หลังจากที่อี้หลงสามารถฝึกฝนวิถีปราณจุติจนสำเร็จ สำนักหลงเทียนได้ประกาศข่าวใหญ่ขึ้นในเช้าวันหนึ่ง
ทุกปีในสำนักจะมีการทดสอบที่เรียกว่า “การทดสอบแห่งขุนเขาอสูร” ซึ่งเป็หนึ่งในบททดสอบที่ท้าทายที่สุด
ศิษย์ที่ผ่านการทดสอบนี้จะได้รับสมบัติล้ำค่าหรือคัมภีร์โบราณตามความสามารถ และยังได้รับการยอมรับในฐานะศิษย์หลักของสำนักโดยสมบูรณ์
การทดสอบนี้เป็บททดสอบสำคัญที่้าศิษย์ที่มีทั้งความสามารถและสติปัญญา ศิษย์ต้องเข้าไปในขุนเขาที่เต็มไปด้วยอสูริญญาต่างๆ
ทั้งอันตรายและแปลกประหลาด พวกมันไม่เพียงมีพลังิญญามหาศาล แต่ยังฉลาดและใช้กลยุทธ์ได้ดียิ่งนัก
เมื่อข่าวการทดสอบแพร่กระจาย ศิษย์ทุกคนต่างเตรียมตัวและหวังว่าจะได้เข้าร่วมเพื่อพิสูจน์ตนเอง
แต่การจะเข้าร่วมทดสอบได้ต้องมีการคัดเลือก อาจารย์จ้าวฉีจึงประกาศรายชื่อศิษย์ที่จะได้เข้าร่วมการทดสอบในปีนี้
“รายชื่อศิษย์ที่จะได้เข้าร่วมการทดสอบแห่งขุนเขาอสูรในปีนี้ได้แก่…” เสียงของอาจารย์จ้าวฉีดังก้องไปทั่วลานฝึก
ก่อนที่จะประกาศชื่อศิษย์ออกมา อี้หลงได้ยินชื่อของตนเองเป็หนึ่งในนั้น ซึ่งทำให้เขาตื่นเต้นและรู้สึกภาคภูมิใจ
เขาตั้งใจไว้ว่าจะใช้โอกาสนี้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง
วันแห่งการทดสอบมาถึง อาจารย์และศิษย์หลายคนยืนรออยู่ที่ทางเข้าของขุนเขาอสูร ขุนเขานี้เต็มไปด้วยพลังลึกลับและอันตราย
ร่างสูงตระหง่านของมันดูเหมือนจะล้อมรอบไปด้วยหมอกหนาและกลิ่นอายแห่งความมืด
ศิษย์แต่ละคนต้องเตรียมพร้อมอย่างดีเพราะในขุนเขานี้ พวกเขาจะต้องต่อสู้กับอสูริญญาและอันตรายที่ไม่มีใครคาดคิดได้
อาจารย์จ้าวฉีให้คำแนะนำศิษย์ทุกคน
"จงระวังและอย่าประมาทในขุนเขานี้"
จำไว้ว่าเป้าหมายของการทดสอบคือการรวบรวมผลึกอสูรจากอสูริญญาที่อยู่ในขุนเขานี้
ผู้ใดที่รวบรวมผลึกได้มากที่สุดภายในเวลาสามวันจะถือเป็ผู้ผ่านการทดสอบนี้
อี้หลงยืนมองขุนเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ข้าจะต้องผ่านการทดสอบนี้ให้ได้ ไม่ว่าอุปสรรคจะเป็เช่นไร ข้าจะไม่ถอย!”
