“แย่แล้ว!! เ้ากุ้งหายไปไหนกันหมด ข้าบอกแล้วเห็นหรือไม่ว่ามันคือกุ้งปีศาจ” หลินจุนจุนอ้าปากค้างหลังจากที่เห็นตะกร้าว่างเปล่า นี่เขาอุตส่าห์ใช้เวลาจับมันตั้งนานเชียวนะ!
“ไอ้หยาจริงด้วย มันหายไปได้อย่างไร จุนจุนข้าว่าเรารีบกลับกันเถิด” หลินหยุนซีแกล้งทำหน้าใแล้วนำผักที่กองไว้ใส่เข้าไปในตะกร้าสาน
เมื่อเห็นว่าน้องชายตัวน้อยทำหน้ามุ่ย หลินหยุนซีจึงใช้ศอกกระทุ้งเบาๆ แล้วหยิบไข่ปิ้งส่งให้
“นี่ ถึงแม้ข้าจะไม่ได้กุ้งก้ามแดงพวกนั้น แต่ก็ต้องรักษาสัญญาในเมื่อจุนจุนน้อยช่วยจับกุ้งก็สมควรได้รับค่าตอบแทน”
จุนจุนน้อยกลืนน้ำลายดังเอื๊อกเมื่อเห็นว่าไข่ไก่ปิ้งในมือพี่สาวมีตั้งสามฟอง
“พี่รอง หากท่านย่ารู้ว่าท่านลักไข่ของที่บ้านมาจะทำอย่างไร ท่านย่านับไข่ในเล้าทุกวัน หากหายไปต้องเป็เื่แน่”
“ฮ่าๆ เ้าไม่ต้องเป็ห่วง ข้าไม่ได้ลักขโมยมา จำได้หรือไม่นี่คือความลับของพวกเรา เ้าจะกินไม่กิน”
“กินขอรับๆ! แต่จะทำเช่นไรดีบ้านเรามีห้าคนแต่ไข่ปิ้งมาเพียงสามฟอง” จุนจุนน้อยรู้สึกเศร้าใจมาก
“อย่ากังวล พี่สาวของเ้ายังมีอีกหนึ่งไม้ เอาไว้ตอนกลางคืนพวกเราค่อยแอบเอาให้ท่านพ่อกับท่านแม่กิน ส่วนพี่ใหญ่ไว้ถึงบ้านค่อยแกล้งเรียกออกมากได้” หลินหยุนซีเอ็นดูจุนจุนน้อยยิ่งนัก น้องชายของนางเป็เด็กดีและรู้ความอีกทั้งยังมีแก่ใจนึกถึงคนในครอบครัว
พอได้ฟังพี่สาวพูด จุนจุนน้อยก็คล้อยตามทันที เขารีบกะเทาะเปลือกไข่ปิ้งและนั่นเองทำให้เขาใยิ่งนัก
“ท่านพี่นี่คือไข่อะไรขอรับ เหตุใดจึงเป็สีเหลืองนวลและมีกลิ่นหอมกว่าไข่ไก่ปิ้ง อืมหรือนี่คือไข่สัตว์ป่าบางชนิด ไม่สิกระทั่งไข่นกข้าก็ไม่เคยเห็นว่าจะมีเช่นนี้”
“นี่คือไข่ไก่ปิ้งทรงเครื่อง ข้าเพิ่มรสชาติให้มันนิดหน่อย ลองชิมดูสิ” หลินหยุนซีปอกเปลือกไข่อีกสองฟอง จากนั้นก็รอให้จุนจุนน้อยได้ลิ้มรสชาติ
“ไข่ไก่ปิ้งธรรมดาข้าก็ว่าอร่อยแล้ว ไม่คิดเลยว่าเมื่อปรุงแล้วจะอร่อยมากถึงเพียงนี้” จุนจุนน้อยพูดขณะที่ปากก็เคี้ยวไข่ไก่ปิ้งทรงเครื่องช้าๆ เพราะ้าให้รสชาติและความหอมของไข่ไก่ปิ้งทรงเครื่องนั้นอบอวลในปาก
“ฮ่าๆ แน่นอนอยู่แล้วเพราะพี่สาวของเ้าทำ ไม่ว่าทำอะไรก็อร่อยทั้งนั้น วันนี้เ้าเป็เด็กดีเพราะฉะนั้นข้าจะให้เ้าอีกฟอง”
หลินจุนจุนสูดน้ำมูกแล้วรีบเช็ดตาทันทีที่ได้ยินพี่สาวเอ่ย ตัวเขาหากไม่ขึ้นูเาพร้อมสหายในหมู่บ้านก็คงไม่มีทางได้กินไข่ แต่ถึงแม้จะขึ้นเขาทุกวันก็มิใช่ว่าทุกครั้งจะได้ของกิน วันนี้เขาได้กินไข่ไก่ปิ้งที่แสนอร่อยที่เรียกว่าไข่ไก่ปิ้งทรงเครื่องของพี่สาว เขาจะไม่มีวันลืมอาหารมื้อนี้เลย
