มหาสิญจน์อเนกล้ำ คุณอนันต์
แลศักดิ์สิทธิ์เสกสรร ยิ่งแท้
ศาสตร์ไสยเกิดอัศจรรย์ มาตรมิ่ง
อยุธเยศกาลแก้ สู่เบื้องภพบรรพ์
น้ำที่ดื่มไปนั้น เย็นชุ่มคอเหลือเกิน เริ่มมีลมเย็น ๆ พัดบาง ๆแทนที่ความระอุเมื่อครู่นี้ พอทำให้คลายร้อนได้อย่างดี ยินแต่เสียงคลื่นซัดอยู่ไกล ๆ กลิ่นไอทะเลลอยแตะจมูกเด็กสาวตัวดี นันดาลืมตาขึ้นมาด้วยศีรษะที่ยังหนักอึ้งเสียงผู้คนจอกแจกจอแจหายไป รอบบริเวณไม่มีใครนอกจากต้นไม้ที่ขึ้นหนาทึบกว่าเดิม หญิงสาวเพ่งมองรอบข้างอีกครั้งอย่างพิจารณาว่ายังอยู่บริเวณเดิมหรือไม่พื้นที่ตรงนี้แตกต่างจากพื้นที่สุดท้ายก่อนที่เธอจะหมดสติไป
“ ทิ้งกันอีกแล้ว แถมปล่อยให้ฉันนอนอยู่คนเดียวตรงนี้ซะด้วย”
นันดาลุกขึ้นพลางปัดเศษดินทรายที่เกาะตามเสื้อโปโลและกางเกงยีนขาสั้นของเธอออกสะพายกระเป๋าเป้ใบเดิม เหลียวมองรอบข้างอีกครั้ง
“รู้ซึ้งถึงคำว่าเพื่อนเลย”
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหวังกดโทรหาเพื่อนรักทว่าไม่มีสัญญาณปรากฏบนหน้าจอ
“ให้ได้อย่างนี้สิ กลับถึงกรุงเทพฯ เมื่อไรยกเลิกเครือข่ายนี้แน่นอน”
นันดาตัดสินใจเดินตรงไป เพราะมั่นใจว่าก่อนหมดสติทางข้างหน้าของเธอมีถนนตัดผ่าน โดยไม่เห็นว่าขวดน้ำมนต์มหาสิญจน์ถูกทิ้งอยู่ตรงนั้น
ยิ่งเดินลึกเข้ามา พื้นที่เป็ป่าบริเวณกว้าง ไม่มีถนนสักสายหากแต่เป็เพียงรอยทางสำหรับเกวียณเท่านั้น นันดาฝ่าดงไพรเข้าไปหวังเจอกลุ่มเพื่อนๆ หรืออาจารย์สำเริง เธอเดินย้อนไปย้อนมาในเส้นทางเดิม ๆ อยู่หลายรอบแต่ไม่เจอใครและซ้ำร้ายกว่านั้นเธอไม่สามารถหาทางออกจากวังวนดงไพรนี้ไปได้
“ ชาช่า!”
ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ พระอาทิตย์เริ่มคล้อยลงต่ำแตะขอบฟ้าหญิงสาวใจเสีย เธอต้องหาทางออกหรือพบใครสักคนก่อนจะพลบค่ำ ร่างบางเดินลุยไปข้างหน้าต่อหญ้าคาสูงบาดเรียวขาขาวนวลของเธอเป็รอยแผลยาว
“โอ๊ย! ขาของฉัน”
นันดากระวนกระวายใจจนถึงที่สุด ยิ่งเดินลึกยิ่งไร้บ้านเรือนไร้ผู้คน ไร้ถนนหนทาง ขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าของใครหลายคนวิ่งเข้ามา พร้อมเสียงหวีดร้องลั่น
“ชาช่าเหรอ!”
ผู้คนมากมายกำลังวิ่งตรงมาทางนี้ หญิงสาวใจชื้นที่อย่างน้อย ณที่แห่งนี้ เธอไม่ได้อยู่เพียงลำพัง
พรวด!
กลุ่มชาวบ้านชายหญิงจำนวนสามคน วิ่งกรูไม่คิดชีวิต แต่ละคนหน้าตาตื่นเหมือนหนีสิ่งที่น่ากลัวมา ชายผิวคล้ำนุ่งโจงกระเบนไม่ใส่เสื้อชนกับนันดาอย่างจังจนล้มคะมำทั้งคู่
“โอ๊ย!”
นันดาก้นกระแทกพื้นอย่างแรงผู้คนที่วิ่งมาต่างล้มกระเจิดกระเจิงไปด้วย
“โอ๊ย! นี่มันเื่อะไรกันเนี่ย”
นันดามองเครื่องแต่งกายของสามคนนี้แล้วนึกขำในใจ เธออาจจะเดินเพลินจนเข้ามาอยู่กลางกองถ่ายละครพีเรียดครั้นเหลียวหากล้องและทีมงานกลับไม่พบใคร หญิงหนึ่งในสามคว้าแขนนันดาให้หนีไปพร้อมกัน
“เร่งเข้าเถิด พวกมันมากันแล้ว!”