เมื่อได้รับสัญญาณเริ่มต้น อี้หลงและศิษย์คนอื่นๆ ต่างพุ่งเข้าสู่ขุนเขาอสูรทันที
ภายในขุนเขา บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป หมอกหนาทึบที่ปกคลุมอยู่ทำให้ทัศนวิสัยจำกัดลง อี้หลงต้องระวังทุกก้าวที่เดิน
เพราะในทุกมุมของขุนเขานี้เต็มไปด้วยอสูรที่ซุ่มรอจะโจมตี
ไม่นานนัก เขาก็เผชิญกับอสูรตัวแรก มันเป็อสูรหมาป่าที่มีดวงตาเรืองแสงสีแดงฉานและกรงเล็บที่แหลมคม
อี้หลงไม่รอช้า เขารวบรวมพลังปราณจากวิถีปราณจุติและพุ่งเข้าโจมตีด้วยความเร็ว กำปั้นของเขาปะทะกับร่างของอสูรอย่างรุนแรง
พลังปราณที่เขาฝึกฝนมาทำให้สามารถปราบอสูรตัวนั้นได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากจัดการกับอสูรหมาป่า เขาพบผลึกอสูรชิ้นแรกซึ่งเรืองแสงสีคราม เขารีบเก็บผลึกนั้นและมุ่งหน้าต่อไปอย่างไม่ลังเล
ในขณะเดียวกันที่ด้านลึกของขุนเขา ศิษย์คนอื่นๆ ก็ต้องเผชิญหน้ากับอสูรที่หลากหลาย บ้างเจออสูรกิเลน บ้างเจออสูรกระดูกอันน่ากลัว
ศิษย์บางคนที่ประมาทจบลงด้วยการาเ็และต้องถอยกลับไป
แต่สำหรับอี้หลง เขายังคงก้าวต่อไปด้วยความมุ่งมั่น และค่อยๆ สะสมผลึกอสูรได้มากขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งวันที่สองของการทดสอบ เขาพบกับอสูรที่ต่างออกไป มันเป็อสูรลึกลับที่มีร่างกายเป็เงาดำขนาดใหญ่ มีเขี้ยวและกรงเล็บที่แข็งแกร่ง
อี้หลงรู้ได้ทันทีว่าอสูรตนนี้ไม่เหมือนกับที่เขาเคยเผชิญมา มันมีพลังที่เหนือชั้นและความเร็วที่น่ากลัว
"เ้าอสูรนี่ดูท้าทายดีนี่ ข้าจะต้องชนะเ้าให้ได้!" อี้หลงพูดด้วยรอยยิ้มขี้เล่น เขาใช้พลังลมปราณจุติเพื่อเพิ่มพลังโจมตี
กำปั้นของเขาปะทะกับเงามืดของอสูรด้วยความรุนแรง แต่เพียงเสี้ยววินาที อสูรก็แสดงพลังกลับมาด้วยความเร็ว ทำให้อี้หลงเกือบเสียหลัก
"มันแข็งแกร่งกว่าที่คิด ข้าต้องหาทางจัดการมันอย่างรวดเร็ว" อี้หลงคิดในใจ เขาต้องใช้ทุกกลยุทธ์และความสามารถที่ฝึกฝนมา
เขาเริ่มดึงพลังวิถีปราณจุติทั้งหมดมารวมไว้ที่ฝ่ามือ ทำให้ลมปราณรอบตัวเขาเริ่มสั่นะเือย่างแรง
อี้หลงก้าวเข้าไปใกล้อสูรเงาดำและปล่อยพลังออกไปอย่างเต็มที่ การโจมตีนี้รุนแรงและตรงเป้า
ทำให้อสูรเงาดำสะท้านและแตกสลายเป็ละอองเงา ปรากฏผลึกอสูรชิ้นใหญ่ที่มีแสงสีม่วงออกมา
"นี่คงเป็ผลึกอสูรชิ้นพิเศษ!" อี้หลงคิดด้วยความดีใจ เขารีบเก็บผลึกนั้นไว้และรู้สึกถึงพลังที่เพิ่มขึ้นภายในตัวเขา
เมื่อเวลาสามวันของการทดสอบสิ้นสุดลง ศิษย์ทั้งหมดต้องกลับมารวมตัวที่จุดเริ่มต้นเพื่อรายงานผล
