เป็เวลาเกือบครึ่งก้านธูป ที่หลินซูเฟยเอาแต่คิดวนเวียนอยู่กับอดีตของตนเองราวกับคนที่ไม่รู้จักปล่อยวางไม่นานนักก็รู้สึกว่าเปลือกตาบอบบางเริ่มหนักอึ้ง แล้วค่อย ๆ หย่อนยานลงไปทุกทีคงเพราะปีนี้เหมันต์ฤดูมาเร็วกว่าปกติ ทำให้ท้องฟ้าไม่โปร่งใสอากาศในตอนกลางวันก็เย็นตัวลงฉับพลัน ผนวกเข้ากับอาการมีไข้อ่อน ๆที่มีอยู่แต่เดิม นี่จึงเป็สิ่งที่กล่อมเกลาให้หลินซูเฟยเริ่มรู้สึกง่วงงันจนเกือบจะผล็อยหลับอยู่รอมร่อ
“คะ…คุณหนูเ้าคะ!จะหลับไม่ได้นะเ้าคะ”
จู่ ๆอาเหยาก็เข้ามาเกาะอยู่ริมหน้าต่างด้วยสีหน้าแตกตื่นคล้ายว่ามีเื่สำคัญอยากรายงาน แต่ถึงจะเป็อย่างนั้นสิ่งใดที่หลุดออกจากปากอาเหยา ผู้ฟังก็ควรจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเพราะนิสัยส่วนตัวของอาเหยา นางเป็คนกระตือรือร้น ขี้สงสัย และชอบระแวดระวังตัวเวลามีเื่มีราว ไม่ว่าจะเื่เล็กหรือเื่ใหญ่นางก็มักจะทำตัวตื่นตูมไว้ก่อนเสมอ
ดังนั้นเ้านายสาวที่กำลังง่วงงัวเงียจึงขานรับส่งเดชไปอย่างนั้น
“ว่าอย่างไร”
ซูเฟยปรือตาน้อย ๆแล้วใช้หางตาเหลือบมองสาวใช้คนสนิทอย่างง่วงงันก่อนจะพลิกกายหนีแล้วหันหลังให้อาเหยา คล้ายว่ารับฟังเสร็จแล้วก็จะนอนต่อแต่เดิมหลินซูเฟยไม่ใช่คนเกียจคร้าน ไม่ใช่คนไม่เอาไหนแต่ที่นางทำเป็ไม่ใคร่ใส่ใจอันใดมากนัก ส่วนหนึ่งก็เพราะั้แ่ซูเฟยย้ายเข้ามาอยู่ในจวนสกุลเหวย นางก็ไม่เคยเห็นว่าจะมีปัญหาอะไรให้คะคานใจจะมีอยู่ก็แค่เื่เดียวเท่านั้น ที่นางมองว่าเป็ปัญหาซึ่งนั่นก็คือการตายที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลของสามี...
แต่ต่อให้นางจะรู้สึกเหมือนว่าเื่นี้มันไม่ค่อยชอบมาพากลสักเท่าไหร่ทว่าหลินซูเฟยเป็แค่สตรีตัวเล็ก ๆ หนำซ้ำยังไม่มีพรรค์พวกไม่มีคนคอยเกื้อหนุนอยู่ด้านหลัง เหมือนพวกคุณหนูคุณชายตระกูลอื่น ๆนางไม่เคยลืมว่านางเป็ใครมาจากไหน และนางไม่อยากสร้างปัญหาให้คนตระกูลหลินดังนั้นนางจึงปล่อยให้ทุกอย่างเป็ไปตามธรรมชาติ เพราะนางเชื่อเหลือเกินว่า... กฎแห่งกรรมมีจริง
“ท่าว่าคุณชายรูปงามที่ตามตอแยคุณหนูอยู่ในตลาดจะไม่ใช่อย่างที่พวกเราคิดแล้วล่ะเ้าค่ะ”
อาเหยาเอาแต่พูดจากำกวมอ้อมโลกมันชวนให้คนที่กำลังง่วงนอน เริ่มหงุดหงิดและหนวกหูขึ้นมาจริง ๆ
“อาเหยา เ้า้าจะสื่ออะไรกันแน่”
หลินซูเฟยมิวายต้องหยัดตัวลุกขึ้นนั่งแล้วจ้องเข้าไปในดวงตาของอาเหยาที่เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนร้อนใจเดิมทีนางไม่ได้คิดใส่ใจชายผู้นั้นสักเท่าใดนัก ถึงแม้เขาจะหล่อเหลามากก็เถอะแต่นางเป็สตรีที่แต่งงานแล้ว และอยู่ในสถานะฮูหยินจวนสกุลเหวยอีกอย่างการที่ถูกบุรุษแปลกหน้าเข้าหาและเข้ามาเสนอตัวอยากเป็สามีให้นางก็ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อย ไยต้องพูดถึงคนผู้นั้นอยู่อีก
???
