หลังจากเคลียร์งานต่างๆ รวมทั้งทำคะแนนสอบนักเรียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว
กลางดึกคืนหนึ่งของต้นเดือนเมษายน ทั้งหมดทั้งมวลคณะครูบ้านพักก็ยกโขยงไปทะเลด้วยรถกระบะครูน้อม โดยมีครูหนุนเป็คนขับ ด้วยใจที่ครึกครื้น ทุกคนนั่งในรถ ขุดคุ้ยเื่นั้นเื่นี้ มาเล่าสู่กันฟัง ทายปัญหากันบ้าง
มื่อไปรายงานตัวอยู่ สปจ.เนาะ” ครูบุญมามาเปิดฉากเล่า
“เ้าหน้าที่ผู้หญิง น่าจะเห็นว่าอ้ายหล่อ หน้าตาดี เป็ที่เร้าใจรึไงบ่ทราบได้ นางถามอายุอ้าย ว่า อายุเท่าไรคะ" บุญมาทำเสียงเล็กเสียงน้อยเลียนแบบเ้าหน้าที่สาวคนนั้น
"อ้ายเลยบอกว่า 32 ครับ” หยุดกลืนน้ำลายแป๊บนึง
“พอได้ยินอายุอ้าย นางล่ะท้วงว่า อายุป่านนี้ ทำไมเพิ่งมาบรรจุ อ้ายล่ะสูนฮึบ ๆ คิดในใจ มึงเด้อ อิห่านี่ กูฉีก ฮูดังมึงซะน้อ ถ้ากูสอบได้ตะดน กูสิถ่ามาหยังฮอดอายุ 32 เว่าบ่คิด”
เท่านั้นเอง ฮาครืนทั้งรถ
“ส่วนตัวข้าพเ้าเองมีนามว่าสาวเผิ่ง บ้านโนนหมาว้อโคกอิโด่ยมหานคร” เสียงใส ๆ ของยัยตัวแสบ เอ่ยขึ้นบ้าง
“ที่ได้มาบรรจุเป็ครูนั้น เพราะงกเงินล้วน ๆ”
“ทำไมว่างั้น” ครูหนุนถามอย่างสงสัย
“หนูเป็เด็กทุนคุรุทายาทพุ่นเด้อ”
"ป้าด! เก่งแท้" ครูน้อมชม
"หนูสอบได้ทุนั้แ่ ม.4 พุ่นน่ะ"
พูดพลางยืดอกในความมืดอย่างภาคภูมิใจ
"ตอนนั้น อาจารย์ฝ่ายแนะแนว ประกาศว่ามีทุนคุรุทายาท ถ้าสอบได้ ได้เงินทุนด้วย ถ้าเรียนจบได้บรรจุเป็ครูเลย"
"ดีแท้เผิ่ง รุ่นของพี่คือบ่เห็นมีหว่า ทุนคุรุทายาทนี่ แต่เงื่อนไขน่าสนใจคัก"
ครูน้อมรู้สึกทึ่ง
"หนูก็ฟังเงื่อนไขบ่ค่อยละเอียดดอก แค่หูได้ยินว่าสอบได้แล้วมีเงินทุน หูหนูนี่กางเพ่อเว่อออกคือหูช้างนี่ตั้ว ที่ไปสอบ บ่แม่นอยากเป็ครูั้แ่ต้นนะ แค่อยากได้เงิน เพราะบ้านจนน่ะ"
พนาวันสาธยายยืดยาว
“แล้วเป็หยังคือได้มาสอบเอง เขาบ่บรรจุให้ติ” ครูน้อมสงสัยอีกคน
“หนู.. ตกโครงการ คาแต่นอน บ่อ่านหนังสือสอบ เกรดเฉลี่ยเลยบ่ถึง เขาเลยบ่บรรจุให้ สมน้ำหน้ากะลาหัวเจาะคนมักนอน ฮ่าๆ”
เล่าพลางขำตัวเอง
“แน่ะ คือได้บรรจุไวแท่ จบมาปีเดียวนึง สอบได้ล่ะ” อ้ายมาถาม
“ฟ้าวสอบหนีตาย ฮ่าๆ ถ้าบ่ได้เป็ครู เขาสิปรับเงินสี่เท่าของเงินทุน พ่อแม่หนูกะสิได้ขายนาใช้ทุนนั่นแหล่ว ถ้าสอบบ่ได้บรรจุน่ะ อย่างว่านั่นแหละ คนมันเฮงเนาะ เทวดาจับยัด เลยได้บรรจุไว”
