หลังจากที่นั่งลงเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นหนิงฮวาก็ะโสั่งบะหมี่ทันทีเพราะตอนนี้นางหิวมาก
“ท่านลุงเ้าคะ ข้าเอาบะหมี่สามชามเ้าค่ะ”
“ได้ๆ นางหนูรอซักครู่นะ”
ลุงเ้าของร้านเอ่ยรับเด็กสาวที่ะโสั่งบะหมี่ของเขาด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนจะรีบทำบะหมี่ไปให้เด็กสาวทันที
“ท่านแม่ ทำไมแคว้นของเราเกลือถึงได้มีราคาหนักเล่าเ้าคะ”
ในระหว่างที่รอบะหมี่หนิงฮวาก็เอ่ยถามในสิ่งที่นางสงสัยอยู่ทันทีเพราะที่โลกเดิมเกลือนั้นถูกซะยิ่งกว่าถูกอีก
“นั้นก็เป็เพราะว่าแคว้นของเราต้องรับซื้อเกลือมากจากนอกแคว้นอย่างไรละ เกลือแคว้นเราถึงได้แพงเช่นนี้”
“อ๋อ เพราะต้องซื้อเข้ามานี้เองมันเลยมีราคาแพงเพราะต้องจ่ายค่าส่วยในการนำเข้ามา แล้วแบบนี้ไม่เกิดการลักลอบค้าเกลือเถื่อนรึเ้าคะ”
หนิงฮวาเอ่ยอย่างเข้าใจแต่ประโยคหลังนางกับเบาเสียงลงจนคล้ายจะกระซิบถามมารดาของตน ส่วนหนิงลี่เมื่อได้ฟังสิ่งที่บุตรสาวของตนพูดออกมานั้นก็ใลมแทบจะจับเพราะมันไม่ใช่เื่ที่จะมาคุยกันในที่แบบนี้ไม่
“ฮวาเออร์ระวังคำพูดด้วยลูกเดี๋ยวใครจะมาได้ยินเข้ามันจะนำภัยมาสู่พวกเราได้”
“ขออภัยเ้าค่ะท่านแม่ เป็ข้าที่คิดน้อยเกินไปเ้าค่ะ”
“ไม่เป็ไรแต่คราวหลังเ้าต้องระวังให้มากกว่านี้เข้าใจหรือไม่”
“ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
หนิงฮวาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียและสีหน้าอย่างรู้สึกผิด เป็นางที่ไม่ระวังคำพูดจนเกือบจะนำภัยมาให้ทุกคนซะแล้ว คำถามที่นางถามเมื่อกี้คนธรรมดาอาจจะไม่ได้ยินแต่สำหรับบุรุษทั้งสามคนที่มีวรยุทธนั้นกลับได้ยินในสิ่งที่นางพูดอย่างชัดเจน ซึ่งในตอนนี้พวกเขาก็ได้หันไปมองยังเด็กสาวที่เป็คนเอ่ยประโยคเมื่อกี้ออกมาอย่างพร้อมกัน
“นางยังเป็เพียงแค่เด็กสาวที่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่นเลยด้วยซ้ำทำไมถึงได้มีความคิดความสงสัยเกินวัยเช่นนี้กันนะ”
หย่งิเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย แต่พอได้ยินประโยคถัดมาของเด็กสาวคนเดิมก็ทำให้เขาถึงกับต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัยยิ่งกว่าเดิมอีก
“แล้วทำไมแคว้นเราไม่ผลิตเกลือออกมาใช้เองเล่าเ้าคะ ทะเลเราก็มีไม่เห็นจำเป็จะต้องไปซื้อเกลือจากนอกแคว้นที่ขายแพงจนเืตาแทบกระเด็นขนาดนี้เลยเ้าค่ะ”
“ก็เพราะว่าแคว้นของเราไม่รู้จักวิธีการผลิตเกลืออย่างไรเล่า เราถึงต้องทนรับซื้อมาในราคาที่แพงเช่นนี้”
“หืม ก็แค่ทำนาเกลือมันยากตรงที่ใดกันเล่าเ้าคะ ขนาดข้ายังทำเป็เลยเ้าค่ะท่านแม่ ฮ่า ฮ่า”
“เ้าว่าอันใดนะ”
หนิงฮวาสะดุ้งใกับเสียงของมารดาและพี่สาวที่ดังขึ้นพร้อมกันจนนางตั้งตัวไม่ทัน ไม่ต่างกันอีกด้านที่แอบฟังเมื่อได้ยินสิ่งที่เด็กสาวพูดทั้งสามก็หันมามองหน้ากันอย่างพร้อมเพียงไม่เว้นแม้แต่เหิงเยว่ที่ตอนนี้ก็ได้มีประกายตาเ้าเล่ห์วาบผ่านไปอย่างรวดเร็ว
“เ้าว่าที่เด็กคนนั้นพูดนางจะทำได้จริงๆรึ ถ้าทำได้จริงปัญหาเื่เกลือของแคว้นเราก็จะจบไปทันทีเลยนะ”
เหวินซานเอ่ยถามสหายทั้งสองด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นแต่เพียงแค่แปบเดียวก็กลับมาเป็ปกติก่อนจะเอ่ยอีกขึ้นครั้ง
“แต่จะเป็ไปได้อย่างไรก็ในเมื่อขนาดพวกตาแก่ในวังพวกนั้นยังไม่รู้วิธีการทำเลยกับแค่คำพูดของเด็กที่อายุไม่เกินสิบสองหนาวเช่นนี้จะทำได้อย่างไร”