“สตรีเกียจคร้านเช่นเ้าแต่งเข้าจวนของข้าแล้ว คงถือสิทธิ์ว่าตนเองเป็นายหญิงของจวนสินะ วัน ๆจึงเอาแต่นั่ง ๆ นอน ๆ ไม่ทำประโยชน์อันใด บัดนี้สามีกลับจวนแล้วไม่รู้จักออกมาต้อนรับก็ว่าหนักหนาพอควรกระนั้นเ้ายังมิวายสั่งให้บ่าวไพร่ทำงานไร้สาระ ทำจวนเลอะเทอะแขวนระโยงระยางด้วยภาพวาดเส็งเคร็งนี่ จนรกหูรกตาข้าไปหมด”
บทสนทนาระหว่างอาเหยากับซูเฟยเงียบสนิทเมื่อมีน้ำเสียงหยาบโลนของใครคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมาซูเฟยพอจะจำได้บ้างว่า...น้ำเสียงโทนประมาณนี้เป็น้ำเสียงของบุรุษหน้าหนาที่ตามตอแยนางในตลาด เริ่มแรกเดิมทีนางไม่อยากจะเชื่อ!ว่าเขาจะเป็สามีตัวจริงของนาง แต่พอเหลือบมองบ่าวไพร่ภายในจวนที่ขณะนี้โค้งคำนับตัวอ่อนจนหน้าผากแทบแตะหัวเข่ามันก็ชวนให้หลินซูเฟยเริ่มนึกลังเลขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
“หยุดนะ!หยุดอยู่แค่ตรงนั้น อย่าได้คิดเดินล้ำเส้นเข้ามาในนี้เชียว”
หลินซูเฟยลุกพรวดจากแคร่ไม้แล้วชี้นิ้วออกคำสั่งไปหาบุรุษหน้าด้านที่จ้องจะบุกรุกเข้ามาในเรือนของนางอย่างเก้ๆ กัง ๆ ก่อนจะหันไปสั่งให้อาเหยารีบไปตามผู้าุโตั้วให้มายืนยันตัวตน
“เร็วเข้าอาเหยารีบไปตามพ่อบ้านตั้วมาหาข้า ให้ผู้าุโช่วยมาอธิบายให้ข้าฟังว่าปล่อยให้คนผู้นี้เข้ามาเดินลอยหน้าลอยตาในจวนสกุลเหวยได้อย่างไรหากเขาคือเหวยจื่อเหวินตัวจริง ข้าจะไม่เชื่อจากปากผู้ใดเด็ดขาด เว้นเสียแต่คำพูดจากปากพ่อบ้านตั้วซึ่งเป็คนเก่าคนแก่ของสกุลเหวยเท่านั้น”
“เ้าค่ะคุณหนู”
ทั้งเ้านายสาวและหญิงรับใช้ต่างลุกลี้ลุกลนพอ ๆ กัน หลินซูเฟยรีบชี้นิ้วเข้าไปในซุ้มเล็ก ๆซึ่งวางตั้งอยู่ภายในตัวห้อง นางตั้งใจให้เขาได้เห็นป้ายิญญาของสามีผู้ล่วงลับดั่ง้าใช้ของสิ่งนี้เป็เครื่องรางของขลังเอาไว้ปัดเป่าและขับไล่บุรุษหน้าด้านไร้ยางอายผู้นี้ให้ไสหัวไปซะ
“กระต่ายน้อย!เ้าช่างไร้เดียงสานัก ไม่สมกับที่เป็ภรรยาของข้าเอาเสียเลย”
ชายชุดครามปนเทาหม่นเอาแต่จรดมองภรรยาตัวน้อยด้วยแววตาส่อความดูแคลนก่อนจะกระตุกข้อมือหนึ่งจังหวะ แล้วโลหะสีเงินที่แหลมเรียวดั่งคมมีดก็พุ่งไปปักกลางป้ายิญญาอย่างแม่นยำกระทั่งหน้าไม้ที่มีอักษรสลักชื่อเกิดรอยแตกระแหงแล้วพริบตาเดียวของสิ่งนั้นก็แยกออกเป็สองส่วน
บ่งบอกว่าเขาไม่สนใจป้ายิญญาปัญญาอ่อนนั่นแม้แต่น้อย!