พี่ ๆ สามคนแอบอมยิ้มในความช่างพูด
"อะไรเอ่ย"
บุญมาเริ่มจะทายปัญหา หลังจากพากันนั่งเงียบ ๆ อยู่ครู่ใหญ่
"เออ! บ่เอา บ่เล่น 'อะไรเอ่ย' ดีกว่า ไผอยากเว้าหยังกะเว้า อย่าเงียบ เดี๋ยวคนขับสิหิวนอน"
ชายหนุ่มเปลี่ยนใจรวดเร็ว
“พวกพี่ๆ ฮู้บ่ เป็หยัง ปลาหมึกจังหนวดยาว”
ตัวแสบเปิดประเด็นทายปัญหา
“กะมันเป็ธรรมชาติของมัน” พี่น้อมตอบ
“มันกินข้าวหลาย”
อ้ายมาที่นั่งข้างหน้าคู่กับคนขับ หันมาตอบ
“ปลาหมึกบ้านเ้าติล่ะ กินข้าว”
ตัวแสบประชดเข้าให้
“ยอมยัง”
“อะๆ ยอมๆ”
สามเสียงดังขึ้นพร้อมกัน
“ที่ปลาหมึกหนวดยาว เพราะั้แ่เกิดมา ไม่เคยโกนหนวดเลยค้าบ”
“โอ๊ย! อิเผิ่ง!”
ประสานเสียงโดยมิได้นัดหมาย แล้วปล่อยก๊ากออกมา พี่หนุนคนขับรถหัวเราะ หึหึ
“หมู่เ้าว่า ในบรรดาช่างทั้งหลายนี่ ช่างอิหยังมีความสุขกว่าหมู่ ตอบมาคนละช่างเด้อ”
“ช่างไม้”
“ช่างปูน”
"ช่างไฟฟ้า”
พี่ ๆ ตอบ
“บ่แม่น ๆ”
“เฉลย แถ่น แทน แท้น ช่างแม่มันเถาะ ฮ่าๆๆ”
คนเฉลยหัวเราะชอบใจ
ยังไม่ทันได้หุบปากต้องร้อง “โอ๊ย!”
มือยาวๆยื่นมาจากเบาะหน้า เขกกบาลเข้าให้หนึ่งโป๊ก
“เ้าเขกหัวหนูเฮ็ดหยัง อ้ายบุญมา นาเสนี เดี๋ยวหนูกะเยี่ยวใส่บ่อนนอน”
หญิงสาวกล่าวถึงความเชื่อที่คนเฒ่าคนแก่บอกว่าถ้าโดนเขกหัวจะปัสสาวะรดที่นอน
คนเขกหัว แอบยิ้มมุมปาก แต่ไม่มีใครเห็นเพราะ บรรยากาศมืดมาก
“ใหญ่เป็สาวปานนี้ สิกล้าเยี่ยวอยู่ติเผิ่ง”
พี่น้อมถามแล้วยิ้มขำ
“อย่าให้หนูฝันว่าได้นั่งเยี่ยวกะแล้วกัน รับรองปล่อยสุด ตื่นมาต้องเก็บที่นอนซักพุ่นแหล่ว ฮ่า ๆ”
“ตอนพี่เป็เด็กน้อย พี่กะเคยฝันว่าปวดเยี่ยว มองไปหม่องใด๋ กะมีแต่คนหลาย นั่งเยี่ยวบ่ได้ เลยหลบออกไป เจอพุ่มไม้ พี่นั่งลง ปล่อยเต็มที่ ผลปรากฏว่า ตื่นขึ้นมา ฟูกพี่เปียกหมด ฮ่า ๆ”
พี่น้อมเล่าจบก็หัวเราะคิกคักกันทั้งรถ
จนถึงสัตหีบในเวลาเช้า ก็ไปหาเช่าบังกะโลที่ติดทะเล ลงจากบังกะโลก็เป็ชายทะเลเลยทีเดียว
คณะครูเช่าบังกะโล 3 หลังติดกัน เช่า 2 คืน 3 วัน ครูน้อมครูหนุน 1 หลัง อ้ายมา กับอิเผิ่ง คนละหลังโดยมีหลังของครูน้อมอยู่ตรงกลาง