“ขอโทษนะคะพี่ ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าถ่ายละครอยู่”
“เอ็งพูดอันใดวะ ! เพลานี้พวกมันตามมาถึงแล้วชักช้าคอยท่ามิได้ หนีเร็ว! ”
“หนีอะไร ! หนีใคร ! แล้วหนีทำไม! ”
ไม่ทันจะมีใครตอบคำถามของนันดาชายฉกรรจ์โพกผ้าบนศีรษะอีกหนึ่งกลุ่มถือดาบวิ่งกระโจนเข้ามาะโฟาดฟันไปที่ลำตัวผู้ชายที่ชนกับเธอเมื่อสักครู่โลหิตพุ่งกระเซ็นถูกใบหน้าและเสื้อผ้าของเด็กสาว ร่างของชายคนนั้นล้มลงทันใด
กรี๊ด!!!!!!
หญิงสาวหวีดร้องลั่นป่า ตระหนกกับภาพตรงหน้าทุกคนหนีกระจัดกระจายรวมถึงนันดาด้วยกลุ่มชายฉกรรจ์น่ากลัวโผนกระโจนตามด้วยความคล่องแคล่ว ร่างกายกำยำแข็งแรงกว่าเพียงสาวเท้าไม่กี่ก้าวก็สามารถไล่ฟันชายหญิงกลุ่มนั้นจนสิ้น
กรี๊ด!!!!!
นี่มันรายการเรียลลิตี้โชว์ใช่ไหม!!!
แม้ในหัวสมองจะพยายามคิดว่าอาจจะเป็เื่ตลกที่ใครสักคนสร้างขึ้นเพื่อกลั่นแกล้งหรือเซอร์ไพรส์แต่กลิ่นคาวเืของชายคนนั้นที่ติดอยู่บนใบหน้าของเธอย่อมเป็คำตอบดีว่ามันคือของจริง นันดาวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ไม่รู้จะต้องวิ่งไปแห่งไหน ไร้ทิศทางรู้เพียงว่าเธอต้องวิ่งไปเรื่อยๆเพื่อรักษาชีวิตให้รอดจากเงื้อมมือชายแปลกหน้าแต่งกายแบบทหารพม่าโบราณ
เป้าหมายของพวกนั้นก็คือร่างบางที่วิ่งอย่างเอาเป็เอาตาย เพราะพวกมันสังหารกลุ่มชาวบ้านที่วิ่งมาพร้อมกับเธอไปหมดแล้ว นันดาพลาดท่าเหยียบก้อนหิน เสียหลักล้มคะมำไม่เป็ท่า
“โอ๊ย!!”
กลุ่มชายฉกรรจ์ตามมาทันเดินย่างสามขุมเข้าไปหาด้วยหน้าตาถมึงทึง นันดาเขยิบถอยหนีตัวสั่นประหนึ่งนกน้อยที่อยู่ในอุ้งมือจะบีบก็ตายจะคลายก็รอด
“แม่หญิงกุยบุรีผู้นี้งามนัก ข้าจักขอเชยชมก่อนแล้วค่อยฆ่าทิ้งได้ฤๅไม่”
ชายผิวคล้ำร่างเตี้ยที่สุดในกลุ่มมองด้วยสายตาแทะโลมเหมือนหื่นกระหายความใคร่มาเนิ่นนานนันดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
คนพวกนี้พูดภาษาพม่า!!
ไอ้เตี้ยนั่นคิดจะขืนใจฉัน จะทำยังไงดี!!
“ใจเย็น ๆ พี่ เราคนบ้านเดียวกัน”
“เอ็งเป็คนมอญรามัญฤๅ เ้าตัวเล็ก”
มอญรามัญ!!!!!
“คืออะไร”
“ มึงพูดภาษากูได้ แต่ไยมิรู้ว่าคืออันใด มึงหลอกพวกกูเป็แน่ นังหญิงบ้า!”
นันดาหวนนึกถึงแบบเรียนวิชาภาษาไทย โคลงประกอบภาพที่ 10 เื่โคลงภาพพงศาวดาร ที่อาจารย์เคยสอนและบังคับท่องสมัยอยู่มัธยม ศึกษาตอนต้นการตั้งใจเรียนบางครั้งก็มีประโยชน์เสมอ
บุเรงนองนามราชเ้า จอมรา มัญเฮย
ยกพยุหแสนยา ยิ่งแกล้ว
มอญม่านประมวลมา สามสิบหมื่นแฮ
ถึงอยุธเยศแล้ว หยุดใกล้นครา
“พม่ารามัญไง โธ่! พวกพี่ ๆ ก็ต้องใจเย็น ๆ สิ พวกเดียวกันฉันเป็แฟนคลับพระเ้าบุเรงนองเลยนะ ผู้ชนะสิบทิศอ่ะ ฟ้าลุ่มอิรวดีคืนนี้มีแต่ดาววววววว ”
หญิงสาวพูดเรื่อย ๆ อ้างอิงบุคคลหวังเอาชีวิตให้รอดจากทหารทั้งสามเหมือนจะได้ผล ทั้งสามชะงักหลังจากนันดากล่าวถึงมหาราชแห่งประเทศ
“หากเป็เช่นนั้นแล้วไซร้ มึงรู้ฤๅไม่ว่าขณะนี้กษัตริย์พระองค์ใดปกครองแผ่นดินกู”
แย่แล้ว!!!!
นันดาอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ จนผิดสังเกตชายร่างกำยำใช้ดาบชี้หน้า
“เหตุใดตอบชักช้านักหรือมึงกล่าววาจาเท็จแก่กู”
“ปละเปล่านะ ขอนึกแป๊บพี่ ๆ ต้องใจเย็น ๆ นะจ๊ะ”
“เมืองกุยบุรีแห่งนี้ในยามศึกาจักมีหญิงอังวะมาปะปนได้ เยี่ยงไร ”
บุรุษทั้งสามมองหน้าเหมือนรู้กันย่างเข้าไปหานันดา หญิงสาวใจเต้นระทึกเพราะถูกจับได้ คว้าก้อนหินได้เขวี้ยงใส่หัวชายร่างเตี้ยชาวพม่าจนเือาบ สร้างความโกรธแค้นให้เขาเป็อย่างมากง้างดาบขึ้นสุดมือหมายปลิดชีพร่างบาง
“มึง!ตาย !”
กรี๊ด!!!!!
ทันใดนั้นเอง ใครคนหนึ่งถีบร่างชายตัวเตี้ยจนกระเด็นไปและเกิดการต่อสู้อีกครั้งระหว่างกลุ่มทหารพม่าทั้งสามและชายฉกรรจ์ผู้มาใหม่อีกสองคน
เพียงเพลงดาบอาทมาตของพันและมั่นบรรเลงการขับเคลื่อนร่างกายทุกสัดส่วนแข็งแกร่งจนน่าเกรงขามร่างสูงกำยำทั้งสองร่ายรำท่าดาบ ฟาดฟันจนพวกสอดแนมอังวะทั้งสามจนสิ้นใจศพร่วงด้านข้างนันดาที่ยืนตัวสั่น
กรี๊ด!!!!
ก่อนจะเข้าสังหาร พันได้ซุ่มดูกลุ่มคนพวกนี้ได้สักพักใหญ่แล้วเหลียวมองสตรีที่พูดคุยกับพวกมันว่าเป็พวกเดียวกันอย่างเกลียดชังทั้งการแต่งกายประหลาด ผ้านุ่งที่ใส่ ผิดแผกไม่เคยพบเห็นมาก่อน เขาย่างเข้าไปและง้างดาบขึ้นหมายฆ่าทิ้งอีกคน
กรี๊ด!!!!!!
“ประเดี๋ยวก่อนไอ้พัน ! เอ็งจะฆ่าแม่หญิงผู้นี้เสีย แลมิถามไถ่หาความก่อนฤา”
มั่นยั้งเพื่อนเอาไว้
“มันพูดภาษาอังวะคล่องนักแลที่ข้ากับเอ็งซุ่มดักฟังก็เห็นแจ้งแก่ใจแล้วว่า มันคืออังวะเห็นทีจะเป็พวกไหนเสียมิได้”
เป็เคราะห์ซ้ำกรรมซัดของนันดา รอดตายจากกลุ่มทหารพม่าได้มาเจอกลุ่มใหม่อีก นันดาลุกพรวด ตัดสินใจแทรกการสนทนาของชายโบราณทั้งคู่
“ถามกันก่อนสิ ฉันคนไทยของแท้แน่นอน”
“คนไทยฤๅ” มั่นทวนคำไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน
“คนไทย คือคนที่ใด”
“อ้าว! ก็คนไทยไงเอ่อ.. ไทยแลนด์อะ เคยได้ยินไหม”
การโต้ตอบของหญิงประหลาด ทำให้มั่นอดขำไม่ได้ และเริ่มสนุกที่ได้คุยกับเธอ
“ ข้ามิรู้จักดอก เอ็งพูดจาเหมือนคนมิรู้ความข้าหาเข้าใจไม่”
“ฤๅจะเป็กลของไอ้พวกอังวะส่งสตรีมาตระเวนหาข่าวให้แก่พวกมัน”
พันไม่อาจไว้วางใจคนที่เพิ่งสนทนากับศัตรูเมื่อครู่ได้ หากปล่อยไป หญิงผู้นี้อาจเป็อันตรายแก่กองทัพแน่พันจ่อดาบไปที่ลำคอของนันดา จนหญิงสาวถอยหลังกรูด
“ไม่ใช่พม่า!!! ต้องทำยังไงถึงจะเชื่อฉันร้องเพลงชาติได้นะ เดี๋ยวร้องให้ฟัง”
หญิงสาวเริ่มเปล่งเสียงร้องเพลงชาติชัดถ้อยชัดคำทว่าชายหนุ่มทั้งสองไม่คุ้นทำนองและไม่เคยได้ยินจากที่ใด จนกระทั่งเธอร้องจบเพลงมั่นยิ้มมุมปากเบา ๆ
“กลอนของเ้า ข้าฟังมิรู้ความดอกหมายความว่ากระไรฤๅ แต่ก็ฟังเสนาะหูยิ่งนัก”
“ เขาเรียกว่าเพลงชาติร้องเพื่อให้เกิดความรักสถาบันชาติน่ะ ฉันร้องเกือบทุกวันเลยนะ”
“แม่หญิงผู้นี้เห็นทีจะวิปลาสเสียแล้วกระมังไอ้มั่น” หลังจากฟังมั่นและนันดาคุยกันยิ่งไม่เข้าใจพันพินิจนันดาั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้ามอมแมมทั้งรอยเืรอยดินเครื่องแต่งกายหาใช่ผ้าแถบหรือสไบไม่หากแต่เป็เนื้อประหลาดปกปิดส่วนบนมิดชิดถึงต้นคอผ้านุ่งหนาและแข็งกระด้างสีแปลกตา แตกต่างกับผ้านุ่งของสตรีชาวอโยธยาและเมืองอื่นๆ นัก ที่สำคัญผ้าผ่อนที่ใช้นุ่งมันสั้นจนเห็นขาอ่อนขาวเนียน ไม่มีผู้ใดเขาทำกัน