อาจารย์จ้าวฉียืนมองเหล่าศิษย์ด้วยความภาคภูมิใจ ศิษย์หลายคนสามารถรวบรวมผลึกได้ในระดับที่น่าประทับใจ
แต่อี้หลงเป็หนึ่งในผู้ที่สามารถสะสมผลึกได้มากที่สุด รวมถึงผลึกอสูรสีม่วงซึ่งเป็สิ่งที่หาได้ยากในขุนเขา
"อี้หลง เ้าทำได้ดีมาก"
ผลึกอสูรสีม่วงนั้นเป็สัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นและความกล้าหาญ
ข้าขอประกาศว่าเ้าผ่านการทดสอบแห่งขุนเขาอสูรนี้ และนับจากวันนี้ เ้าจะได้เป็ศิษย์หลักของสำนักหลงเทียน
อาจารย์จ้าวฉีกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความชื่นชม
เสียงเชียร์และปรบมือดังขึ้นจากศิษย์คนอื่นๆ
อี้หลงยืนยิ้มอย่างภาคภูมิใจ พร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะฝึกฝนตนเองต่อไปและก้าวสู่การเป็เซียนที่ยิ่งใหญ่
เขารู้ดีว่านี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ท้าทายและเต็มไปด้วยอันตราย แต่เขาไม่มีความกลัว และพร้อมที่จะก้าวเดินไปในเส้นทางนี้จนสุดทาง
หลังจากผ่านการทดสอบแห่งขุนเขาอสูรและได้รับการยอมรับในฐานะศิษย์หลัก อี้หลงกลายเป็จุดสนใจของทุกคนในสำนักหลงเทียน
ศิษย์หลายคนชื่นชมความกล้าหาญและความสามารถของเขา แต่ก็มีบางคนที่เริ่มมองอี้หลงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉา
โดยเฉพาะกลุ่มศิษย์าุโบางคนที่รู้สึกไม่พอใจที่ศิษย์ใหม่ซึ่งเพิ่งเข้ามากลับได้รับเกียรติและการยอมรับในเวลาสั้นๆ
หนึ่งในนั้นคือ หวงเซียวหลง ศิษย์าุโผู้มีพร์และเป็ที่นับถือในสำนัก
เขาเป็ศิษย์ผู้ที่เคยตั้งความหวังไว้สูงว่าจะได้รับผลึกอสูรสีม่วงในการทดสอบที่ผ่านมา
แต่เมื่อได้รู้ว่าอี้หลงเป็ผู้ผลึกอันทรงคุณค่าชิ้นนั้นแทน เขารู้สึกโกรธและน้อยใจอย่างมาก
หวงเซียวหลงไม่อาจยอมรับได้ว่าตัวเองถูกแซงหน้าโดยเด็กใหม่ที่มีท่าทางทะเล้นและกวนประสาท
เย็นวันหนึ่ง ขณะที่อี้หลงกำลังเดินออกจากห้องฝึก หวงเซียวหลงและศิษย์บางคนที่ติดตามเขามาตลอด ก็ปรากฏตัวขวางทางของอี้หลง
“อี้หลง ข้าได้ยินมาว่าเ้ามีฝีมือไม่เบาในวิถีปราณจุติ แล้วก็สามารถเอาชนะอสูรระดับสูงในขุนเขาอสูรได้ ข้าเองก็อยากจะเห็นฝีมือของเ้าจริงๆ นะ” หวงเซียวหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย ใบหน้าเต็มไปด้วยความดูถูก
อี้หลงเหลือบมองหวงเซียวหลงและยิ้มมุมปากอย่างขี้เล่น “ถ้าเ้า้าดู ข้าก็ไม่ห้าม แต่ข้าก็สงสัยว่าเ้าจะทนดูได้ถึงตอนจบหรือเปล่า” คำตอบของอี้หลงทำให้เหล่าศิษย์ที่อยู่รอบๆ อดหัวเราะไม่ได้ เพราะรู้สึกได้ถึงความกวนประสาทของเขา