“เ้าคนหยาบคาย!ถือสิทธิ์อะไรมาทำลายข้าวของที่นี่ข้าจะไปแจ้งทางการให้มาเอาผิดคนหยาบคายเช่นเ้าเดี๋ยวนี้”
ยามปกติหลินซูเฟยดูอ่อนหวานว่าง่าย คล้ายกับเป็สตรีที่ไม่สู้คนแต่พอถึงยามคับขันนางกลับเป็สตรีที่ปากไวใจกล้าไม่ยอมอ่อนข้อให้กับผู้ที่หมายจะเข้ามารังแกนาง ทั่วใต้หล้าที่กว้างใหญ่นี้คนเดียวที่นางยินยอมให้ระรานรังแกมีเพียงหลินลู่เอ๋อร์เท่านั้น
“เอาเลยสิ!หากเ้ามีความสามารถมากพอ ก็จงแสดงให้ข้าดู แต่ก็อย่าลืมเชียวล่ะว่าคนในสำนักราชการล้วนเป็พวกเดียวกันกับข้าทั้งสิ้น”
เหวยจื่อเหวินไม่เร่งร้อนที่จะแนะนำตัวเองยิ่งไม่รีบร้อนที่จะเฉลยความเข้าใจผิดนี้แต่อย่างใด เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าฮูหยินน้อยจะร้ายกาจได้เพียงใด และมีธาตุแท้เป็อย่างไรบ้างเพราะที่ผ่านมาพ่อบ้านตั้วคอยเขียนจดหมายรายงานพฤติกรรมของฮูหยินน้อยเสมอมาพบว่าพ่อบ้านตั้วเขียนสาธยายเกินจริงไปมาก!
บอกว่านางเป็สตรีอ่อนหวานใจดี มีเมตตา ใจกว้างดุจตงไห่ทั้งยังบริหารจัดการเื่น้อยใหญ่ในจวนได้เป็อย่างดีแม้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่ได้พักอยู่ในจวนแต่สตรีไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนางก็ยังมิหย่อนยานในกฎจวนแม้แต่น้อยหนำซ้ำยังใส่ใจเื่อาหารการกิน ตลอดจนเสื้อผ้าอาภรณ์ของบ่าวไพร่ทุกคน
“ปากดี ปากดียิ่งนักแล้วเ้าเป็ใครกัน เหตุใดมิบอกชื่อแซ่ทั้งยังบุกมาทำตัวกร่างอยู่ในจวนของผู้อื่นเช่นนี้ แต่เ้าคงไม่พอใจมากเลยสินะที่โดนข้าปฏิเสธท่ามกลางฝูงชน ถึงได้ตามมาระรานกันถึงในจวนเช่นนั้นข้าจะบอกให้เอาบุญ เ้าไม่ใช่คนแรกเสียหน่อยที่ถูกข้าปฏิเสธเพราะั้แ่ที่สามีของข้าตาย ข้าก็ไม่เคยสนองไมตรีให้บุรุษหน้าไหนอีกเลยเช่นนั้นก็อย่านึกเสียใจนักเลย เพราะอย่างน้อย ๆเ้าก็ไม่ใช่คนเดียวที่ถูกข้าหักหน้า”
โอ่ว…ฝีปากของฮูหยินผู้นี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก
เหวยจื่อเหวินยืนหรี่ตาแคบทั้งสานมือไพล่หลังคล้าย้าวางท่า สายคู่นั้นเฝ้ามองภรรยาตัวน้อยอย่างได้ใจเขาไม่ใคร่จะโต้ตอบนางแต่อย่างใด เพียงแต่พูดงึมงำกับตนเองในลำคอปล่อยให้นางกลายเป็หมาบ้าอยู่ฝ่ายเดียว ยิ่งเขาเห็นนางหัวเสียมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็ผู้ชนะมากขึ้นเท่านั้น
ช่วยไม่ได้!ก็ใครใช้ให้นางสะเออะมาขึ้นเกี้ยวเ้าสาวของคนที่เขาหมายปองกันเล่า!
หากในวันนั้นสตรีบนเกี้ยวไม่ถูกสลับตัวเหวยจื่อเหวินคงได้แต่งงานกับสตรีที่ตนรักไปตั้งนานแล้ว!