“มิมีหญิงใดในอโยธยาแลเมืองละแวกนี้ใส่ผ้านุ่งเยี่ยงเอ็ง เอ็งเป็ใครมาจากเมืองใด”
“กรุงเทพฯ ฉันมาจากกรุงเทพฯ”
“กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา เอ็งมาจากอยุธยาฤๅ” มั่นยิ้มกว้าง
“ไม่ใช่จังหวัดอยุธยา คือกรุงเทพที่ฉันหมายถึงก็คือกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์นะ”
“บ๊ะ! ข้าเกือบฟังความมันเข้าใจแล้วเทียว บัดนี้ข้าแลมิรู้ความมันอีก เอ็งปล่อยมันไปเถิดท่าทางจักเป็คนป่าบ้าจริงแท้”มั่นเกาหัวหันไปกระซิบกับพัน
“ แต่มันฟังแลพูดอังวะได้ ข้าเห็นเป็สำคัญว่านังหญิงประหลาดผู้นี้จักต้องมาจากพม่าเป็แน่”
“ แต่สารรูปมันผิดแผกจากพวกนั้นข้าเห็นว่าอาจจะมิเป็เช่นนั้น”
“ข้าหาวางใจมันไม่”
“แล้วเอ็งจะทำเยี่ยงไร”
พันไม่ตอบแต่ง้างดาบอันคมกริบจะฟาดไปที่นันดา หญิงสาวหลับตาหนีภาพหวาดเสียวพร้อมกับหวีดร้องลั่น มั่นจับแขนเพื่อนรั้งไว้ทัน
“ประเดี๋ยวก่อนไอ้พัน ! จะฆ่ากันเลยเทียวรึจับมันไปถามความก่อน หากมันเป็อังวะจริง เอ็งค่อยบั่นคอมันเสียก็ได้”
พันมองหญิงสาวอย่างไม่ไว้ใจ ปลดผ้าที่คาดเอวไว้ไปมัดมือนันดา เธอจึงโวยวายลั่น
“ทำอะไรน่ะ! มัดมือฉันทำไมไอ้บ้า! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”
แรงร่างบางหรือจะสู้ชายหนุ่มสูงใหญ่อย่างพันเขากระตุกชายผ้า ดึงนันดาให้เดินตาม
“ปล่อยฉันนะ! ไอ้บ้าฉันบอกให้ปล่อย !”
“ไอ้พัน! ทำเช่นนี้จะดีฤาหากนังนี่หาได้เป็อังวะไม่ พวกเราจักเดือดร้อนนา”
นันดาส่งสายตาเห็นด้วยกับคำพูดของมั่นที่คอยกันคนตัวสูงไม่ให้ทำรุนแรงกับเธอ อย่างน้อยชายผู้นี้ก็น่าจะใจดีกว่าพันอย่างแน่นอน
“พูดอีกก็ถูกอีก ฉันไม่ใช่พม่า Areyou understand ? เข้าใจไหม เพลงชาติก็ร้องให้ฟังแล้วทำไมยังไม่เชื่ออีก จะต้องให้ทำยังไง หรือจะต้องร้องเพลงลอยกระทง ก็ได้นะวันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริงวันลอยกระทงลอยลอยกระทง .....”
นันดาร้องเพลงลอยกระทงดังลั่นป่าหากแต่ชายหนุ่มหน้าตาถมึงทึงไม่สนใจสักนิดซ้ำร้ายยังดึงร่างหญิงสาวให้เดินตามจนกระทั่งเธอร้องจบเพลงมั่นปรบมือให้อย่างประทับใจ
“เอ็งกล่าวกลอนได้ไพเราะนัก”
“เพราะใช่ไหมล่ะ นี่ ๆ พี่ชาย ฉันยังแรปได้ด้วยนะพี่จะฟังไหม”
“แลบฤๅ”
“ไม่ใช่แลบ แต่เป็แรป”
“แรปของเอ็งคืออันใด”
มะนันดายิ้มมุมปากเบา ๆเธอเริ่มบรรเลงแนวเพลงถนัดให้สองหนุ่มฟังทั้ง ๆ ที่ตนเองถูกมัดมือด้วยผ้าแน่นแต่ก็ไม่เป็อุปสรรคใดในการร่ายเพลงแรปโชว์ชายหนุ่มทั้งสอง
“ โย่วโย่วฉันเป็สาวสวยและก็ดูรวยเสน่ห์
ใครใครก็อวยและบอกว่าฉันนั้นเท่ห์
ไม่ว่าเดินไปที่ไหนก็มีแต่ชายมาเหล่
ฉันเป็เ้าแม่สายเปย์ เฮ้ย ! จีบได้เลยอย่าลังเล
ใครใครก็พูดและบอกว่าฉันน่ารัก
รู้ว่าเธออยากคุยแต่ว่ายังไม่กล้าทัก
ถ้าเธออยากรู้จักเดี๋ยวจะทิ้งไลน์ไว้ให้
ตอนนี้ในใจหวั่นไหว ขอร้องเธออย่าเข้ามาใกล้!!! ”
มั่นเหมือนจะสนุกไปกับจังหวะร่ายเพลงแรปของนันดาตรงกันข้ามกับพัน เขาไม่สบอารมณ์ที่สตรีจะมาเต้นแร้งเต้นกาการร้องกลอนประหลาดของหญิงสาวคล้ายการล้อเลียนกลอนหัวเดียวที่นิยมร้องกันในเพลงพื้นบ้านของเขาเธอไม่เก็บกิริยาอันดีงามของสตรีเอาไว้เลย จนพันทนไม่ได้
“หยุด!บัดเดี๋ยวนี้!”