หลังจากขนสัมภาระเข้าบังกะโลของตัวเองแล้ว พนาวันในชุดเสื้อยืดสีน้ำเงินเข้ม กางเกงขาสั้นสีดำความยาวเลยเข่าขึ้นมานิดหน่อย ก็วิ่งลงไปยืนกางแขนที่ชายหาดสีขาวนวลสะอาดตา ลมทะเลพัดเอื่อยๆ เย็นสบายมาปะทะผิวสีน้ำผึ้ง เงยหน้าสูดอากาศบริสุทธิ์ให้สดชื่นเต็มปอด แล้วะโเหมือนแก้วหน้าม้าลงสู่ทะเล พร้อมร้องเสียงดังว่า
“ทะเลจ๋าาาาา ฉันมาแล้วจ้าาาา"
ยืนให้ทะเลซัดคลื่นใส่ตัว กางแขนหมุนตัวไปมา
อีกสักครู่ ก็ยืนหันหน้าออกทะเล เอามือป้องปาก ร้องขึ้นว่า
“สวย!” ลากเสียงยาวๆ
ต่อด้วย
“เหินฟ้า” ลากเสียงยาวยิ่งกว่า
สวยกับเหินฟ้า เป็พระเอกนางเอกในละครโทรทัศน์เื่ ผยอง ที่เธอเคยดูสมัยเป็เด็กมัธยม ซึ่งพนาวันและวัยรุ่นสมัยนั้นชอบมาก จนหลายๆ คนเผลอคิดไปว่าตัวเอง คือ “สวย” นางเอกคนนั้น
พอะโเสร็จ นึกได้ว่า จะมีใครได้ยินหรือเปล่า เลยหันหน้าหันหลัง มองดูรอบ ๆ ตัว
“อ้อ ยังไม่มีใครเห็น ค่อยยังชั่วหน่อย เฮ้อ” ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ในขณะที่ หญิงสาวเล่นน้ำทะเลอยู่คนเดียวอย่างเพลิดเพลิน มีสายตาคู่หนึ่ง แอบมองจากหน้าต่างบังกะโลด้วยความเอ็นดู
“น่ารักจัง ตื่นเต้นเหมือนเด็กน้อยเลย ตัวก็เล็กๆบางๆ ยัยเด็กกะโปโลเอ๊ย”
ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง
ความรู้สึกใหม่ๆ เริ่มก่อตัวขึ้นในใจโดยที่เ้าตัวก็ไม่รู้ตัวเลยว่า มีสาวจอมแก่นตัวน้อยแอบเข้ามานอนเล่นในใจเงียบๆั้แ่เมื่อไรไม่รู้
เธอเล่นน้ำทะเล เหนื่อยแล้ว ขึ้นมานั่งก่อกองทราย สานต่อความฝันวัยเด็กที่อยากปั้นเจดีย์ทรายบนชายหาด เก็บเปลือกหอยมาวางรอบๆตกแต่งกองทราย
“ให้อ้ายเล่นนำแน”
ชายร่างสูงพูดขึ้นยิ้ม ๆ
“มาแม่ะอ้าย หนูปั้นเป็ปราสาทหลังบักใหญ่เลย อ้ายสิปั้นหยังล่ะ”
“อ้ายสิปั้นเต่า เดินเข้าไปนอนเล่นในปราสาทอิหล่า”
พูดยิ้ม ๆ พยายามสบตาหญิงสาวอย่างมีความหมาย แต่สาวนั้น พอสบตาแล้วก็ก้มหน้าก้มตาปั้นต่อ ไม่แสดงอาการรับรู้ความคิดใด ๆ ที่ส่งผ่านสายตาคู่นั้น
“เต่าผีบ้าติ สิมาอยู่หยังในปราสาท มีแต่หนูสิจับดึกลงทะเลนั่นตั้ว”
พูดด้วยใจซื่อ ไม่รู้ความนัยที่ชายหนุ่มพยายามบอก
“อ้าว! สิขว้างเต่าอ้ายลงทะเลยังไง มันเป็ทราย กำขึ้นมา มันกะแตก”
อ้ายมาต่อล้อต่อเถียง
หญิงสาวกำลังจะอ้าปากเถียงต่อ แต่..
