การประลองรอบคัดเลือกดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ผู้เข้าแข่งขันนับหมื่นคนผลัดเปลี่ยนกันขึ้นประลองบนลานประลองทั้งร้อยแห่ง
การประลองในวันแรก คัดคนออกไปเกือบครึ่ง
ส่วนในอีกสามวันต่อมา ลานประลองหมายเลขเจ็ดแห่งลานประลองารกร้าง แทบจะกลายเป็ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เหล่าผู้ฝึกตนอิสระระดับล่างพากันโห่ร้องยินดี และกลายเป็ฝันร้ายของศิษย์ระดับหลอมปราณจากสำนักใหญ่ต่างๆ เช่นกัน
“ลานประลองหมายเลขเจ็ด หมายเลขเก้าร้อยสี่สิบเจ็ด ประลองกับ สำนักควบคุมอสูร หลี่ขวง!”
“ปัง!”
พร้อมกับเสียงดังสนั่น พยัคฆ์อสูรระดับหนึ่งจุดสูงสุดที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารพร้อมกับเ้านายของมัน ถูกเงาร่างสีเทาสายหนึ่งเตะกระเด็นออกนอกลานประลองไปในคราวเดียว
“หมายเลขเก้าร้อยสี่สิบเจ็ด ชนะ!”
……
……
“ลานประลองหมายเลขเจ็ด หมายเลขเก้าร้อยสี่สิบเจ็ด ประลองกับ นิกายเสวียนอิน กุ่ยเจี้ยนโฉว!”
“อ๊าก——ปราการร้อยพิษของข้า!”
ท่ามกลางหมอกดำ ฝ่ามือเรียวยาวเปี่ยมพลังข้างหนึ่งทะลวงผ่านปราการพิษเข้าไป บีบคอศิษย์นิกายเสวียนอินเอาไว้แน่น แล้วฟาดเขาจนสลบเหมือดไปที่ริมลานประลองราวกับโยนกระสอบทราย
“หมายเลขเก้าร้อยสี่สิบเจ็ด ชนะ!”
……
……
“ลานประลองหมายเลขเจ็ด...”
“ข้ายอมแพ้! ข้ายอมแพ้!” ยังไม่ทันที่ผู้ตัดสินจะเอ่ยชื่อคู่ประลองจบ ศิษย์สำนักชั้นรองคนหนึ่งที่เพิ่งจะปีนขึ้นมาบนลานประลองก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นด้วยใบหน้าซีดเผือด รีบะโหนีหัวซุกหัวซุนลงไปทันที
ประลองต่อเนื่องเจ็ดสนาม!
ศิษย์เอกเจ็ดคนที่มาจากต่างสำนัก ซึ่งล้วนมีพลังระดับหลอมปราณขั้นปลาย กระทั่งยังมีอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ด้วย
ทุกคนล้วนถูกเงาร่างสีเทาที่สวมหมวกฟางเก่าซอมซ่อและแต่งกายมอซอผู้นั้น สังหารในพริบตาเพียงกระบวนท่าเดียว ด้วยท่วงท่าที่รุนแรงป่าเถื่อนและทำลายล้างทุกสิ่งอย่างไม่มีข้อยกเว้น!
ไม่ว่าจะเป็วิชาดาบอันดุดัน วิชาพิษอันพิสดาร หรือสัตว์อสูรอันดุร้าย เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังที่เหนือกว่าอย่างแท้จริง ล้วนดูจืดชืดไร้พลังไปเสียหมด
ตลาดรอบนอกลานประลองารกร้างและอัฒจันทร์ผู้ฝึกตนอิสระ เดือดพล่านขึ้นมาอย่างสมบูรณ์
“เห็นหรือไม่! กระบวนท่าเดียวอีกแล้ว! นี่คนที่เจ็ดแล้วนะ!”
