ทั้งสามเดินขึ้นมายังชั้นสอง ภายในห้องเรียบง่าย โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง ด้านหลังเป็ชั้นวางหนังสือที่เต็มไปด้วยตำราเก่าและเอกสาร บัลคาเดินไปนั่งลงที่โต๊ะหน้าสุด ก่อนจะผายมือเชื้อเชิญไปยังเก้าอี้สองตัวที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“พวกเ้ามานั่งสิ” บัลคาเอ่ยเรียบๆ สายตามองไปยังอาโป
“อาโป เ้าไม่รู้สึกอะไรใช่ไหมที่ข้าเลือกเ้าให้มาทำหน้าที่ในฝ่ายลงทัณฑ์?”
อาโปเดินมานั่งลงข้างดร๊อกป้า เขาตอบด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก
“ข้าไม่ได้สนใจ…ถ้าดร๊อกป้าอยู่ด้วยก็โอเค”
บัลคายิ้มอย่างชอบใจ เขาคาดไว้แล้วว่านี่คือหนึ่งในเหตุผลที่เขาร่วมดร๊อกป้าเข้ามาด้วย
“ดี ถ้าอย่างงั้น ข้าจะเริ่มอธิบายรายละเอียด” บัลคาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ มือยกผ้าเช็ดเหงื่อที่ไหลซึมจากหน้าผาก
“เ้าทั้งสองคงพอรู้หน้าที่ของฝ่ายลงทัณฑ์มาบ้างแล้ว แต่เพื่อความชัดเจน ข้าจะอธิบายให้ฟังอีกครั้ง”
บัลคาใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ บนโต๊ะ
“หน้าที่ของฝ่ายลงทัณฑ์เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ‘กฎสามข้อ’ ที่ท่านเหลียงน่าจะเคยบอกกับพวกเ้า จำได้ใช่ไหม?”
ดร๊อกป้าพยักหน้าเบาๆ ส่วนอาโปยังคงนิ่งเงียบ
“ข้อแรก เราต้องตรวจสอบการทำงานของผู้รับใช้ในแต่ละวัน งานที่พวกเขาได้รับมอบหมายต้องสำเร็จตามกำหนด หากงานไม่สำเร็จ เราต้องสืบหาสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็เพราะหยุดงาน าเ็ หรือแม้แต่ถูกขโมยงานไป”
ดร๊อกป้านึกถึงคำพูดของโอบงที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ เขาพยักหน้าเป็เชิงว่าเข้าใจ
บัลคากล่าวต่อ “ข้อที่สอง เรามีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่นี้ ไม่ให้ความวุ่นวายลุกลามไปถึงเขตชั้นใน ซึ่งถือเป็เขตของผู้ควบคุมธาตุ จำไว้ ผู้รับใช้จะไม่มีสิทธิ์เข้าไปในเขตนั้น หากไม่ได้รับอนุญาตโดยตรง”
บัลคาหยุดชั่วครู่ มองตรงไปยังดร๊อกป้าและอาโป ดวงตาของเขาแฝงไปด้วยความจริงจัง
“และข้อสุดท้าย ข้อที่สำคัญที่สุด…เราจะต้องคอยป้องกันผู้รับใช้ที่พยายามหลบหนีออกจากอารามแห่งนี้”
ดร๊อกป้าขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เหตุใดเราจึงต้องป้องกันผู้ที่พยายามหลบหนีด้วย?”
บัลคาทำสีหน้าเคร่งก่อนตอบ
“คนธรรมดาไม่สามารถออกจากอารามพฤกษา์ได้ หากมีผู้ใดพยายามหลบหนี นั้นหมายความว่าพวกเขาอาจเป็ผู้ควบคุมธาตุ”
ดร๊อกป้าพลันเข้าใจ “ผู้ควบคุมธาตุที่เป็ผู้รับใช้ คือคนที่แอบเป็โดยพลการใช่ไหม”
บัลคาพยักหน้าเบาๆ
“ถูกต้อง พวกเขาล้วนเป็ผู้ไร้ซึ่งคุณสมบัติ”
ดร๊อกป้าเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามต่อด้วยความสงสัย
“วิธีการเป็ผู้ควบคุมธาตุนั้นเป็เหมือนในตำนานใช่หรือไม่?"