“แต๊ แด แด แด ตะ แด แต๊”
เสียงโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกียรุ่น 3310 ที่หล่อนวางอยู่บนรองเท้าแตะดังขึ้น หญิงสาวและชายหนุ่มหันไปมองที่ต้นเสียง
หญิงสาวปัดมือไปมา ให้ทรายหลุด แล้วเอามือเช็ดกับเสื้ออีกที เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเบอร์ พอเห็นชื่อที่บันทึกไว้ ก็เผลอปล่อยยิ้มออกมา
“ฮัลโหล เจ๊าะ ๆ”
“เจ๊าะ ๆ โอ๊ย พี่นา รับสายผมทีไร พูดหวาน ๆ เหมือนแฟนคนอื่นเขาบ้างก็ไม่ได้”
เสียงปลายสายดังลอดมา
“ก็รู้อยู่ว่า พี่พูดไม่หวาน จะโทรมาทำไมล่ะ ฮึ เ้าเด็กน้อย”
“แต่ผมไม่เด็กแล้วนะ”
“พี่บอกว่าเด็กก็เด็กซี่ ว่าแต่โทรมาทำไม”
“ก้อออออ.. คิดถึง”
“แอ๊ะ แอ๊ะ ปากหวานนะเราน่ะ”
“ชิมแล้วหรือไง ถึงรู้ว่าหวาน”
“ทะลึ่งละเธอ เดี๋ยวเถอะ”
“ไม่ได้ปากหวาน ผมพูดความจริง ก็ผมรักของผมมาั้แ่พี่เรียนอยู่ ม.6 ทำไมผมจะพูดว่าคิดถึงไม่ได้ล่ะ”
ชายหนุ่มที่ยืนหัวโด่อยู่ตรงนั้นแกล้งนั่งลงปั้นเต่า ส่วนหูก็เงี่ยฟัง ด้วยหน้าตาเฉยเมยเหมือนไม่ได้ยินอะไร
“เธอเป็น้องชั้น 4 ปีเลยนะ คิดจะเทียบรุ่นเหรอจ๊ะ เด็กน้อยเอ้ย”
“เด็กกว่าแล้วไง จริงใจก็แล้วกัน”
“จ้าาาาา รู้แล้วจ้า รู้มาตั้งนานแล้ว”
“แต่ก็ไม่รับรักผมสักที 6 ปีแล้วนะ ที่ผมตื๊อพี่อยู่เนี่ย”
“แหม พี่เคยบอกแล้ว ว่าพี่จะอยู่เป็โสดตลอดชีวิตไง แค่นี้ก่อนนะ คนดี๊ คนดีของพี่ จุ๊บๆ”
กดวางสายแล้วอมยิ้ม แก้มสาวมีเืฝาดวิ่งเป็ริ้วๆ
คนที่นั่งปั้นเต่าตัวใหญ่ มือก็ปั้น หูก็แอบฟังเสียงคุยโทรศัพท์ ส่วนในใจก็รู้สึกหวิวๆชอบกล
“เอ๊ะ นี่เราเป็อะไรไป ทำไมรู้สึกเหมือนคนอกหักเลยวะ ท่าจะบ้าไปแล้วกะละมัง ตัวกูเอ๋ย”
ชายหนุ่มรำพึง
“เ้านั่นเด็กกว่า ยัยนาตั้ง 4 ปี ตอนนี้ยัยนาอายุ…24 ปี เ้านั่นก็..20 เราล่ะ 32 เฮ้อแก่จังว่ะ ห่างยัยนา 8 ปี เขาจะสนเราไหมนะ”
“เ้านั่น มันรักของมันมาตั้ง 6 ปี ยัยนายังใจแข็ง ไม่ยอมเป็แฟน เราเพิ่งรู้จักกันเดือนเดียว จะสู้เ้านั่นได้รึ”
“โอ๊ย เพ้อเจ้ออะไรเนี่ย เ้าบุญมา”
เสียงในหัวอ้ายมา ทะเลาะกันสับสนวุ่นวายไปหมด
“อ้าย เป็อะไรไปน่ะ เ้าคือเฮ็ดหน้ามู่ยู่ แบบนั้น”
พนาวันถามด้วยความสงสัย
“เอ่อ…อ้ายบ่ได้เป็หยัง”
ลากเสียงยาว
“แค่หิวข้าว เดี๋ยวอ้ายไปหาซื้อแนวมากินก่อน อิหล่าไปอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวไป๊ สิได้มากินข้าวพร้อมกัน”
“หนูยังบ่หิวเลย”
“หิวบ่หิวกะต้องกิน มันสายแล้ว ถ้าดื้อกับอ้าย สิถึกบักกอกลายเล็บลงกบาลเด๊ะ”บุญมาพูดแล้วเดินจากไป