หญิงสาวกำลังร้องด้วยความเมามันและมั่นที่ตบมือตามจังหวะต้องชะงักงันไปพร้อมกัน
“เพลงแลบของนังนี่ ก็สนุกเข้าทีเอ็งจักให้มันหยุดร้องทำไม”
มั่นกระซิบสหายของตนอย่างเสียดายเพราะนาน ๆจะได้ฟังอะไรออกรสออกชาติถึงเพียงนี้ พันไม่สนใจในคำของเพื่อน เขาเอาแต่จ้องนันดาเขม็งราวกับจะกินเืกินเนื้อ
“ข้ามิเห็นว่าจักเข้าทีเยี่ยงไร เป็หญิงแต่เต้นแร้งเต้นกา เสียจริตสตรีนัก”
คำพูดของพันเหมือนทิ่มแทงใจหญิงสาว นันดาเม้มปากคราวนี้เธอจะไม่ยอมเช่นกัน
“โอ้โห! นายโย่งทำไมพูดแบบนี้ แรงนะเนี่ย แล้วที่นายมามัดมือฉันแบบนี้คือสุภาพบุรุษงั้นเหรอก่อนจะว่าใครหัดดูตัวเองก่อนนะ ฉันไปทำอะไรให้ ถึงได้โกรธเกลียดกันขนาดนี้ ”
พันกระชากชายผ้าเข้ามาสุดแรงทำให้ร่างของนันดาประชิดเข้ามาใกล้เขาหญิงสาวสบตาอันคมกริบคู่นั้นแล้วใจสั่นอย่างบอกไม่ถูก เขากล่าวเสียงแข็งใส่เธอ
“เ้า! คืออังวะเหตุใดต้องเฉไฉ ทำมิรู้เื่รู้ราวแม้นไอ้มั่นจะเชื่อว่าเ้ามิใช่อังวะแต่เ้ามิอาจปิดบังข้าได้”
“ ก็บอกว่าไม่ใช่ยังไงเล่าบ้านอยู่แถววิภาวดีรังสิตั้แ่เกิด สัญชาติไทย เชื้อชาติไทยเข้าใจไหม”
“บ้านเกิดเมืองนอนชื่อพิกล ข้ามิเคยได้ยิน”
“ โอ๊ย! แล้วจะให้ยืนยันยังไงล่ะนายโย่ง”
“ข้ามิได้ชื่อนี้”
“แล้วชื่ออะไร ฉันจะได้เรียกถูก”
“ยามศึกาเยี่ยงนี้จักมีใครบอกนามให้ศัตรูรู้กันรึ!!”
“พัน....มันชื่อพันจ้ะแม่หญิง” มั่นส่งยิ้มหวานให้นันดา พันหันไปมองเพื่อนอย่างจะกินเืกินเนื้อ
“เชยมากจ้า!” นันดาแอบอมยิ้มนึกขำ แม้พันจะไม่รู้ความหมายของคำประหลาดจากปากหญิงสาวแต่เขาก็พอจะเดาออกว่า มันคงไม่ใช่เื่ดีสักเท่าไรนัก ชายหนุ่มเอาแต่หน้านิ่งไม่อยากต่อปากต่อคำกับคนบ้าอย่างเธอตรงกันข้ามกับมั่นที่ยิ้มกว้างยื่นหน้าเข้าไปหามะนันดา
“แล้วแม่หญิงเล่า ชื่อกระไร”
“มะนันดาเรียกสั้น ๆ ว่านันดาก็ได้”
“นันดา แปลว่ากระไร”
“นันดา แปลว่า เด็กสาวที่รื่นเริง”
“ข้าชื่อมั่น”
นี่ก็เชย
นันดาแอบขำในใจชื่อของคนไทยสมัยโบราณที่ตั้งเพียงพยางค์เดียวแต่กลับมีความหมายที่ดีงามหากแต่เทียบกับปัจจุบัน เธอยังไม่คุ้นชินสักเท่าไรนัก เห็นจะเป็เื่ประหลาดสำหรับคนในยุคเธอเหลือเกิน
จริงอย่างที่พันนึกเอาไว้ในใจ หญิงสาวหน้าตามอมแมมผู้นี้มีกิริยาท่าทางแปลก ๆ ชื่อไม่เหมือนผู้ใดในละแวกนี้ ซ้ำร้ายยังเป็ภาษาพม่าอีกเธอยังกล้าโป้ปดอีกว่ามิใช่ศัตรูที่แฝงตนเข้ามา
“ชื่อของมัน มิใช่ภาษาบ้านเมืองของเรา ดูออกฤๅไม่ไอ้มั่น”
พันจ้องเธออย่างไม่วางใจมั่นเห็นด้วยพลางส่งสายตาเหมือน้าคำตอบจากนันดา เด็กสาวยิ้มแห้ง ๆ
“ฉันก็แค่ลูกเสี้ยวเท่านั้นเอง ซีเรียสไปได้”
“ ลูกเสี่ยว...คืออันใดเล่า” มั่นถอนหายใจและพยายามตั้งใจฟังคำอธิบายจากเด็กสาว
“ลูกเสี้ยว ไม่ใช่ลูกเสี่ยว ลูกเสี้ยวก็คือฉันมีเชื้อสายไทยเจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์แล้วก็เชื้อสายอื่นอีกยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ไง”
มั่นงงกับคำพูดแต่ทำทีพยักหน้าเข้าใจแต่พันสังเกตและพอเดาความได้
“เชื้อสายอื่นที่เ้าว่า คือเชื้อสายอันใด”พันถามด้วยเสียงเคร่งขรึม
นันดาเหลียวมองคนตัวสูงด้วยความทึ่งเขาฟังเธอเข้าใจในขณะที่อีกคนยังงงกับสิ่งที่เธอพูด
“คือแม่เป็คนไทย ส่วนพ่อ...เป็..ลูกครึ่งไทย..แล้วก็..เออ...เมียนมาร์”