ดร๊อกป้ากล่าวต่อ
"จากตำนานหลังจากพฤกษา์ถูกโค่นล้ม ผลของมันก็ร่วงหล่นลงมาต่อหน้าสิ่งมีชีวิตตนหนึ่ง เมื่อสิ่งมีชีวิตนั้นได้รับประทานผลไม้แห่ง์นั้น มันก็ได้รับสติปัญญาและอำนาจเหนือธรรมชาติ หลังจากนั้นมันเรียกตัวเองว่ามนุษย์ และกลายเป็ผู้ควบคุมธาตุคนแรก ด้วยพลังนี้ เขาได้สร้างอาณาจักรให้แก่มวลมนุษย์ สยบทุกเผ่าพันธุ์ และท้ายที่สุดเขาก็ปลูกพฤกษา์ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อมอบอำนาจให้แก่ผู้อื่นในการควบคุมธรรมชาติ”
“ขนาดพฤกษา์ที่ใหญ่โตจนแผ่ปกคลุมโลกยังออกผลได้เพียงลูกเดียว ข้าสงสัยว่านอกจากตำนานนี้แล้วยังมีวิธีอื่นในการกลายเป็ผู้ควบคุมธาตุอีกหรือไม่ ไม่เช่นนั้นผู้ควบคุมธาตุคงมีน้อยมาก”
บัลคาใช้มือของมันลูบไล้ไปที่โต๊ะไม้ ก่อนจะตอบอย่างหนักแน่น
“ไม่มี มีเพียงวิธีเดียว พฤกษา์หนึ่งต้นให้กำเนิดผลเพียงลูกเดียว แต่ว่าพฤกษา์มีความพิเศษตรงที่มันสามารถเติบโตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด”
บัลคาเว้นจังหวะ ก่อนมองตรงไปที่พวกเขา
“เ้าลองคิดดูสิ หน้าที่แรกที่ข้าให้เ้าทำมีคำสั่งว่าอย่างไรบ้าง”
ดร๊อกป้านึกย้อนคำสั่งที่ได้รับมา
“มันคือการตัดต้นไม้…แต่ละต้นต้องมีขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป…”
เขาพึมพำ ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปเป็ตกตะลึง
“อย่าบอกนะว่าต้นไม้ทุกต้นที่เราตัดในเขตอาราม…คือต้นพฤกษา์!”
บัลคากล่าวพลางพยักหน้า
“ถูกต้อง แต่ไม่ใช่ทุกต้น มีเพียงต้นไม้ที่ขนาดไม่ใหญ่มากเท่านั้น ส่วนต้นที่มีขนาดใหญ่เราใช้มันเพื่อแบ่งแยกให้เข้าใจง่าย สาเหตุที่มีคนตัดไม้อยู่เรื่อยๆ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้พฤกษา์เติบโตลุกลามจนออกผล แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่อาจควบคุมมันได้ทั้งหมด บางครั้งผู้รับใช้บางคนไปพบผลของมัน บางคนอาจจะส่งมันมาให้เรา บางคนก็แอบเก็บมันไว้กับตัว”
ดร๊อกป้าพลันเข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง แต่คำถามหนึ่งยังคาใจ
“ข้าคิดว่าข้าเริ่มเข้าใจแล้ว แต่ยิ่งรู้มากขึ้น ข้าก็ยิ่งสงสัยว่าทำไมทางอารามถึงปล่อยให้พฤกษา์แพร่กระจายไปทั่วอย่างนี้ ถ้ามันมีผลเสียแบบนี้”
บัลคาส่ายหัวเบาๆ ชี้ไปทางพฤกษา์ั์ใจกลางอารามที่ดูราวกับเสาั์สีดำไหม้เกรียม
“พฤกษา์ในตำนานไม่ใช่ต้นไม้ที่จะควบคุมได้”
บัลคาแสดงสีหน้าขมขื่น