หลินหยุนซีแกล้งทำเป็มองไม่เห็นว่าเด็กชายร้องไห้ นางเสมองไปทางอื่นก่อนจะเคี้ยวไข่ปิ้งไปพลาง
หลังจากที่ไข่ปิ้งหมดลง หลินหยุนซีก็ยื่นลูกอมนมที่แกะซองแล้วให้จุนจุนน้อย
“นี่คือ..” จุนจุนน้อยเอียงคอถามอย่างสงสัย ก้อนอะไรสีขาวนวลแปลกตายิ่งนัก
“ชิมสิ ไม่ต้องเคี้ยวอมไว้ก็พอ” หลินหยุนซีี้เีตอบคำถาม นางจึงยัดลูกอมนมเข้าปากจุนจุนน้อย
ดวงตาของจุนจุนน้อยเป็ประกายจนหลินหยุนซีแสบตา “ข้า..ข้ารู้แล้วว่ามันคืออะไร นี่คือก้อนน้ำผึ้งใช่หรือไม่ ที่แท้ก้อนน้ำผึ้งก็รสชาติเช่นนี้เอง”
หลินหยุนซีชะงักทันทีเมื่อได้ยินจุนจุนน้อยเอ่ยเช่นนั้น อะไรกันสมัยนี้ไม่มีพวกลูกอมหรือน้ำตาลปั้นเลยเหรอ
“จุนจุนเ้ารู้จักน้ำตาลหรือไม่ แล้วพวกขนมหวานๆ ล่ะ เคยกินหรือเปล่า?”
เด็กน้อยส่ายหน้าแล้วสักพักก็พยักหน้า “ข้าไม่รู้จักน้ำตาล แต่หากเป็ขนมหวานข้ารู้จัก ขนมหวานก็คือขนมที่ใส่น้ำผึ้ง ข้าเคยได้ชิมหนึ่งตอนที่ลุงใหญ่ซื้อมาจากในเมือง รสชาติมันหวานเล็กน้อยแต่ข้าก็ไม่มั่นใจเพราะมันไม่เห็นเหมือนรสชาติที่อยู่ในปากข้าตอนนี้เลย”
นี่ไม่ใช่ว่าโลกนี้ไม่มีน้ำตาลหรอกเหรอ? หลินหยุนซีเก็บความสงสัยไว้ในใจ นางคิดว่าจะลองสอบถามคนอื่นดูเกี่ยวกับเื่นี้
“เช่นนี้นี่เอง จุนจุนแล้วหากพี่สาวอยากไปทะเลสาบเล่าเ้าพาพี่ไปได้หรือไม่?”
“ได้แน่นอน ทะเลสาบอยู่ไม่ไกล เดินเพียงหนึ่งเค่อก็ถึงแล้ว”
เด็กในหมู่บ้านถังเจียล้วนเติบโตมากับทะเลสาบน้ำจืด แทบทุกคนต้องว่ายน้ำเป็ แต่จริงๆ อาชีพหลักของผู้คนที่นี่มักเป็เกษตร สำหรับบ้านหลินนั้นมีพ่อเฒ่าหลิน หลินต้วนเหรินและหลินไห่เทาจะไปหาปลาที่ทะเลสาบบ้าง แต่หากมีงานแบกหามหรืองานก่อสร้างหลินต้วนเหรินและหลินไห่เทาต้องเลือกไปทำงานพวกนั้นก่อน ส่วนสตรีก็ทำไร่เพาะปลูกไปตามสภาพ
หลินหยุนซีจูงมือจุนจุนน้อยกลับบ้านเมื่อนำผักป่าและหญ้าหมูวางไว้แล้วทั้งสองคนก็เดินตามหาหลินหยูเจ๋อผู้เป็พี่ใหญ่ของบ้านสาม
“พี่ใหญ่คงไปจับปลาแน่ๆ เลยขอรับ”
“อืม เช่นนั้นไข่ปิ้งทรงเครื่องนี้ค่อยเอาไปให้พี่ใหญ่ที่นั่นเถอะ”
“พี่รอง ข้าขอชวนเฉียงเฉียงไปด้วยได้หรือไม่?” เฉียงเฉียงของจุนจุนน้อยก็คือบุตรชายคนสุดเล็กของบ้านใหญ่ ซึ่งมีอายุสิบหนาว
หลินหยุนซีพยักหน้าอนุญาต “เอาสิ”
“หืม เ้ามีอะไรหรือจุนจุน” เสียงหวานของสตรีดังขึ้น