นันดาพยายามหลบหลีกคำที่อาจจะทำให้เธอเป็อันตรายได้แต่หารู้ ไม่ว่า พันมีฉายาในกองทัพว่าบุรุษแห่งปราชญ์ ด้วยไหวพริบและการสังเกตอันเป็สุดยอดจึงได้รับความไว้วางใจจากนายกองในการทำหน้าที่สำคัญต่างๆ คำประหลาดแม้จะมิเคยได้ยินแต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับพันชายหนุ่มขบกรามแน่น และแล้วสิ่งที่เขาสงสัยก็เป็จริง เด็กสาวผู้นี้เป็พม่าไม่เช่นนั้นคงไม่พูดและฟังภาษาพม่าได้ พลางคว้าดาบอาทมาตออกมาจ่อที่ลำคอนันดาทันที
“ว้าย!!! จะทำอะไรน่ะนายฟังออกด้วยเหรอ”
“ประเดี๋ยวก่อนเถิดไอ้พัน! เอ็งจักทำอันใด” มั่นรีบประชิดตัวเพื่อนอย่างทันท่วงทีเกรงจะทำอันตรายหญิงร่างบางผู้นี้เสียได้
“ข้าจักปลิดชีวิตมันผู้นี้ !!! หลีกทางไปไอ้มั่น ”
“ช้าก่อนเถิด ข้ายังฟังหาเข้าใจไม่แล้วเอ็งเข้าใจด้วยฤๅวะ”
“ข้ามิจำเป็ต้องเข้าใจอันใดทั้งชื่อแลกิริยาวาจาเยี่ยงนี้ มิมีปรากกฏในเมืองเห็นเป็สำคัญแล้วว่ามันต้องเป็พวกรามัญ ข้าจักบั่นคอมันให้หลุดเสียบัดเดี๋ยวนี้!”
“นี่! นายพัน เอะอะก็จะฆ่าคุยกันด้วยเหตุผลก่อนอะเป็ไหม ฉันก็ยอมรับนะว่านายฉลาดมากฟังรู้เื่ว่าฉันหมายถึงอะไร ถึงแม้ฉันมีเืพม่าก็จริงแต่เข้าใจไหมว่าฉันเกิดที่เมืองไทย ก็ถือว่าเป็คนไทย เลิกมโนเองได้แล้วขอร้องล่ะอย่าดราม่าเลย ฉันเริ่มจะหัวร้อนแล้วนะรู้ไหม ”
“ไอ้พัน!เอ็งใจเย็น ๆก่อน พามันกลับไปถามความที่ค่ายเถิด” มั่นตบบ่าสหายของตน
ยิ่งหญิงสาวพรั่งพรูออกมาเท่าไรความไว้วางใจที่มีในตัวเธอก็ยิ่งถดถอยเท่านั้นเหมือนเป็การแก้ตัวเสียมากกว่าพลางกระชากชายผ้าดึงร่างนันดาให้เดินไปโดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำนอกจากแววตาแห่งความแค้น
ตะวันลับขอบฟ้าไปแล้วมีแต่ความมืดเข้ามาเยี่ยมเยียน มั่นจุดคบไฟถือส่องนำทางให้ทุกคนนันดาพยายามแกะผ้าที่รัดข้อมือแน่นผ้านั้นกดทับกับสายนาฬิกาปาเต็กฟิลิปสีขาวสุดหรูประกอบกับแรงกระชากทำให้นันดารู้สึกเจ็บที่ข้อมือจึงะโร้องลั่นป่า
“โอ๊ย!เบา ๆ หน่อยสิมันเจ็บรู้ไหม”
มั่นรู้สึกเห็นใจหญิงสาว ตรงกันข้ามกับพันที่ทำทีไม่สนใจเธอและเหมือนพยายามจะแกล้งไม่ได้ยินในสิ่งที่เธอโอดครวญเสียด้วยซ้ำไป
“นี่ ๆ ๆ ฉันขอถอดนาฬิกาก่อนได้ไหมแล้วเดี๋ยวนายค่อยรัดข้อมือฉันใหม่ ตอนนี้ฉันเจ็บมาก ๆ เลย” ยิ่งนันดาร้องขอ เขาก็ยิ่งดึงมากกว่าเดิม
“โอ๊ย ! เจ็บๆ ๆ”
“ไอ้พัน!! เอ็งก็เพลาๆ หน่อยมิได้รึ ดูนันดาจักเจ็บยิ่งนัก”
“ข้าละเว้นชีวิตนังบ้านี่มิบั่นคอเสียให้ตายั้แ่ต้น ดูรึก็เป็บุญคุณมากโข ไยเอ็งจักต้องให้ข้าเห็นใจมันอีก”
“ดูทีรึไอ้พัน ข้อมือนันดาแดงชาดเดินทางต่อไปเห็นทีจักลำบาก เอ็งก็ช่วยเอา ..เออ..เอา..อันใดนะ” มั่นหันไปหานันดา
“นาฬิกา”
“ไอ้พัน เอ็งก็ช่วยเอานาหริกาออกทีฤๅ”
มั่นพูดทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักว่าสิ่งที่หญิงสาว้าให้เอาออกนั้นคืออะไร พันขมวดคิ้วไม่สบอารมณ์สุดท้ายต้องเห็นแก่เพื่อน ชายหนุ่มแกะผ้ารัดข้อมือนันดาออก ปรากฏสายสีขาวกดทับข้อมือเป็รอยแดงนันดาค่อย ๆ คลายนาฬิกาสุดหรูของตัวเองและถอดออกมา พันแย่งจากมือหญิงสาวได้โยนทิ้งเข้าพงหญ้าทันที นันดาตาเบิกโพลงใแทบจะกรีดร้อง เข่าอ่อนขึ้นมา
“ไม่นะ ! ปาเต็กฟิลิปของฉัน !”