“แม้แต่ขั้วอำนาจของผู้ควบคุมธาตุภายนอกก็ไม่กล้าปลูกพฤกษา์ให้ใหญ่โตเช่นนี้ ในอดีตเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน อารามแห่งนี้เป็สถานที่เดียวในโลกที่สามารถควบคุมพฤกษา์ได้ ไม่ว่าจะเพิ่มหรือลด ทุกอย่างล้วนอยู่ใต้การบังคับของเรา ยามที่อารามรุ่งเรืองถึงขีดสุด ต้นพฤกษา์ได้แผ่กิ่งก้านปกคลุมทั่วผืนป่าหิมพานต์ จนกลายเป็สัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดของเรา มันคงเป็ภาพที่เ้ากับข้าจินตนาการไม่ออกหรอกว่าตอนนั้นอารามมีพลังอำนาจมากขนาดไหน แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น พฤกษา์ก็มีสภาพเป็เช่นนี้ อารามจึงสูญเสียอำนาจควบคุมมัน เมื่อเป็เช่นนั้นผู้ควบคุมธาตุจากภายนอกจึงกดดันให้เราทำลายมันทิ้ง แต่การทำลายพฤกษา์ต้นนี้ก็เหมือนการทำลายอารามทิ้ง ทางอารามจึงเลือกที่จะปิดตัวลง ห้ามให้คนนอกเข้าและห้ามให้คนในออกดั่งเช่นปัจจุบัน”
ดร๊อกป้าพลันกระจ่าง แม้แต่อาโปที่อยู่ด้านข้างยังนั่งฟังพวกเขาพูดอย่างตั้งใจ
บัลคาประสานมือทั้งสองข้างไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ย
“นี่คือหน้าที่โดยทั่วไปของฝ่ายลงทัณฑ์ แต่นอกเหนือจากหน้าที่พวกนี้แล้วข้ามีงานส่วนตัวจะมอบหมายให้พวกเ้า”
ดร๊อกป้าขมวดคิ้ว เขาคิดได้ทันที
“ท่านจะให้พวกเราจับตาดูท่านอัสมะใช่หรือไม่”
ไม่ใช่เื่เข้าใจยาก เพราะตอนนี้พวกเขาเกี่ยวพันเชื่อมโยงกันกลุ่มอัสมะไปแล้ว
บัลคาพยักหน้า
“ถูกต้อง แล้วอีกอย่างหนึ่ง วันนี้ในเดือนหน้า พวกเ้าต้องมาเข้าร่วมการประลอง ก่อนวันงานหนึ่งสัปดาห์ข้าจะแจ้งคู่ประลองให้ทราบ ตอนนั้นสภาพแขนซ้ายเ้าคงสามารถใช้ต่อสู้ได้ เ้าไม่ควรบ่ายเบี่ยง”
ดร๊อกป้าพยักหน้าอย่างครุ่นคิดพลางกล่าว
“แน่นอน ข้าจะสู้อย่างแน่นอน"
บัลคาพบว่าเขาอธิบายหน้าที่ของฝ่ายลงทัณฑ์ไปหมดแล้ว เขาล้วงมือไปใต้โต๊ะ หยิบป้ายไม้แกะสลักสามอันยื่นให้พวกเขา
“ส่วนนี่คือป้ายยืนยันตัวตนสำหรับพวกเ้าทั้งสองว่าเป็ฝ่ายลงทัณฑ์ ส่วนอีกอันคือของตอบแทนที่ข้ามอบให้ มันคือป้ายอภัยโทษ ซึ่งสามารถยกเว้นความผิดได้หนึ่งครั้ง”
ดร๊อกป้ารับมา เขากล่าวทวนซ้ำ
“ยกเว้นความผิด?”
“ใช่ ตราบใดที่เ้าไม่ฝ่าฝืนกฎข้อสาม ป้ายนี้จะช่วยเ้าได้ ไม่ว่าจะเป็ความผิดใดก็ตาม”
คำกล่าวของบัลคาเสมือนเครื่องยืนยันชัดเจนว่า ผู้ที่ฝ่าฝืนกลายเป็ผู้ควบคุมธาตุนั้น ผลลัพธ์เดียวคือความตายเท่านั้น
“ขอบคุณท่านมาก”
ดร๊อกป้าโค้งศีรษะเล็กน้อย
“ในเมื่อไม่มีอะไรแล้ว พวกข้าขอตัวลาก่อน”
บัลคาผงกศีรษะ
ดร๊อกป้าลุกขึ้นจากเก้าอี้และลากอาโปลงออกจากชั้นสองและเดินออกจากอาคารของฝ่ายลงทัณฑ์ไป