“ร้ายกาจเกินไปแล้ว! นี่มันการประลองที่ไหนกัน นี่มันคือการบดขยี้ฝ่ายเดียวชัดๆ!”
“พวกเ้าไม่รู้สึกหรือว่ารูปร่างของเขาคุ้นตามาก เมื่อหลายวันก่อนที่เมืองหลินยวน มีข่าวลือว่าคนเหี้ยมโหดผู้หนึ่งกวาดล้างกลุ่มโจรวายุทมิฬไปจนหมดด้วยตัวคนเดียว...”
“ซี๊ด——เ้าหมายถึง... ‘จอมมารฉิน’ งั้นหรือ?!”
“ต้องใช่แน่ๆ! นอกจากดาวมฤตยูที่กระทั่งระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์ยังสูบจนกลายเป็ซากศพแห้งกรังได้แล้ว จะมีผู้ฝึกตนอิสระคนใดมีพลังแข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้อยู่อีก?!”
เมื่อฉายา “จอมมารฉิน” แพร่สะพัดไปทั่วลานประลองโดยไม่ต้องมีผู้ใดป่าวประกาศ สถานะของฉินเฉินในใจของผู้ฝึกตนอิสระก็พุ่งสูงขึ้นจนถึงระดับที่คลั่งไคล้อย่างที่สุดในพริบตา
เป็เวลานานมาแล้วที่ผู้ฝึกตนอิสระมักจะต่ำต้อยกว่าคนของสำนักเสมอ และถูกรังแกมาโดยตลอด ทว่าตอนนี้ ในที่สุดก็มีคนเก่งกาจที่สามารถจับพวกอัจฉริยะของสำนักที่ปกติตามักจะอยู่สูงกว่าหน้าผากมากดหัวลงกับพื้นได้ แล้วเช่นนี้จะให้พวกเขาไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร
“จอมมารฉิน! จอมมารฉิน!”
ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็คนนำะโขึ้นมา เพียงไม่นาน ขอเพียงฉินเฉินขึ้นประลอง อัฒจันทร์ผู้ฝึกตนอิสระรอบลานประลองหมายเลขเจ็ดทั้งหมดก็จะปะทุเสียงโห่ร้องยินดีที่ดังจนแก้วหูแทบแตก
แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความตื่นเต้นยินดีของผู้ฝึกตนอิสระ ในพื้นที่ของสำนักใหญ่ต่างๆ บรรยากาศกลับยิ่งทวีความเคร่งเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ
“ไปสืบมา! รีบไปสืบเบื้องลึกเื้ัของผู้ฝึกตนอิสระผู้นี้มาให้ชัดเจนเดี๋ยวนี้!”
ผู้าุโท่านหนึ่งของสำนักอัคคีมีสีหน้ามืดครึ้ม แผดเสียงคำรามใส่ผู้คุมกฎใต้บังคับบัญชา “ชนะเจ็ดสนามรวด แต่ละกระบวนท่าล้วนลงมือหนักหน่วง นี่มันเป็การตบหน้าสำนักของพวกเราทุกสำนักชัดๆ!”
