี
แม้นางจะมีตั๋วเงินมากมายอยู่ในห้วงมิติ แต่นางก็ไม่ได้วางแผนจะใช้มันในตอนนี้
หลังจากออกจากร้านขายผ้า ถังฉีก็ซื้อข้าวและธัญพืชสำหรับวัวเทียมเกวียน รวมทั้งถั่วลิสง ถั่วเขียว และถั่วแดง
ถังโส่วเหรินเฝ้าดูอยู่ข้าง ๆ อดไม่ได้ที่จะจุปากด้วยความประหลาดใจ
เวลาล่วงถึงเที่ยงวันโดยไม่รู้ตัว ถังซานจางที่ผ่านมาพอดีจึงเสนอตัวจะเลี้ยงข้าวมื้อกลางวันทั้งสองคน
****************