นันดาวิ่งโผเข้าไปในดงหญ้าที่สูงเกินเข่า ควานหานาฬิกาสุดหรูที่คุณปู่ซื้อให้ตอนที่เธอเรียนจบมัธยมศึกษาตอนต้น รอบข้างฉาบด้วยความมืดแทบมองไม่เห็นอะไร
“นายพัน! นายรู้ไหมว่ามันราคาเท่าไร”
แม้จะฟังไม่รู้เื่แต่เขาก็พอจะเข้าใจความว่ามันคงสำคัญสำหรับเธอมากมิเช่นนั้นแล้วเธอคงไม่ลุยเข้าดงหญ้าคาที่คมจนเฉือนเนื้อนวลตามแขนและขาของเธอแสงไฟจากคบที่มั่นช่วยส่องและช่วยหาสาดส่องให้เห็นรอยน้ำตารื้นอยู่ขอบดวงตาของนันดา พันชะงักไปเล็กน้อยแต่แสร้งไม่สนใจมั่นเข้าไปปลอบประโลม
“มิเป็ไรดอกหนา ข้าจักช่วยหาเอง”
“นาฬิกานั่นน่ะ เรือนละเป็ล้านเลยนะ ฮือ ๆ ๆ” นันดาปล่อยโฮลั่นเหลียวมองชายร่างสูงอย่างไม่เข้าใจว่าเธอทำอะไรให้นักหนาถึงต้องจงเกลียดจงชังเธอขนาดนี้
“ข้ามิเข้าใจความของเ้าดอกแต่นาหริกาของเ้าคงสำคัญมากเทียว จึงทำให้เ้าร่ำไห้ถึงเพียงนี้” มั่นส่ายคบไฟไปมาเพื่อหาสิ่งสำคัญของเด็กสาวเธอปาดน้ำตาที่เปื้อนใบหน้าตัวเองจนหน้ามอมแมมมากกว่าเดิม
“ใช่ ! มันซื้อบ้านซื้อรถได้เลยฮือ ๆ ๆ”
พันสลัดผ้าขาวม้าผืนเดิมพร้อมกับรวบมือของนันดามัดอีกครั้งเธอฟูมฟายมากกว่าเดิมน้ำตาสตรีทำให้ใจที่แข็งดั่งหินผาเช่นพันอ่อนลงอย่างน่าประหลาดไม่มีใครทันสังเกตเห็นแววตาที่อ่อนลงเพราะความสงสารของชายหนุ่มแต่เพราะเขาไม่ไว้วางใจจึงต้องทำเช่นนี้ ยิ่งเขาจับนันดามัดมือก็ยิ่งทำให้เธอร้องไห้เสียงดังลั่นป่า
“ไอ้นายพันบ้า !! ปล่อยฉันนะ !! ปล่อย!”
“เงียบเสีย! โจรพม่าแฝงตัวอยู่ตามที่ต่างๆ แห่งใดบ้างก็มิอาจรู้ได้ เ้าส่งเสียงเอะอะโหวกเหวกจักเรียกศัตรูมาหารึ”
“ก็นายมันใจร้าย กลัวพม่าแห่มาใช่ไหมฉันจะเรียกให้มาทั้งกองทัพเลย..คอยดู!!! ช่วยด้วย!!ช่วยด้วย! คนบ้าจับตัว ช่วยด้วย!”
“ทำเยี่ยงนี้ มิดีดอกนันดา หยุดเถิด” มั่นรีบปรี่เข้าไปหา ป่าไพรยามค่ำคืนเงียบสงัดนักการร้องโวยวายในเวลานี้ไม่เป็การดีอย่างแน่นอน พันกระชากร่างบางอีกครั้ง มองเธอเหมือนจะกินเืกินเนื้อ ทันใดนั้นยินเสียงฝีเท้าของใครหลายคู่กำลังมาทางที่ทั้งสามยืนอยู่ มั่นกระชับดาบคู่ใจไว้พันใช้มือปิดปากนันดาแน่น พลางกระซิบข้างหูเธอ
“จงอยู่เงียบ ๆ !”