“ผู้าุโ สืบไม่ได้เลยขอรับ... คนผู้นี้ราวกับโผล่มาจากความว่างเปล่า ตอนลงทะเบียนก็เขียนชื่อแค่ว่าฉินเฉิน ซ้ำเขายังไม่เคยเปิดเผยความผันผวนของพลังปราณที่แท้จริงต่อหน้าผู้คนเลย อาศัยเพียงพลังกายก็บดขยี้คู่ต่อสู้ได้แล้ว” ผู้คุมกฎรายงานด้วยเหงื่อเต็มหน้า
บนเรือเหาะของหุบเขาราชันย์โอสถ ชายชราหนวดขาวที่เคยคิดจะทาบทามฉินเฉินลูบเคราตัวเอง ในดวงตาฉายประกายแหลมคมไม่หยุดหย่อน “ช่างเป็ร่างกายที่ดุดันอำมหิตนัก! พลังเืเนื้อระดับนี้ ต่อให้เป็ผู้สืบทอดของสำนักเร้นกายที่เน้นฝึกกายาเป็หลักก็คงทำได้เพียงเท่านี้ หากเขากายากลืน์จริงๆ... เช่นนั้นคราวนี้ข้าก็เก็บของล้ำค่าได้แล้วสิ”
ส่วนในพื้นที่อัฒจันทร์ของสำนักกระบี่์ที่ถูกปกคลุมไปด้วยปราณกระบี่อันหนาวเหน็บนั้น
ซูมู่เสวี่ยในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะนั่งตัวตรงอยู่บนแท่นดอกบัวหยกน้ำแข็งอย่างเงียบๆ ดวงตาอันเ็าทอดข้ามระยะทางหลายร้อยจั้งไปหยุดอยู่ที่ฉินเฉินซึ่งเพิ่งจะเดินลงจากลานประลอง
“เทพธิดา ผู้ฝึกตนอิสระที่สวมหมวกฟางผู้นั้นดูแปลกประหลาดอยู่บ้างนะขอรับ เขาดูเหมือนจะจงใจซ่อนพลังบำเพ็ญเอาไว้ อีกทั้งยามลงมือยังโเี้อำมหิตถึงขีดสุด มีกลิ่นอายของวิถีมารอยู่บ้างจริงๆ ให้ศิษย์ลองไปหยั่งเชิงดูดีหรือไม่ขอรับ” ศิษย์สายในของสำนักกระบี่์ผู้หนึ่งเอ่ยถามอย่างนอบน้อม
ซูมู่เสวี่ยไม่เอ่ยสิ่งใด
นางขมวดคิ้วเรียวงามเล็กน้อย นึกย้อนไปถึงภาพเหตุการณ์ตอนที่ฉินเฉินลงมือเมื่อครู่นี้
แม้ฉินเฉินจะปกปิดซ่อนเร้นได้เป็อย่างดี ไม่ได้ใช้วิชาอาคมใดๆ ซ้ำยังไม่ได้เปิดเผยพลังกลืนกินของเคล็ดวิชากลืนนภาออกมา ทว่าในฐานะสตรีผู้เป็ที่รักของ์ซึ่งกายาวิชชุน้ำแข็ง นางมีการรับรู้กลิ่นอายที่เฉียบแหลมอย่างยิ่ง
ในเสี้ยววินาทีของการปะทะอันแสนสั้นนั้น นางััได้อย่างชัดเจนว่ามีไอสังหารอันเย็นเยียบที่ซ่อนเร้นอย่างล้ำลึกทว่ากลับคุ้นเคยเป็อย่างยิ่งสายหนึ่งแผ่ซ่านออกมาจากตัวฉินเฉิน
นั่นมัน... กลิ่นอายของก้นผาขาดิญญา!
“ไม่ต้องไปหยั่งเชิงหรอก”
ซูมู่เสวี่ยค่อยๆ เอ่ยปาก น้ำเสียงกังวานใสไพเราะราวกับหยกกระทบน้ำแข็ง ทว่ากลับแฝงไปด้วยความน่าเกรงขามที่ไม่อาจตั้งข้อสงสัยได้ “คนผู้นั้น ไม่ใช่ระดับหลอมปราณ หากพวกเ้าพบเขาบนลานประลอง ให้ยอมแพ้ไปเสียเถิด”
“อันใดนะ?!” ศิษย์สายในผู้นั้นหน้าถอดสีด้วยความใ “ยอมแพ้ไปเลยหรือขอรับ เทพธิดา เขาเป็แค่ผู้ฝึกตนอิสระคนหนึ่ง ต่อให้พลังกายจะแข็งแกร่งเพียงใด จะสู้ค่ายกลกระบี่ของสำนักกระบี่์แห่งเราได้เชียวหรือขอรับ”
ซูมู่เสวี่ยไม่ได้อธิบาย ทำเพียงปรายตามองเขาอย่างเ็า
ศิษย์ผู้นั้นรู้สึกราวกับตกลงไปในถ้ำน้ำแข็งทันที ใจนรีบก้มหน้าตอบรับคำ แล้วถอยออกไป
“ฉินเฉิน...”