“เ้ากล้าท้าทายข้าอย่างนั้นรึ!” หวงเซียวหลงโกรธจัด เขาปลดปล่อยพลังปราณของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่
ร่างของเขาถูกห่อหุ้มด้วยลำแสงสีทองแวววาว เป็การแสดงถึงพลังปราณที่เขาได้ฝึกฝนมาจนถึงขั้นสูง
อี้หลงไม่พูดมาก เขาสบตาหวงเซียวหลงด้วยสายตาที่นิ่งสงบ พร้อมกับเรียกพลังปราณจุติออกมา
ปราณสีครามโอบรอบร่างกายของเขา แผ่พลังที่เคร่งขรึมแต่น่าเกรงขามออกมาโดยไม่ต้องอวดอ้างใดๆ
ศิษย์ที่มุงดูการประลองต่างเฝ้ามองด้วยความตื่นเต้น การปะทะกันของศิษย์หลักสองคนที่มีความสามารถยอดเยี่ยมเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะได้เห็นทุกวัน และทั้งสองก็ดูจะไม่ลดละต่อกันแม้แต่น้อย
การปะทะเริ่มขึ้น หวงเซียวหลงพุ่งเข้าหาอี้หลงด้วยความเร็ว ฝ่ามือของเขาที่มีพลังปราณแสงทองถูกฟาดออกไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง
อี้หลงเบี่ยงตัวหลบอย่างฉับไวและสวนกลับด้วยกำปั้นที่เปี่ยมด้วยพลังปราณจุติ การโจมตีของทั้งสองมีความรุนแรงจนพื้นดินแตกออกเป็รอย
หวงเซียวหลงใช้วิชาประกายฟ้าผ่า ทำให้ลำแสงสีทองสายหนึ่งพุ่งลงมาตัดหน้าของอี้หลง
แต่เขาก็สามารถหลบได้อย่างคล่องแคล่วและโต้ตอบกลับด้วยฝ่ามือปราณจุติซึ่งเต็มไปด้วยพลังที่ลึกล้ำกว่า
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด และในขณะที่หวงเซียวหลงเริ่มเสียหลัก อี้หลงใช้โอกาสนี้ในการปลดปล่อยพลังปราณขั้นสูงสุด
เขาส่งกำปั้นที่ทรงพลังพุ่งตรงไปยังหวงเซียวหลง และหยุดมันไว้ก่อนที่จะถึงตัว
ทำให้หวงเซียวหลงรู้สึกถึงความกดดันและเข้าใจถึงความเหนือชั้นของอี้หลงอย่างชัดเจน
“เ้ามีความสามารถมากกว่าที่ข้าคิด ข้าคงต้องยอมรับว่าเ้ามีฝีมือจริง” หวงเซียวหลงกล่าวออกมาอย่างฝืนใจ
อี้หลงยิ้มแล้วกล่าวเบาๆ “ความแข็งแกร่งเป็เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น วิถีเซียนไม่ได้อยู่ที่การต่อสู้เพียงอย่างเดียว”
เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ศิษย์ทุกคนในสำนักต่างเล่าขานถึงความสามารถของอี้หลง ไม่เพียงแต่เขาได้พิสูจน์ฝีมือของตัวเองเท่านั้น
แต่ยังทำให้หวงเซียวหลงรู้สึกถึงบทเรียนที่สำคัญในการเป็เซียน เขาไม่ได้โกรธแค้นอี้หลงอีกต่อไป
กลับกลายเป็ว่าเขาเริ่มเคารพในฝีมือและความใจเย็นของอี้หลง
ั้แ่นั้นมา อี้หลงจึงกลายเป็ทั้งแรงบันดาลใจและเป้าหมายที่ศิษย์หลายคนอยากจะเดินรอยตาม
เขาไม่เพียงแต่พิสูจน์ตัวเองว่าเป็ศิษย์หลักที่มีฝีมือ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของการเป็เซียนที่แท้จริง