“ก็ไม่แน่ แล้วถานางทำได้จริงๆเล่าไม่เท่ากับว่าเราปล่อยโอกาสในเื่นี้ให้หลุดลอยไปเช่นนั้นรึ”
หย่งิเอ่ยขึ้นมาบางจนทำให้ทั้งสามคนนั้นนั่งหน้าเครียดจนบรรยากาศรอบๆเริ่มจะตรึงเครียดพวกเขาจึงได้รู้สึกตัว
“งั้นเราก็ต้องจับตาดูว่าสิ่งที่นางทำนั้นจะน่าเชื่อถือพอที่เราจะเชื่อในความสามารถของนางได้หรือไม่”
ประโยคนี้เป็ของเหิงเยว่ที่เอ่ยออกมาให้กับสหายทั้งสองได้ฟังกันจนทั้งสองพยักหน้าเห็นด้วย
“ไปสืบเื่ครอบครัวของนางพร้อมทั้งจับตาดูความเคลื่อนไหวของพวกนางแล้วมารายงานข้า”
เหิงเยว่เอ่ยขึ้นลอยๆเหมือนคุยกับอากาศด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดจนองครักษ์เงาที่ติดตามมาด้วยนั้นเกิดอาการหนาวๆร้อนๆกันเลยทีเดียว ส่วนทางด้านของหนิงลี่และหนิงเซียนเมื่อได้ยินสิ่งที่หนิงฮวาเอ่ยออกมาก็ใจนสติหลุดไปแล้วเรียบร้อยจนลุงเ้าของร้านเอาบะหมี่ที่สั่งมาเสริฟที่โต๊ะพวกนางทั้งสองจึงค่อยมีสติกลับมาอีกครั้ง
“อะนี่ บะหมี่สามชามที่เ้าสั่งนังหนู”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านลุง โอ้โหน่าอร่อยมาเลยเ้าค่ะ”
หนิงฮวาเอ่ยขอบคุณท่านลุงเ้าของร้านก่อนจะก้มลงมองบะหมี่ที่อยู่ในชามแล้วก็ร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นปนหิวแถมยังทำท่าทางเหมือนลูกแมวกำลังจะได้ทานข้าวช่างเป็ภาพที่ชวนให้น่าเอ็นดูยิ่งนัก
“ทานให้อร่อยนะ ถ้าไม่อิ่มก็ค่อยสั่งเพิ่มได้”
“เ้าค่ะ”
หลังจากรับคำเสร็จทั้งสามคนก็เริ่มลงมือทานบะหมี่ทันที ร้านนี้เป็ร้านบะหมี่เนื้อตุ๋นเส้นที่นุ่มละมุนลิ้น น้ำซุปเข้มข้นหอมเครื่องเทศแถมเนื้อตุ๋นยังเปื่อยกำลังพอดีมันช่างเข้ากันไปหมดทุกอย่างพูดง่ายๆคืออร่อยมากสำหรับหนิงฮวาและเผลอแปบเดียวบะหมี่ที่อยู่เต็มชามก็หมดลงไปอย่างรวดเร็วจนมารดาและพี่สาวของหนิงฮวาต้องอ้าปากค้างตาโตมองการกินของนางจนแทบจะมองไม่ทันกันเลยทีเดียว
แล้วทั้งสามคนก็ทานบะหมี่กันเสร็จเรียบร้อยก่อนหนิงฮวาจะเดินไปจ่ายเงินค่าบะหมี่ ท่านลุงเ้าของร้านขายบะหมี่ชามละห้าอีแปะนางทานไปสามชามจ่ายเงินไปสิบห้าอีแปะ ก่อนจะพากันเดินออกจากร้านไปตามเส้นทางในตลาดจนมาถึงแผงขายผักที่มีแต่พวกชาวบ้านนำผักที่เก็บมาบ้างปลูกเองบ้างมาวางขาย และในตอนที่หนิงฮวากำลังจะเดินผ่านแผงขายผักของคุณยายที่ดูอายุมากแล้วกับหลานสาวตัวน้อย กำลังยืนขายผักอยู่ชายเสื้อของหนิงฮวาก็ถูกดึงไว้ด้วยมือเล็กคู่นึง นางจึงได้ก้มลงไปมองยังเด็กน้อยคนนั้นก่อนที่จะเห็นสายตาเศร้าสร้อยคลอไปด้วยหยาดน้ำตานั้นมองมาที่นางอยู่ก่อนแล้วนั้นจึงทำให้ใจของนางกระตุกวูบนึงก่อนที่นางจะยิ้มส่งไปให้เด็กน้อยคนนั้นพร้อมกับเอ่ยถามว่า
“เด็กดีมีสิ่งใดให้พี่สาวช่วยหรือไม่จ่ะ”
“พี่สาว ท่านช่วยซื้อผักของข้าได้หรือไม่เ้าคะ เพียงอย่างสองอย่างก็ได้เ้าค่ะข้าจะเอาเงินไปซื้อของกินมาให้ท่านยายเพราะท่านยายของข้ายังไม่ได้กินอะไรมาั้แ่เมื่อวานแล้วแถมท่านยายยังป่วยอีกและผักก็ยังขายไม่ได้เลยซักอย่างเ้าค่ะ”
เด็กน้อยเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือปนสะอื้นเล็กน้อยพร้อมกับดวงหน้าที่ตอนนี้เปอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาจนทำเอาคนที่มองอยู่ถึงกับอดสงสารไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่บุรุษทั้งสามที่ได้เดินตามสามคนแม่ลูกมาั้แ่ที่ร้านบะหมี่ต่างก็อดสงสารเด็กน้อยคนนั้นไม่ได้ แต่คำตอบของหนิงฮวาก็ทำเอาคนที่ยืนดูถึงกับอึ้งไปตามๆกัน