“พี่อี้เหมยข้ามาหาพี่เฉียงเฉียงขอรับ ข้ากับพี่รองจะไปชายหาดกัน”
หลินอี้เหมยวางผ้าปักในมือก่อนจะมองไปที่หญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังจุนจุนน้อย
“โอ้ พี่ใหญ่กับน้องสามของข้าไปพร้อมกับพี่ใหญ่ของเ้าแล้วล่ะ”
หลินหยุนซีพยักหน้าเข้าใจ แล้วเอ่ยเชิญชวนหลินอี้เหมย แม้นางจะไม่สนิทกับลูกพี่ลูกน้องคนนี้นักแต่ลุงใหญ่และป้าใหญ่ล้วนเป็คนดี หลินหยุนซีเลยชวนอย่างเต็มใจ
“อ่อ แล้วนี่เ้าจะไปกับพวกเราหรือไม่เล่า”
แววตาของหลินอี้เหมยวูบไหวเล็กน้อย นางเม้มปากก่อนจะเอ่ยปฏิเสธ “ไม่ดีกว่า งานปักผ้าที่รับมายังไม่เสร็จเลย”
หลินหยุนซีไม่แปลกใจที่ถูกปฏิเสธเพราะหลินอี้เหมยเป็คนพูดน้อย ลักษณะนิสัยคล้ายกับนางซูซุนลี่ ยังดีที่มีมารดาอย่างนางโจวชิวหยาคอยปกป้อง มิเช่นนั้นคงถูกกดขี่ไม่ต่างจากหลินหยุนซีคนก่อน
“พวกเรายังวัยเยาว์เหตุใดเ้าไม่ผ่อนคลายบ้าง ทำงานหนักไปไม่ดี”
“แต่ก่อนหน้านั้นเ้าทำงานหนักกว่าข้าอีกมิใช่หรือ? อีกอย่างงานของข้าก็ไม่ใช่ว่างานกลางแจ้งเสียหน่อย เพียงเท่านี้ไม่เหนื่อยหรอก” แม้จะเอ่ยเช่นนั้นแต่ใจจริงแล้วหลินอี้เหมยรู้ดีกว่าใครว่านางเหนื่อยมาก นั่งหลังขดหลังแข็งทุกเมื่อเชื่อวันและเงินที่ได้ยังต้องนำไปให้แม่เฒ่าหลินจนหมด แต่หากนางขยันเพิ่มอีกสักนิดเพื่อให้ได้จำนวนชิ้นที่มากขึ้นนางก็จะได้มีสินเดิมกับเขาบ้าง
หลินหยุนซีไม่ได้ตอบคำถามของหลินอี้เหมย นางเพียงแค่พูดว่า “หากเป็งานที่เ้าทำแล้วมีความสุขก็จงทำไปเถิด แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาเวลาผ่อนคลายออกไปชมธรรมชาติบ้างเพื่อหาแรงบันดาลใจ บางทีงานปักของเ้าอาจจะดีกว่าเดิมก็ได้ ลวดลายใหม่ๆ เกิดขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์”
ทันทีที่พูดจบหลินหยุนซีก็เกิดความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว...
“อี้เหมยข้าขอดูผ้าปักของเ้าหน่อยได้หรือไม่?”
“เอาสิ สามสี่ผืนนั้นล้วนเป็ผ้าที่ข้าปักเอง ทำให้เ้าหัวเราะแล้ว ฝีมือของข้ามันแย่มาก..”
หลินหยุนซีรีบส่ายหน้า “เ้าอย่าเข้าใจผิด ข้าว่าผ้าปักของเ้าสวยยิ่งนัก แล้วหากนำไปขายที่ร้านขายผ้าจะได้ผืนละเท่าใด?”
“หากเป็ร้านใหญ่ในเมืองจะได้ผืนละ 6-8 อีแปะ แต่หากเป็ร้านในอำเภอจะได้ราวๆ 4-6 อีแปะ”
“ข้าขอสักผืนได้หรือไม่?” หลินหยุนซีโพล่งออกไป แต่แล้วนางก็อยากจะตีปากตัวเอง ผ้าปักพวกนี้ต้องใช้เวลาหลายชั่วยามกว่าจะปักเสร็จ แต่นางดันกล้าขอออกไป ช่างน่าอายยิ่งนัก