ซูมู่เสวี่ยทอดสายตาไปยังแผ่นหลังสีเทาอันโดดเดี่ยวหยิ่งทระนงในเขตพักรอของผู้ฝึกตนอิสระอีกครั้ง ลึกลงไปในแววตาฉายรอยความรู้สึกอันสลับซับซ้อนอย่างยิ่งวาบหนึ่ง
“แท้จริงแล้วเ้าได้วาสนาอันใดที่ก้นผาขาดิญญากันแน่ ถึงกับทำให้เ้าผลัดเปลี่ยนกระดูกได้ในเวลาอันสั้นถึงเพียงนี้”
“ข้าล่ะอยากจะรู้จริงๆ ว่าเ้าจะไปได้ไกลสักแค่ไหน”
……
……
มุมหนึ่งในเขตพักรอของผู้ฝึกตนอิสระ
ฉินเฉินนั่งขัดสมาธิอยู่บนหินเขียว หมวกฟางที่กดต่ำปิดบังใบหน้าของเขาไปกว่าครึ่ง
ภายนอกดูเหมือนว่าเขากำลังหลับตาพักผ่อน ทว่าแท้จริงแล้ว ััเทวะของเขาได้แผ่ขยายออกไปตั้งนานแล้ว กวาดสายตาที่คอยจับจ้องมาทั้งด้วยความอยากรู้อยากเห็นหรือเต็มไปด้วยความประสงค์ร้ายรอบกายเข้ามาไว้ในสายตาจนหมดสิ้น
“สำนักกระบี่์ สำนักอัคคี นิกายเสวียนอิน... กระทั่งในหอคอยของทูตแห่งจงโจว ก็ยังมีััเทวะที่ซ่อนเร้นสายหนึ่งกวาดผ่านข้าไป”
ฉินเฉินแค่นเสียงหัวเราะเ็าในใจ
ต้นไม้ที่โดดเด่นในป่า ย่อมถูกพายุทำลายล้าง การแสดงออกอย่างโอ้อวดด้วยการสังหารในพริบตาเจ็ดสนามรวดของเขา ดึงดูดความสนใจจากขุมกำลังฝ่ายต่างๆ ได้จริงๆ
แต่นี่แหละคือผลลัพธ์ที่เขา้า!
มีเพียงการกวนน้ำให้ขุ่น แสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่มากพอ เขาจึงจะสามารถเป็ฝ่ายกุมความได้เปรียบในการประลองใหญ่หลังจากนี้ได้ หรือกระทั่งดึงดูดความสนใจจากนิกายวิถี์แห่งจงโจวได้
“ทว่า เมื่อการประลองลึกซึ้งยิ่งขึ้น คู่ต่อสู้ที่พบเจอก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน หากพึ่งพาเพียงพลังกาย เกรงว่าคงไม่อาจสังหารได้ในพริบตาเดียวแน่”
ฉินเฉินััถึงพลังปราณระดับสร้างรากฐานขั้นปลายอันพลุ่งพล่านในจุดตันเถียน ตลอดจนสิ่งเจือปนแห่งวิบากกรรมสีดำเ่าั้ที่ยังคงแฝงตัวอยู่ลึกในเส้นลมปราณ
“รอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศที่จะมาถึงต่างหาก จึงจะเป็ความท้าทายที่แท้จริง สำนักชิงอวิ๋น ฉู่เสวียน... เตรียมตัวพบกับฝันร้ายของพวกเ้าหรือยัง”