“ไม่ !!!” หญิงสาวพยายามขัดขืน
พุ่มไม้รกร้างตรงหน้าเคลื่อนไหว บ่งบอกให้รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติอยู่เบื้องหน้าพันและมั่นสบตาเป็อันรู้กันว่าเงาตะคุ่ม ๆ กำลังซุ่มมองอยู่พันขบกรามแน่นอย่างโกรธเกรี้ยวเพราะเสียงร้องลั่นของเธอเรียกพวกโจรพม่าที่แฝงตัวให้เข้ามาหาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“เ้ามิได้เป็แค่หญิงวิปลาสหากแต่เป็กาลกิณีที่นำพาความฉิบหายมาสู่พวกข้า”
“โอ้โห!! แรงมากทั้งกาลกิณี ทั้งฉิบหาย” นันดาพยายามพูดทั้ง ๆที่ถูกปิดปาก พันจับใบหน้าของเธอ ให้หันไปมองเงาตะคุ่มนั่น
“เห็นฤๅไม่ ว่าเราถูกศัตรูล้อมไว้แล้ว”
เงาคนอยู่รายล้อม แสดงว่ามันมามากกว่าสามคนอย่างแน่นอนหญิงสาวเห็นก็กลืนน้ำลายลงอย่างยากลำบาก พวกมันมากันมากมายเหลือเกิน
“แล้ว...แล้ว มันมาจากไหนล่ะนายจะมาโทษฉันได้ยังไง”
“ก็มาจากเสียงของเ้าไง!!!”
“ฉันก็แค่ร้องโวยวายไปแบบนั้นเอง ใครจะไปคิดว่ามีศัตรูอยู่ แล้วอีกอย่าง...ว้าย!!!”
พูดไม่ทันจบ เงาตะคุ่มก็กระโจนเข้ามาโจรพม่านับสิบยืนรายล้อม คมดาบเกือบฟาดถูกตัวนันดาหญิงสาวหวีดร้องลั่น พันดึงร่างนั้นไว้กับตัวด้วยสัญชาตญาณ พวกอังวะกรูเข้าไปหมายปลิดชีพทั้งสาม มั่นกระโจนพรวด ฟาดฟัน เริ่มบรรเลงเพลงดาบอาทมาต พันต่อสู้อย่างมีชั้นเชิงด้วยดาบมือเดียวส่วนอีกมือหนึ่งคอยดึงและประคองร่างของนันดาเอาไว้ให้พ้นเงื้อมคมดาบศัตรูได้อย่างหวุดหวิดพันและมั่นฆ่าพวกมันตายได้หลายคนขณะนั้นเองทหารอังวะคนหนึ่งเห็นช่องโหว่จึงคิดจ้วงดาบไปที่เด็กสาวพันจึงถีบและใช้ดาบแทงตัดขั้วหัวใจทหารผู้นั้น เืพุ่งกระเซ็นไปทั่ว นันดาตัวสั่นหน้าซีดเผือดพยายามหาทางหลีกหนีด้วยความหวาดผวา จังหวะพันคลายมือจากผ้าที่มัดมือเธอไว้หญิงสาววิ่งออกไปจากตรงนั้นอย่างทุลักทุเล ทหารพม่าอีกหนึ่งคนะโเข้าไปขวางหน้าหญิงสาวใจนล้มลง มันง้างดาบสุดแขนและฟาดไปที่นันดาสุดกำลัง ทว่าพันใช้มือเปล่าๆ จับคมดาบนั้นไว้อย่างมิกลัวเจ็บแต่อย่างใด และถีบไปที่อกทหารผู้นั้นจนล้มลงชายหนุ่มะโคร่อมตัวก่อนจะใช้คมดาบปาดไปที่ลำคอตัดเส้นเืใหญ่ของศัตรูสิ้นใจทันใด
พันและมั่นหอบเหนื่อยเอาการกับการรับมือทหารอังวะนับสิบศพเกลื่อนกลาดเป็ที่น่าสยดสยอง พอทุกอย่างสงบ พันเหลียวมองนันดาที่นั่งตัวสั่น เขาสำรวจจากสายตาว่าเธอาเ็ตรงไหนหรือไม่และโล่งใจเมื่อเห็นว่าปลอดภัยดี ส่วนมั่นเก็บดาบของตนพลางวิ่งเข้าไปหานันดาด้วยความเป็ห่วง
“ เป็อันใดฤๅไม่ นันดา”
เด็กสาวยังอยู่ในอาการตระหนก ตัวสั่นเทาหน้าซีดสิ่งประหลาดใดกันดลให้เธอย้อนเวลากลับมาพบกับเหตุการณ์ประหลาด ๆ น่าหวาดผวาเช่นนี้นันดาร้องไห้โฮเสียงดังอีกครั้งเมื่อนึกถึงคุณย่ารัศมีและปู่อูธุยะป่านนี้ท่านคงจะเป็ห่วงเธอมากอย่างแน่นอน
ใครก็ได้ !! ช่วยด้วย ฉันไม่อยากอยู่ที่นี้แล้ว!!!!!
ศพรายเรียงเกลื่อนล้วน สยดสยอง
ถูกปลิดชีพซากกอง อริด้าว
เหตุทำร่ำจิตหมอง แสนเทวษ
ดลสิ่งอัศจรรย์น้าว ช่วยโน้มกลับคืน